28 C
Bangkok
November 16, 2018
Home Blog Page 3

รีวิว: gb Pockit v3 รถเข็นเด็ก พับแล้วเล็กแค่เนี้ยะ!

ใครว่ารถเข็นเด็กไม่จำเป็นนี่ผมเถียงตายเลยครับ โดยเฉพาะวันที่ต้องออกนอกบ้านไปทั้งวัน ไปเดินห้าง ไปเที่ยวต่างจังหวัดต่างประเทศที่ต้องเดินเยอะๆ ช่วงจังหวะที่น้องง่วงหลับนี่หล่ะครับ จะเพอร์เฟ็กต์มากถ้ามีรถเข็นให้เค้าหลับสบายๆ แล้วเราก็ไม่ต้องทนเมื่อยแขนและปวดหลัง เดี๋ยวจะพาลให้หมดอารมณ์เที่ยวอีกต่างหากหรือถ้าลูกงอแงไม่ยอมนอนรถเข็น ก็สามารถใช้วางสัมภาระเข็นถุงช็อปปิ้งแทนได้สบายสองต่อ ส่วนพวกเป้อุ้ม babysling นี่ลืมได้เลย ใช้ทีเดียวปวดหลังไปหลายวัน ... อีกอย่างที่หลายคนไม่รู้ก็คือการให้เด็กนอนแนบตัวเรานานๆ สามสี่ชั่วโมงอาจทำให้เด็กเป็นไข้ได้นะครับ ก่อนหน้านี้เคยใช้รถเข็น Combi Miracle Turn ที่ก็ต้องบอกว่าเป็นรถเข็นที่ดีมากๆ รุ่นหนึ่ง แข็งแรง พับง่าย เด็กนั่งสบาย ... แต่ปัญหาคือพอใช้ไปนานๆ เริ่มขี้เกียจ (คนแบกคือเราผู้นี้นี่เองนะครับ คุณพ่อทั้งหลายโปรดทราบ ^^') เพราะด้วยน้ำหนักและขนาดของมันที่แม้จะพับแล้วก็ยังถือว่าใหญ่อยู่ หอบหิ้วไปไหนมาไหนก็เหนื่อยพอควร แถมยังกินพื้นที่วางสัมภาระท้ายรถจนวางอย่างอื่นแทบไม่ได้ ... ครั้นยกออกไปเก็บ บางครั้งก็(แกล้ง)ลืมหยิบขึ้นรถอีก  ;p จึงเกิดความอยากได้รถเข็นคันใหม่ด้วยประการละฉะนี้ โจทย์คราวนี้คือต้องคันเล็กๆ น้ำหนักเบาแต่แข็งแรง พับง่าย พกพาสะดวก ไม่เกะกะท้ายรถ... แล้วก็ไปเจอรถเข็นคันนี้ที่ต้องบอกว่าถูกใจที่สุด เพราะมันตอบโจทย์ที่ตั้งไว้ทุกอย่าง... ที่ดีกว่านั้นคือมันมีขายในเมืองไทยแล้วด้วย!!  ... เอ่อ ความจริงจะบอกว่า รถเข็นรุ่นนี้มีขายในบ้านเรานานพอควรแล้ว แต่เพราะเราไม่เคยตามข่าวเอง เชยชะมัด และแล้วก็ได้สมาชิกคันใหม่อย่าง gb Pockit มาประจำการครับ (กว่าจะหากันจนเจอเค้าก็พัฒนามาถึงรุ่นที่ 3 แล้ว) .. หลังจากได้มาใช้สักพักก็เลยอยากจะมาแชร์ความรู้สึกในการใช้งาน...

เบาหวาน ภัยใกล้ตัวเด็กๆ ที่ต้องระวัง

เป็นข้อมูลที่ฟังแล้วน่าตกใจไม่น้อย ... ว่าโรคเบาหวาน'ในเด็ก'ถูกพบมากขึ้น และมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นทุกปี โดยรายงานของสมาพันธ์เบาหวานนานาชาติ (International Diabetes Federation – IDF) ระบุว่าเด็กอายุเพียงแค่ 5 ขวบ ก็ป่วยเบาหวานและส่งผลทำให้เกิดโรคหลอดเลือดสมองตีบแล้ว!

