August 18, 2019
วันนี้จะพาน้องมามินำกระปุกออมสินไปแลกกระปุกที่ระลึกของในหลวง รัชกาลที่ ๙ ที่โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์กันครับ อย่างที่ทราบกันแล้วในหน้าข่าวต่างๆ ว่าโครงการ “ออมเพื่อให้ตามรอยพ่อ” เป็นโครงการเพื่อน้อมรำลึกถึงพระราชจริยวัตรและพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ ๙ ที่ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ทรงเป็นแบบอย่างในการออมตั้งแต่ทรงพระเยาว์ และได้พระราชทานปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงแก่ประชาชนเพื่อเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต และปลูกฝังให้ประชาชนรู้จักการออมและการใช้จ่ายเงินอย่างพอเพียง ทางโรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์จึงได้จัดโครงการ “ออมเพื่อให้ตามรอยพ่อ” ชวนพวกเรามาเดินตามรอยเท้าพ่อ ออกเงินใส่กระปุกให้เต็มแล้วนำไปแลกกระปุกอุปกรณ์และของทรงงาน 3 แบบคือ กล้องถ่ายรูป พระราชพาหนะทรงงาน และวิทยุสื่อสาร และถือเป็นโอกาสดีมากๆ ที่เราจะได้ชวนเด็กๆ มาสร้างวินัยการอยู่อย่างพอเพียง ประหยัด อดออม หยอดเงินใส่กระปุก และสอนให้รู้จัก "การให้" โดยการนำเงินออมนั้นไปร่วมบริจาคเพื่อสร้างอาคารนวมินทรบพิตร 84 พรรษา อาคารศูนย์การแพทย์ของคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลหลังสุดท้ายที่ได้รับพระราชทานนามจาก พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ปลูกฝังจิดสำนึกให้เด็กทั้งการประหยัดอดออม และการเป็นผู้ให้... คุณพ่อคุณแม่ท่านใดสนใจ รีบชวนเด็กๆ หยอดกระปุกให้เต็ม .....
สวัสดีทุกท่านครับ พอดีมีโอกาสพาครอบครัวไปเที่ยวโตเกียวเมื่อช่วงพฤษภาคมที่ผ่านมา ก็เลยอยากนำประสบการณ์มาแชร์เผื่อคุณพ่อคุณแม่ท่านใดอยากพาเด็กๆ ไปเปิดโลกในต่างแดนดูสักครั้ง ^^ การเดินทางทริปนี้เกิดขึ้นในช่วงปลายเมษา-ต้นพฤษภาครับ สภาพอากาศถือว่ากำลังเย็นสบายไม่หนาวไม่ร้อน จุดหมายของทริปนี้คือพาเด็กๆ ไปเปิดหูเปิดตาหาประสบการณ์ใหม่ๆ บ้าง คุยกับภรรยาว่าตั้งใจอยากจะพาเด็กๆ ไปเดินดูบรรยากาศต่างเมือง และแวะชมมิวเซียมที่กระจายอยู่ในโตเกียวมากมายหลายแห่ง หลังจากจองได้ที่พักแล้ว ก็เริ่มวางแผนปักหมุดจุดเที่ยวที่น่าสนใจไว้ในแอพฯ Google Maps จะบอกว่าใครยังไม่มี Google Maps ในมือถือ แนะนำให้โหลดมาติดเครื่องไว้เลยครับ สะดวกมากที่สุดในสามโลก โดยเฉพาะตอนนี้ที่ Google เค้าเพิ่งเพิ่มฟังก์ชันการทำลิสต์รายชื่อสถานที่โดยแบ่งเป็น 3 กลุ่มคือ “Favorites”, Starred Places”, และ “Want to Go” ซึ่งอันสุดท้ายนี่ล่ะครับมีประโยชน์มาก ทั้งสำหรับการวางแผนเดินทาง รวมไปถึงขณะที่เรากำลังเดินทางและเกิดเหตุที่ทำให้ต้องเปลี่ยนแพลน ซึ่งจะทำให้เราประเมินสถานการณ์ในการเดินทางต่อไปยังจุดต่อไป ทั้งเรื่องเส้นทาง ระยะเวลาที่ใช้...