D.I.Y “ท่อหินกลิ้ง” ทำเล่นเองง่ายๆ

เป็นหนึ่งในโปรเจ็กต์ที่คุยกับลูกชายไว้นานพอควรแต่ยังหาเวลาเหมาะๆ ไม่ได้ จนเมื่อสัปดาห์ก่อนโมโม่หยิบกระดาษมาร่างแบบเป็นท่อเรียงเป็นชั้นๆ บอกว่าจะเอาแกนกระดาษทิชชู่มาทำของเล่นเอง แต่ปรากฏว่ายังทำไม่ได้เพราะอุปกรณ์ไม่พร้อม โดยเฉพาะแกนทิชชู่ที่เพิ่งรวมเกือบร้อยอันไปบริจาคที่โรงเรียน ... แหง่วว  ด้วยความที่ไม่อยากให้อารมณ์คันไม้คันมืออยากทำของเล่นเองของลูกชายต้องดับกลางคัน เลยรีบบิ้ลด์ต่อ ชวนกันคิดว่าถ้าไม่ใช้แกนทิชชูจะเอาอะไรมาทำแทนได้บ้าง ... และแล้วก็ตกลงกันจนเป็นโปรเจ็กต์ "Marble Run ในท่อพีวีซี ซี ซี!!!" ทีแรกคิดไว้ว่าจะทำแบบง่ายๆ คือเอาท่อมารัดกับตะแกรงลวดชุบสี (ที่ใช้แขวนของตามร้าน) แต่คิดไปคิดมาถ้าเป็นแบบที่สามารถดัดแปลง ปรับรูปแบบรางได้หลายๆ ครั้งน่าจะสนุกและท้าทายจินตนาการกว่า ก็เลยต้องใช้เทคนิคเพิ่มเล็กน้อยโดยนำจุ๊บยางดูดกระจกมาเป็นจุดยึด ที่สามารถขยับ ปรับ เลื่อนได้ตามต้องการ เอาหล่ะ ก่อนอื่นมาเตรียมอุปกรณ์ให้พร้อม โดยชวนลูกชายไปเลือกซื้ออุปกรณ์ที่ร้านฮาร์ดแวร์ ได้ของมาตามที่ต้องการดังนี้ 1. ท่อพีวีซีสีอะไรก็ได้ (ท่อตรง ข้องอ ข้อต่อ จำนวนเท่าไหร่ก็ได้ตามใจ) ดูรูให้กว้างพอที่ลูกแก้ววิ่งผ่านได้ 2. สายยางแบบใส 3. จุ๊บยางดูดกระจก 4. ลูกแก้ว (ไม่ต้องซื้อ ไปจกมาจากตู้ปลาที่บ้าน) เมื่อได้อุปกรณ์แล้วก็ลงมือทำกันเลย (เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ เลื่อย, สว่านไฟฟ้า, กระดาษทราย) 1. ตัดท่อให้เป็นท่อนเล็กๆ ความยาวแล้วแต่ความพอใจ - ขั้นตอนนี้ค่อยๆ สอนเรื่องการเลื่อย โดยช่วยจับมือเลื่อยไปด้วย พอคล่องก็ปล่อยให้ตัดเองได้ครับ 2. เจารูที่ข้องอ ข้อต่อ - ขั้นตอนนี้คุณพ่อขอทำเอง 3. นำจุ๊บยางดูดกระจกใส่เข้าไป - ค่อนข้างยากและใช้แรงพอควร เด็กเล็กแนะนำให้ดูวิธีการก็พอครับ (ใช้เวลาไปทั้งสิ้น 3...

10 ของขวัญที่ควรเลี่ยง ลดความเสี่ยงให้ลูกคุณ

ไม่ใช่เรื่องผิดอะไร หากคุณจะให้ในสิ่งที่ลูกต้องการ เป็นใครก็รักและปรารถนาดี อยากมอบสิ่งที่ดีที่สุดแก่ลูกทั้งนั้น แต่บางครั้งถ้ามันเกินคำว่า 'พอดี' ก็อาจส่งผลเสีย อันเป็นที่มาของพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ กลายเป็นเด็กถูกสปอยล์ ... เคยได้ยินคำว่า 'พ่อแม่รักแกฉัน' ใช่ไหมครับ?ยกเว้นว่าคุณจะเป็นมหาเศรษฐีหมื่นล้าน ลูกโตขึ้นมาเป็นแบบไหน ไปก่อความวุ่นวายอะไร ก็ไม่วอรี่เพราะมีเงินซะอย่าง แต่ที่สำคัญคือต้องห้ามตายนะครับ (เพราะลูกคงแก้ปัญหาเองไม่ได้)... ถ้ามั่นใจว่ามีคุณสมบัติครบทุกข้อ อนุโลมให้กดข้ามไปได้เลย^^ มีประโยคหนึ่งที่ Jerry Seinfeld นักแสดงตลกชาวอเมริกันเคยให้สัมภาษณ์ไว้อย่างน่าสนใจ ลูกของเขาเคยถามว่า "พ่อๆ เรารวยใช่มั้ย?" เขาตอบกลับไปว่า "ใช่ พ่อรวย แต่ไม่ใช่หนู" ... ประโยคนี้สำคัญครับ ลองคิดดูว่าคนระดับ Seinfeld สามารถเสกอะไรให้ลูกก็ได้ตามต้องการ แต่สิ่งที่เขาปรารถนาคือการเลี้ยงลูกให้ "ติดดิน" หรือกรณีของ ครอบครัว Beckham ที่แม้จะรวยล้นฟ้า ก็ไม่ลืมที่จะมอบความลำบาก สอนให้ลูกๆ ของเขารู้จักคุณค่าของเงิน โดยปล่อยให้เจ้าหนูบรูคลิน ไปเป็นเด็กเสิร์ฟ ล้างจาน ทำงานหาเงินด้วยตัวเองที่คาเฟ่ใกล้บ้าน ... จงจำไว้ว่า ... ไม่ว่าระดับรายได้ของคุณจะเพิ่มสูงขึ้นแค่ไหน เป้าหมายในการเลี้ยงลูกต้องไม่เปลี่ยนแปลง! กลับมาพูดในประเด็นพาดหัวครั้งนี้กันต่อ ว่าด้วยสิ่งของที่คุณซื้อให้ลูก โดยในหลายๆ ประเทศมีการเก็บข้อมูลเรื่องนี้ไว้ ซึ่งผลลัพธ์ส่วนใหญ่ไปในแนวทางเดียวกันคือ สิ่งของที่คุณมอบให้เด็กๆ มีนัยยะต่อพฤติกรรมของพวกเขาโดยตรง และต่อไปนี้คือของขวัญ 10 อย่างที่เลี่ยงได้ควรเลี่ยง โทรทัศน์ในห้องนอน หลายครอบครัวเห็นตรงกันว่า โทรทัศน์พร้อมบริการเคเบิลทีวีหรือยูทูป คือหนึ่งในอันดับต้นๆ...