นานมาแล้ว มีคนเคยแนะนำและตัวเองก็เคยคิดตั้งใจที่จะทำตารางบันทึกกิจกรรมและความดีที่ลูกๆ ทำ แต่เชื่อไหมว่าถึงทุกวันนี้ผมก็ยังไม่ได้ทำซักที ไอสมุดบันทึกง่ายๆ ใช้กระดาษตีตารางแบ่งเป็นช่องๆ มีช่องวันที่, กิจกรรม/ความดีที่ทำ และช่องรับรอง ... จนเมื่อวานไปเดินเล่นในแผนกเครื่องเขียนแห่งหนึ่ง ก็ไปสะดุดตากับเจ้าสมุดเล่มเล็กๆ หน้าตาคล้าย Book Bank แขวนไว้มุมเชลฟ์ 'สมุดบันทึกความดี' ราคาก็น่ารัก เล่มละ 12 บาท!!! ลังเลอยู่ 2 นาที ว่าเดี๋ยวจะกลับไปทำไอสมุดง่ายๆแบบนี้ด้วยตัวเอง หรือควัก 24 บาท (หยิบติดมือมาแล้ว 2 เล่ม) ในที่สุดก็เลือกอย่างหลัง ... เชื่อผมเถอะครับ ว่าจ่าย 24 บาทนี่คุ้มแน่นอน (ดีกว่าไปซื้อโคอาล่ามาร์ชมาเขย่าตั้งเยอะ) ไม่ใช่ว่าดูถูกคุณพ่อคุณแม่ทั้งหลายนะครับ แต่เอาเข้าจริงมีข้อแก้ตัวต่างๆ นาน ลืมบ้างหล่ะ ขี้เกียจบ้างหล่ะ ไม่มีเวลาบ้างหล่ะ ......
การประชุมผู้ปกครองโรงเรียนน้องโมโม่เมื่อครั้งล่าสุด คุณครูแนะนำให้หากิจกรรมที่ต้องออกกำลังมากๆ หน่อย ซึ่งก็บังเอิญตรงกับความคิดของผมที่กำลังจะหาจักรยานมาเปลี่ยนแทนสามล้อถีบที่โมโม่ไม่ค่อยจะชอบปั่นแล้ว เช่นเดิมครับ เข้า Google ค้นข้อมูลเกี่ยวกับจักรยานเด็ก เจอเว็บไซต์หนึ่ง น่าสนใจมาก เพราะจักรยานของเค้าเรียกว่า 'จักรยานทรงตัว' หรือ 'Balance Bike' ที่มีแต่ตัวถังกับล้อ ไม่มีที่ปั่น ไม่มีโซ่! แอบตีสนิทกับเจ้าของร้าน (คือดูจากวิดีโอนั่นแหล่ะ) ได้ใจความว่า ที่มาหรือแรงบันดาลใจในการสร้างจักรยาน Balance Bike ขึ้นมาก็เพราะตัวเขาเองก็เป็นเหมือนคุณพ่อทั่วไป ที่ไปหาซื้อจักรยานสำหรับเด็กแต่ไม่เจอไอ้คันที่ถูกใจเสียที แต่ก็ไม่มีทางเลือกต้องซื้อกลับมา ลูกของเขาดูเหมือนจะชอบมันมาก จนกระทั่งเริ่มขี่จริง ปัญหาก็บังเกิด แทนที่เด็กจะสนุกไปกับการขี่จักรยานฉวัดเฉวียนไปมา การล้มบ่อยๆ ก็ทำให้ความสุขเหล่านั้นลดน้อยและหมดไป... ในที่สุดความเจ็บ ก็ทำให้เข็ดขยาด ไม่อยากขี่อีก คุณพ่อท่านดังกล่าวจึงลงมือประดิษฐ์จักรยาน ในแบบที่ตัวเองคิดว่าน่าจะเหมาะสำหรับเด็กๆ มากกว่า จักรยานของเขา ไม่มีบันได ไม่มีโซ่ให้เลอะเทอะหรือหนีบกุงเกงเด็ก การเคลื่อนที่ไปข้างหน้าต้องใช้ขาไถไปเรื่อยๆ ที่สำคัญคือตัวรถต้องไม่สูงเกินไปและเด็กๆ สามารถใช้ขายันไว้ได้เมื่อจะล้ม เมื่อลูกของเขาขึ้นขี่...