4 เทคนิค จัดสัมภาระภายในรถให้ลงตัว กับ Ford EcoSport

เทคนิคการจัดสิ่งของและจัดสรรพื้นที่ภายในรถสำหรับทุกไลฟ์สไตล์การใช้งาน

ปู้นปู้นนน พาเด็กๆนั่ง Otop Train ไปเล่นทะเลสวนสน

จุดเริ่มต้นของทริปรถไฟนี้ จริงๆ ผมคิดไว้นานแล้วว่าถ้าโมโม่และมามิโตพอที่จะช่วยเหลือตัวเองได้ จะลองพาไปนั่งเก็บประสบการณ์ สัมผัสการเที่ยวแบบลำบากๆ ดูบ้าง (ตามประสาเด็กในเมืองอะนะ) แต่ยังหาจังหวะเวลาเหมาะๆ ไม่ได้ จนเมื่อสองเดือนก่อนได้คุยกับเพื่อนที่เป็นคุณแม่ในกลุ่มโรงเรียนรุ่งอรุณ ซึ่งเป็นจังหวะพอดีที่เค้ากำลังจะจัดทริปพาเด็กๆ นั่งรถไฟไปหัวหิน เลยเอ่ยปากขอแจมด้วย โปรแกรมเที่ยวของทริปนี้จะเหมิอนกับโปรแกรมรถไฟนำเที่ยว 'กรุงเทพฯ-สวนสนประดิพัทธ์' ที่การรถไฟเปิดให้บริการสำหรับผู้ที่สนใจไปเที่ยวทุกวันเสาร์-อาทิตย์และวันหยุดนักขัตฤกษ์ทุกประการ แต่ต่างกันที่ตู้โดยสารจะเป็นแบบพิเศษที่เรียกว่า 'Otop Train' จำนวน 2 ตู้พ่วงติดท้ายขบวน 911 ไป (แวะไหนแวะด้วย จอดไหนจอดด้วย) ซึ่งขบวน Otop Train นี้โดยปกติจะไม่ได้เปิดให้บริการเป็นขบวนสาธารณะครับ หากต้องการนั่งจะต้องติดต่อเช่าเหมาขบวนกับการรถไฟเป็นครั้งๆ รายละเอียดคร่าวๆ ที่พอรู้มาก็คือจะต้องเช่าเหมาทั้ง 2 ตู้ 112 ที่นั่ง และต้องติดต่อล่วงหน้าพอสมควร ใครสนใจลองติดต่อการรถไฟดูนะครับ ... เจ้าหน้าที่พูดน้อย แต่ใจดี -> คุณเพื่อนแม่บุ๋มไม่ได้กล่าวไว้ ;p Otop Train เป็นตู้โดยสารเก่าที่ถูกนำมาปรับโฉมใหม่ให้มีความสวยงาม หรูหรา เบาะหุ้มหนังนุ่มๆ สะอาดนั่งสบาย ปรับเอนและหมุน 360 องศาหันหน้าเข้าหากันได้ (เด็กๆ ชอบมาก) ระยะห่างระหว่างที่นั่งสามารถยืดขาสบายๆ ไม่อึดอัด โดยทั้งสองตู้มีห้องคาราโอเกะส่วนตัวให้เค้าไประบายความบันเทิงกันได้เต็มที่โดยไม่ต้องกลัวรบกวนคนอื่น ในส่วนของห้องน้ำนี่ก็ต้องยกนิ้วให้ ข้างในดูใหม่และสะอาดสะอ้าน แบ่งเป็นห้องชาย-หญิงเป็นสัดส่วนดี อ้อมี...

กระเป๋า ‘เดินตามเรา’ ไอเทมในฝันของครอบครัวนักเดินทาง

ยังจำเมื่อครั้งหอบเด็ก 2 คนไปเที่ยวดิสนีย์แลนด์เมื่อสองปีก่อนได้ดี สัมภาระที่ติดตัวนอกจากรถเข็นเด็กแล้ว ยังมีกระเป๋าเดินทางใบโต (ที่แน่นอนว่าจะออกลูกมาเพิ่มตอนขากลับอีก) เรียกว่าไปไหนมาไหนก็ไม่สะดวกเอาเสียเลย แต่วันนี้เหมือนสวรรค์มาโปรด เพราะมีผู้คิดค้นกระเป๋าเดินทางวิเศษ ที่สามารถวิ่งตามเราเองได้โดยไม่ต้องคอยดึงคอยลากอีกต่อไป เย้!! กระเป๋าใบนี้มีชื่อว่า COWAROBOT R1 ที่ติดตั้งเทคโนโลยีหุ่นยนต์ชั้นสูงไว้ภายในเพื่อให้มันสามารถวิ่งตามเจ้าของกระเป๋า ไม่ว่าจะเดินไปทางไหนได้โดยอัตโนมัติ ซึ่งเหมาะมากสำหรับใครที่ชอบแวะช็อปของกินข้างทาง เพราะสามารถเดินตัวปลิว กินไอติม หม่ำเครป งับหมึกย่างได้อย่างสบายใจไร้พะวง และจะยิ่งเหมาะมากสำหรับครอบครัวนักเดินทางที่มีเด็กเล็กไปด้วย เพราะเราจะสามารถจูงมือลูกๆ เดินเที่ยวได้อย่างเต็มที่ หรือกรณีที่ต้องอุ้มก็ไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป COWAROBOT R1 มีขนาด 20 นิ้ว ติดตั้งเทคโนโลยี CO-EYE และ CO-MOVE รวมไปถึงเทคโนโลยีการควบคุมการเคลื่อนไหวแบบหุ่นยนต์ให้ทำงานสอดประสานกัน ซึ่งไม่เพียงทำให้กระเป๋าสามารถวิ่งตามเราแต่ยังสามารถหลบหลีกสิ่งกีดขวาง ป้องกันการตกจากที่สูง (เช่นบันได) และวางแผนเส้นทางการวิ่งที่เหมาะสมได้เองด้วย (ความเร็วสูงสุดที่วิ่งได้ประมาณ 7 กิโลเมตรต่อชั่วโมง) ด้านความปลอดภัยของกระเป๋า เราสามารถดาวน์โหลดแอพมาติดตั้งบนสมาร์ทโฟน สำหรับการสั่งล็อค-ปลดล็อค สั่งให้กระเป๋าวิ่งมาหาจุดที่เราอยู่ (Find Me) รวมไปถึงสามารถติดตามเส้นทางและสถานะของกระเป๋าเดินทางได้แบบเรียลไทม์ COWAROBOT R1 มี 4 สีให้เลือกตามความชอบใจ และเปิดให้ผู้สนใจสั่งซื้อล่วงหน้าในราคาพิเศษ 399 เหรียญสหรัฐ (ประมาณ 14,000 บาท) ที่เว็บไซต์ cowarobot     

เครื่องฟอกอากาศ กับการ ‘กำจัดกลิ่น’