เมื่อสองวันก่อน ผมได้มีโอกาสไปเข้าร่วมเวิร์กชอปเกี่ยวกับการใช้ ‘แผนผังความคิด’ หรือที่ช่วงนี้ได้ยินกันบ่อยๆ ว่า ‘Mind Map’ เพื่อช่วยกระตุ้นการพัฒนาสมองของเด็ก (จะว่าไปสมองผู้ใหญ่ก็พัฒนาด้วยนะ) ซึ่งเจ้าแผนผังความคิดนี้หลายคนอาจมองว่าเหย มันมีมานานแล้วนี่ ใครๆ ก็เขียนได้ แค่วงๆ ขีดๆ ลากเส้นโยงกัน บลา บลา ...  แต่ผิดถนัดครับ ‘แผนผังความคิด’ ที่ถูกต้องจะต้องเขียนอย่างมีหลักการโดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าต้องการนำมาฝึกใช้กับเด็ก ซึ่งว่ากันว่ามันสามารถช่วยกระตุ้นสมองอันนำไปสู่การพัฒนากระบวนการคิดของพวกเขาได้เป็นอย่างดี ... ฮั่นแน่ อยากรู้แล้วใช่มั้ยหล่ะครับ? เดี๋ยวผมจะเล่าให้ฟัง ก่อนที่จะไปถึงเรื่องของแผนผังความคิด เรามา ทำความรู้จักกับ ‘สมอง’ กันก่อน อันนี้เป็นข้อมูลที่ฟังจากคุณหมอที่มาพูดในงานนะครับ (หากผิดพลาดต้องขออภัย) ... ทารกแรกคลอดทุกคนที่เกิดมาจะมีสมองที่แบ่งออกเป็นสมองซีกซ้ายและซีกขวาโดยมีเซลล์สมองรวมกันอยู่ในนั้นประมาณ 1 แสนล้านเซลล์ เซลล์เหล่านี้บางส่วน (ประมาณ 20%) จะเชื่อมโยงถึงกันแล้วตั้งแต่เกิด...
1 พ่อแม่ แบบอย่างที่ดี จิตใต้สำนึกของลูกจะเปิดกว้างขณะอยู่กับพ่อแม่ ถ้าพ่อแม่คิดดี ทำดี ลูกก็จะคิดดี ทำดีตาม การปลูกฝังจิตใต้สำนึกที่ได้ผลอย่ามุ่งแต่พูดจาสั่งสอน โดยไม่ได้ทำให้ลูกเห็นเป็นตัวอย่าง ลูกจะฟังแบบเข้าหูซ้ายทะลุหูขวา สิ่งที่พ่อแม่พูดจะไม่เข้าลงไปถึงจิตใต้สำนึก แต่จะต้องเกิดขึ้นจากการกระทำและคำพูดของพ่อแม่ให้ลูกได้เห็นและได้ยินทุกวันด้วยถึงจะได้ผล  2 มอบความรัก จุดอ่อนที่สำคัญของมนุษย์ คือ ความรู้สึก เป็นพลังที่ฝังลึกอยู่ในจิตใต้สำนึก ไม่ใช่สมอง ยากที่จะทำลายให้หายไป ได้ ดังนั้นรักลูกให้มาก ผลตอบแทนของความรักที่พ่อแม่มีต่อลูก จะทำให้ลูกรักและเชื่อฟังพ่อแม่เมื่อโตขึ้น รู้จักมอบความรักต่อผู้อื่นเป็น อย่าเผลอใช้อารมณ์ตี ตะคอกลูกรุนแรง เพราะการทำเช่นนั้นเพียงครั้งเดียว ก็จะกลายเป็นความรู้สึกที่ไม่ดีให้ลูกมีความทรงจำในเชิงลบไปตลอดชีวิต ยากที่ลูกจะลืม แม้ว่าก่อนหน้าหรือหลังจากนั้นจะทำดีกับลูกมากแค่ไหนก็ตาม 3  พูดแต่สิ่งดีๆ ป้อนความคิดในเชิงบวกกับลูกทุกวัน เพื่อให้คำพูดเหล่านี้ลงเข้าไปถึงจิตใต้สำนึกของลูก ระวังคำพูดในเชิงลบ เช่น “อย่าสอบตกนะ” แต่ให้พูดในเชิงบวกว่า “สอบให้ได้คะแนนดีๆ นะลูก” หรืองดพูด “อย่าเหลวไหลนะ” แต่ให้พูด...