โดยปกติแล้วบ้านไหนที่ต้องการซื้อเครื่องฟอกอากาศมาใช้งาน จะมีความต้องการหลักๆ หรือปัญหาที่ต้องการแก้ไขอยู่สองอย่างคือ การลดฝุ่น และสารก่อภูมิแพ้ภายในห้อง ซึ่งเครื่องฟอกอากาศในท้องตลาดแทบทุกรุ่นสามารถตอบโจทย์ได้สบายๆ (อ่านวิธีการเลือกซื้อเครื่องฟอกอากาศให้เหมาะสมกับการใช้งาน คลิกที่นี่) แต่ถ้าเงื่อนไขในการซื้อมาใช้งาน มีมากกว่าแค่การลดฝุ่น/สารก่อภูมิแพ้ภายในห้อง นั่นก็คือมีเรื่องของการกำจัด 'กลิ่นไม่พึงประสงค์' เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ขอบอกเลยว่า ต้องทำการบ้านมากขึ้นเป็นสองเท่า ทั้งนี้ก็เพราะว่าเทคโนโลยีที่สามารถกำจัดกลิ่นได้นั้น ค่อนข้างมีความซับซ้อน หลากหลาย ทำความเข้าใจยาก ไหนจะชื่อเฉพาะของแต่ละยี่ห้อที่เรียกไม่เหมือนกันอีก หลายคนพลาดเพราะมักเข้าใจผิดคิดว่าเครื่องฟอกอากาศรุ่นไหนๆ ก็กำจัดกลิ่นได้ แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่ครับ ก็เลยเป็นที่มาของบทความนี้ ที่จะมาอธิบายและแนะนำเกี่ยวกับเรื่องเครื่องฟอกอากาศที่สามารถกำจัดกลิ่นได้ (มีคน Inbox มาถามเยอะมาก) อย่างน้อยก็เพื่อเป็นแนวทางในการตัดสินใจเลือกซื้อเครื่องฟอกอากาศที่ตรงตามวัตถุประสงค์ ไม่ใช่ซื้อมาแล้ว อ้าวว!!! ทำไมกลิ่นยังอยู่??? เครื่องนึงก็ไม่ใช่พันสองพัน จริงไหมครับ ^^ ก่อนอื่นมาทำความเข้าใจเรื่อง 'กลิ่นภายในบ้าน' กันก่อน กลิ่นที่เกิดขึ้นภายในบ้านนั้นมาจากเหตุปัจจัยหลายอย่าง บางกลิ่นก็ไม่มีผลอะไรกับร่างกาย (แต่ส่งผลเรื่องอารมณ์) ในขณะที่บางกลิ่นก็อันตรายแบบไม่น่าเชื่อ กลิ่นที่ฮิตติดอันดับต้นๆ จนต้องพึ่งพาเครื่องฟอกอากาศ คือ กลิ่นสัตว์เลี้ยง ไม่ว่าจะเป็นน้องหมา น้องแมว น้องกระต่าย น้องนก น้องเม (เฮ้ย ตัวหลังนี่ไม่น่าจะใช้นะ!) ซึ่งเครื่องฟอกอากาศรุ่นพื้นฐานที่มาพร้อมฟิลเตอร์ HEPA นั้นจะสามารถกรองได้เฉพาะขน ละออง อนุภาคฝุ่น และสารที่ก่อให้เกิดภูมิแพ้จากสัตว์เท่านั้น ไม่สามารถกรองกลิ่นได้  (กลิ่นที่เกิดจากสัตว์เลี้ยง เช่น กลิ่นอุจจาระในกระบะทรายแมว กลิ่นอึในกรงกระต่าย) กลิ่นจากควันบุหรี่ นี่ก็ไม่แพ้กันครับ คุณแม่บ้านหลายท่านหลังไมค์มาถามเยอะมากว่าเครื่องฟอกรุ่นไหนกำจัดได้บ้าง?...

รีวิว: เครื่องฟอกอากาศ Philips AC3256 เด่นด้วยฟังก์ชัน PM2.5

หลังจากที่เลือกเครื่องฟอกอากาศมาประจำการในห้องนอนเมื่อครั้งคุณภรรยาคลอดลูกสาวคนเล็กเมื่อประมาณ 3 ปีก่อน วันนี้ภารกิจตามหาเครื่องฟอกอากาศเครื่องใหม่ก็เริ่มต้นอีกครั้ง เมื่อคุณลูกชายคนโตถึงวัยอยากแยกห้อง ขอมีห้องนอนส่วนตั๊วส่วนตัวกับเขาบ้าง (วินาทีที่ลูกเดินมาบอก ทำพ่อใจหายแว๊บเลยทีเดียว) เอาหล่ะไหนๆ วันนี้ก็ต้องมาถึง ต้องใช้โอกาสให้เกิดประโยชน์ จึงจัดแจงข้อตกลงให้เขามีส่วนร่วมรับผิดชอบในการตัดสินใจครั้งนี้ด้วยซะเลย เริ่มตั้งแต่การวางแผนเตรียมห้อง เก็บของที่ไม่ใช้ ไม่เล่นแล้วไปบริจาค ทำความสะอาด เลือกสีที่ชอบมาทาผนัง เลือกตู้เตียง เฟอร์นิเจอร์ ยันเลือกสีผ้าปูที่นอน ฯลฯ ซึ่งก็สนุกถูกใจเขาหล่ะ เพราะได้มีโอกาสได้เรียนรู้ถึงพลังอำนาจ(เล็กๆ)ในการตัดสินใจของตัวเอง หลังๆ นี่หนักถึงขั้นว่าทุกอย่างต้องผ่านการอนุมัติจากคุณชายก่อนจึงจะมีสิทธิเอาเข้าไปวางในห้องได้ -_-' แล้วก็มาถึงสิ่งจำเป็น ขาดไม่ได้เลยก็คือ เครื่องฟอกอากาศ (อันนี้ขอใช้อภิสิทธิ์ความเป็นพ่อเลือกเอง) ซึ่งการเลือกซื้อคราวนี้ค่อนข้างสบายเพราะมีประสบการณ์แล้ว (อ่านข้อมูลประสบการณ์ในการเลือกซื้อเครื่องฟอกอากาศที่ผมเคยแชร์ไว้ได้ที่นี่ 'เลือกเครื่องฟอกอากาศ ไม่ยากอย่างที่คิด') ซึ่งแน่นอนว่าก่อนอื่นต้องกำหนดเงื่อนไขคร่าวๆ ไว้ก่อน สำหรับคราวนี้คือ 1. ครอบคลุมพื้นที่ในห้อง (50 ตรม.) 2. ในห้องฝุ่นค่อนข้างเยอะ อยากได้เครื่องที่เน้นการเปลี่ยนถ่ายอากาศ (ดูดเข้าไปกรองในฟิลเตอร์) 3. ค่า CADR จึงควรเกิน 200 ขึ้นไป (เพื่อการเปลี่ยนถ่ายอากาศได้อย่างทั่วถึง) 4. อายุการใช้งานฟิลเตอร์นานกว่าเดิมหน่อย (เครื่องก่อนหน้าต้องเปลี่ยนทุก 6 เดือน เหนื่อยเหมือนกันแฮะ) เพื่อไม่ให้เสียเวลาตะลอนทัวร์ การทำการบ้านหาข้อมูลจากในเน็ตติดมือไปด้วย เพื่อที่เวลาไปเดินตามแผนกเครื่องใช้ไฟฟ้าจะได้ตีกรอบเป้าหมายได้ชัดเจน ช่วยลดอาการว่อกแว่กตาลายเมื่อไปเจอเครื่องฟอกมากรุ่นหลากยี่ห้อที่วางเรียงราย ไหนจะคำโฆษณาเชียร์จาก pc ทั้งหลาย แต่ก็ไม่วาย ... เจอเครื่องฟอกอากาศรุ่นใหม่ล่าสุดยี่ห้อนึง สะกิดต่อมอยากรู้อยากเห็นมาก จากรูปลักษณ์ตัวเครื่องที่สะดุดตา มีรูตรงกลางทะลุจากด้านหน้าไปหลังเครื่อง...