เมื่อวานนี้ (13/09/57) มีโอกาสดีได้พาเด็กๆไปร่วมชมนิทรรศการที่บอกได้คำเดียวว่าหาดูได้ยาก เพราะไม่ได้มีให้ดูทุกวันแต่จัดแค่ปีละครั้ง นั่นก็คืองาน ‘เอนฟา เบรน เอ็กซ์โป 360° จีเนียส’ จัดโดยบริษัท มี้ด จอห์นสัน นิวทริชัน (ประเทศไทย) จำกัด และกลุ่มผลิตภัณฑ์เอนฟา เอพลัส และที่อยากจะบอกคือ งานนี้ไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ครับ ไม่จำเป็นต้องดื่มนมเอนฟา แต่ในงานมีขายนมเอนฟาครับ ถ้าน้องคนไหนทานอยู่ก็จัดได้เลย ราคาโปรโมชั่นแถมมีของแถมเพียบ แต่ถ้าไม่ได้ซื้ออะไร ก็ไม่ต้องห่วง เค้ายังสแตมป์บัตรจอดรถได้ฟรีอีก 4 ชั่วโมงต่างหาก! สำหรับปีนี้ต้องบอกว่าอลังการงานสร้างกว่าปีที่ผ่านๆ มาหลายเท่า เพราะใช้พื้นที่ในรอยัล พารากอน ฮอลล์ แบบจัดเต็ม เอาเป็นว่าใครจะพาเด็กๆ ไปขอให้เตรียมเสบียงอาหารเผื่อไว้ด้วยเพราะรับรองว่าเด็กๆ จะได้ใช้พลังและเล่นสนุกกันจนแทบลืมเวลา (คุณพ่อคุณแม่หิวแทน) โดยธีมงานของปีนี้ยังคงเน้นไปที่การปลดล็อกศักยภาพสมองของเด็กๆ และธีมงานสำหรับปีนี้คือ...
ได้อ่านนิตยสาร 'TIME' ฉบับพฤกภาคมที่ผ่านมา หน้าปกเรื่อง “ME ME ME Generation” เนื้อหาน่าสนใจมาก ... และบังเอิญโชคดีที่มีคอลัมนิสต์ท่านหนึ่งได้นำเนื้อหาเรื่องนี้มาสรุปไว้อย่างน่าสนใจ เลยอยากนำมาฝากคุณพ่อคุณแม่ยุคใหม่ทุกท่านให้ลองคิดตามดู ผมว่ามันเป็นสิ่งที่เราต้องรับรู้ ต้องยอมรับ และต้องประณีประนอมเพื่อแก้ไข ... มีประโยชน์มากครับ ----------------------------------------------------------------------- เลี้ยงลูกท่าไหน ถึงผลักไสให้เขา กลายเป็น Generation ME Gen ที่หลงตัวเองที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ เดือนพฤษภาคมที่ผ่านมามีข่าวที่ฮือฮามากในนิตยสาร “TIME” ที่ทำสกู๊ปหน้าปกเรื่อง “ME ME ME Generation” พร้อมภาพเด็กหญิงวัยสาวกำลังนอนราบกับพื้นและยกกล้องจากโทรศัพท์มือถือขึ้นโน้มลงมาถ่ายรูปหน้าตัวเอง เนื้อหาเกี่ยวข้องกับคนรุ่นใหม่ ที่อ้างข้อมูลของโจเอล สไตน์ จาก “The National Institutes of Health” (สถาบันสุขภาพแห่งชาติอเมริกา) พบว่า คนรุ่นใหม่กว่า 80...