มองโลกจากมุมของลูก … สรุปข้อคิดดีๆ ที่คุณพ่อคุณแม่ควรรู้

มีใครเลี้ยงลูกแล้วเค้าได้ดั่งใจไปหมดทุกเรื่องไหมครับ? มีใครไม่เคยปวดหัว หรืออารมณ์พุ่งปรี้ด เวลาที่ลูกกวนใจ? ทำไมลูกไม่เข้าใจสิ่งที่เราบอก ห้ามเท่าไหร่ก็ไม่ยอมฟัง? และอื่นๆ อีกมากมายเหนือจินตนาการและการคาดเดา ... ปัญหาเหล่านี้จะบรรเทาลงได้ ด้วยการ 'มองโลกจากมุมของลูก' ซึ่งเป็นหัวข้อเสวนาที่ดีมากๆ ที่ผมได้มีโอกาสได้เข้าฟังนักจิตวิทยาคลินิกชื่อก้องอย่าง 'ครูพบ' ที่มาบอกเล่าและแบ่งปันประสบการณ์ร่วมกับคุณพ่อคุณแม่หลายสิบครอบครัว บางคนอาจไม่เข้าใจว่าทำไมแค่เลี้ยงเด็กคนนึง จะต้องเรื่องมากขนาดนี้ ต้องไปอบรมเข้าคอร์สนู่นนั่นนี่ (โดยเฉพาะคุณปู่คุณย่า คุณตาคุณยาย ที่มักจะทำเสียงชิชะใส่) บอกเลยว่าเนื้อหาที่ได้ฟังในวันนั้นเป็นอะไรที่ 'เหนือการคาดเดา' บางอย่างเป็นเรื่องที่แสนจะธรรมดา แต่เพราะเราใช้มุมมองแบบ 'ผู้ใหญ่' มาคาดหวังให้ 'เด็ก' เป็นอย่างที่เราต้องการ ปัญหามันจึงเกิดฉะนั้นแล โอกาสนี้ก็เลยขอสรุปประเด็นที่สามารถจดบันทึกไว้ทัน มาแบ่งปันกับพ่อแม่ทุกท่าน และถือเป็นโอกาสทบทวนตัวเองไปด้วย หวังว่าจะทำให้ทุกท่านเข้าใจพฤติกรรมของลูกมากขึ้นอีกนิด เพื่อที่จะนำพาให้เขาเติบโตขึ้นโดยมีพัฒนาการที่สมบูรณ์พร้อมทั้งร่างกายและจิตใจครับ Note: เนื้อหาต่อไปนี้เป็นการสรุปจากเลคเชอร์ในความเข้าใจของผมเอง อาจไม่ถูกต้องทั้งหมด อยากให้คุณพ่อคุณแม่อ่านเพื่อเอาไอเดียคอนเซ็ปต์คร่าวๆ ก่อนนะครับ ส่วนการนำไปปฏิบัติจริงนั้น บางเรื่องจำเป็นต้องเข้าคอร์สอบรบกับครูพบก่อนจึงจะเข้าใจอย่างลึกซึ้งและถูกวิธี... (สนใจแวะบ้านครูพบไปที่นี่ครับ http://kroopob.blogspot.com) เอาหล่ะ ถ้าโอเคตามนี้ ก็ไปอ่านกันเลยครับ ======================= หัวข้อหลักครั้งนี้จะพูดถึงทฤษฎี 'Theory-of-Mind' ความสามารถในการเข้าใจคนอื่นในมุมของเค้า ไม่ใช่มุมของเรา เพื่อที่จะเข้าใจเหตุผลของพฤติกรรม สุภาษิตว่า 'เอาใจเขามาใส่ใจเรา' การที่เด็กไม่พูด แต่แสดงพฤติกรรมบางอย่างออกมาแทน อาจเกิดจากการที่เขามีคำศัพท์ไม่เพียงพอ วิธีการเติมคำศัพท์ให้เค้า ไม่ต้องอาศัยวิชาอะไรมาก แค่ใช้วิธี "พากษ์สถานการณ์" พูดสถานการณ์ต่างๆ ให้เด็กฟัง ไม่จำเป็นต้องเข้าใจลูก ในมุมอายุของลูก...

Popular

พักกายใจที่ ‘ไร่ปลูกรัก’ ที่เดียวเที่ยวทั้งวัน!

โอกาสที่เด็กในเมืองส่วนใหญ่จะได้ออกไปเหยียบหิน ดิน ทราย เล่นในท้องนา หาได้ไม่ง่ายนัก แต่ก็ไม่ยากจนเกินไป... จะว่าไปมนุษย์กับธรรมชาตินั้น มีสัมพันธ์แน่นแฟ้นเกินเข้าใจ หลายครั้งที่เราเหนื่อย ท้อ ... แค่มองออกไปบนท้องฟ้า ไปเดินเล่นในสวน หรือหากมีเวลาหน่อย การไปทะเล ภูเขา น้ำตก ตามแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ ก็สามารถชาร์จพลังให้เราได้อย่างรวดเร็วแม้จะเป็นช่วงเวลาสั้นๆ เด็กๆ ก็เช่นกันครับ การเปิดโอกาสพาลูกออกนอกบ้าน ไปสัมผัสธรรมชาติ สูดอากาศบริสุทธิ์ จะช่วยให้หัวใจ ปอด...