ขอโหนกระแสซีรีส์เรื่องฮอร์โมน 'วัยว้าวุ่น' ที่ตีแผ่ปัญหาของวัยรุ่นได้อย่างถึงใจจนเกือบโดนแบน... ไหนจะมีข่าวไม่ค่อยจะดีเกี่ยวกับเด็กๆ เยาวชนออกมาค่อนข้างถี่ เห็นและอ่านทีไรก็อดเป็นลูกๆ หลานๆ ของเราไม่ได้  เลยนึกถึงบทความที่ผมเคยเขียนไว้เมื่อสองปีก่อนเกี่ยวกับสิ่งที่เด็กชอบเล่นบนอินเทอร์เน็ต ซึ่งพฤติกรรมบางอย่างนั้นเข้าข่ายเสี่ยงอันตรายและส่งผลกระทบกับพฤติกรรมของพวกเขาโดยตรง มองว่าคุณพ่อคุณแม่ยุคนี้สมัยนี้ควรรู้เท่าทันเด็กๆ อย่างน้อยก็เพื่อเป็นแนวทางในการควบคุมดูแลแบบเนียนๆ ไม่ให้เจ้าตัวตกใจเกินเหตุ ... แต่เอาเข้าจริงผมว่าคนที่เป็นพ่อเป็นแม่นั่นแหล่ะจะตกใจมากกว่า ^^' เพื่อไม่ให้เสียเวลา เรามาดูกันเลยดีกว่า 1. วิดีโอแชท แชท (หรือการคุยกันด้วยการพิมพ์ข้อความ) นั้นถือว่าล้าสมัยไปแล้ว ตอนนี้บนอินเทอร์เน็ตนั้นมีบริการ Video Chat เช่น Chatroulette.com ซึ่งถือเป็นเว็บที่เติบโตเร็วที่สุดทั่วโลกด้วยอัตราผู้เยี่ยมชม 500,000 คนต่อวัน โดยคนที่เข้าไปใช้บริการจะถูกสุ่ม ID เพื่อที่จะได้แชทแบบเห็นหน้าค่าตากันจะจะกับคนแปลกหน้าโดยสิ้นเชิงผ่านกล้องเว็บแคม ... น่ากลัวมาก 2. Twitter ไมโครบล็อกที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในโลกอินเทอร์เน็ต ลูกหลานของเราสามารถส่งข้อความ 140 ตัวอักษรลอยไปในอากาศโดยมีเพื่อนทั้งที่สนิทและเพื่อนแปลกหน้าเป็นคนอ่าน ซึ่งนอกจากข่าวสารต่างๆ แล้ว ยังมีการส่งข้อความสบประมาท เย้ยหยัน...
             นักวิชาการทั้งในและต่างประเทศ ศึกษาค้นคว้าจนพบว่า ในการดำรงชีวิต เมื่อมีและต้องแก้ไขปัญหาที่เผชิญ  ร้อยละ 95 ของการตัดสินใจในเรื่องต่างๆ ของคน มาจากจิตใต้สำนึกที่สั่งให้จิตสำนึกทำ              นั่นหมายถึงการทำดี ทำชั่วของคนเป็นผลมาจาก ‘จิตใต้สำนึก’ มากกว่า ‘จิตสำนึก’              จิตใต้สำนึก มีอิทธิพลต่อการทำงานของจิตสำนึก  เพราะเป็นแหล่งเก็บข้อมูลที่เด็กได้เรียนรู้ เก็บความทรงจำ  เก็บประสบการณ์ที่ตนเองได้สัมผัส ได้เห็น ได้ยิน ได้พูด ได้ลิ้มรสและได้ทำด้วยตนเอง หรือได้เห็นพ่อแม่ทำ ได้ยินพ่อแม่พูด  ทุกเรื่องราวจะถูกบันทึกไว้ในจิตใต้สำนึกทันที             ดังนั้น การปลูกฝังจิตใต้สำนึกที่ดีให้ลูกจึงเป็นเรื่องจำเป็นที่พ่อแม่ต้องสร้างด้วยการคิดดี พูดดีและทำดี เพื่อให้ตา หู...