28 C
Bangkok
November 16, 2018
Home มุมความรู้

มุมความรู้

พักหลังมานี้ หลายคนคงเคยได้ยินเรื่องของ ‘แสงสีฟ้า’ ที่บอกว่าเป็นอันตรายต่อสายตา และมีผลิตภัณฑ์ต่างๆ ออกมาเพื่อช่วยป้องกันอันตราย ถามว่าเจ้าแสงสีฟ้านี่มันเพิ่งมีหรอ? ทำไมก่อนหน้านี้ไม่เห็นมีใครเคยพูดถึงเลย? แล้วที่วันนี้มีการพูดถึงกัน มันอันตรายขนาดไหนกันนะ? ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักกับ ‘แสงสีฟ้า’ กันก่อน (หรือถ้ากลัวหลับ ก็ข้ามไปช่วงท้ายๆ ได้เลยครับ ^^) ปกติแล้วแสงที่เราเห็นซึ่งเป็นแสงสีขาวนั้นเกิดจากการรวมกันของแสงสีอื่นๆ (หรือที่เด็กๆ เราเคยเรียนทฤษฏีสี การใช้ปริซึมแยกแสงเป็นสีรุ้ง) ซึ่งแสงสีทั้งหมดถูกแบ่งออกเป็น 3 แสงหลักคือ แสงสีแดง แสงสีเขียว และแสงสีน้ำเงิน หรือ ‘RGB’ สิ่งที่มนุษย์เรามองเห็นได้ก็คือแสง แสงไปตกกระทบวัตถุเราถึงเห็นวัตถุนั้น ถ้าไม่มีแสงเราก็มองไม่เห็น แสงโดยทั่วไปที่เราคุ้นเคยกันดีที่สุดก็คือแสงอาทิตย์ ซึ่งมีลักษณะเป็นแสงสีขาว แสงสีขาวนี้เป็นแสงที่เกิดจากการผสมของแสงอื่นรวมกัน แสงอื่น ๆ ที่ว่าก็แสงสีรุ้งนั่นแหละ ถ้าสีรุ้งรวมกันก็จะกลายเป็นแสงสีขาว แต่แสงสีรุ้งนี้สามารถจัดหมวดเป็นแสงหลัก 3 แสง คือ แสงสีแดง แสงสีเขียว และแสงสีน้ำเงิน หรือ RGB นั่นเอง ทั้งนี้แสง ก็จัดเป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าชนิดหนึ่ง เหมือนกับ คลื่นวิทยุ คลื่นไมโครเวฟ รังสีอินฟราเรด รังสียูวี ฯลฯ ที่เรารู้จักกันอยู่แล้ว แสงสีฟ้า เป็นแสงที่มีพลังงานสูง ครอบคลุมช่วงความยาวคลื่น 380-500 นาโนเมตร มีการกระจัดกระจายได้มากกว่าความยาวของคลื่นที่มองเห็น นั่นคือเหตุผลว่าทำไมเรามองเห็นท้องฟ้าสดใสเป็นสีฟ้า แสงสีฟ้ายังเกิดจากแหล่งกำเนิดแสงเทียมมากมาย เช่นเดียวกับการรับแสงแดดโดยตรง   ถามว่าทำไมแสงที่มองเห็นได้และมีกำลังแรงจึงมีอันตราย? แสงที่มองเห็นได้และมีกำลังแรงเป็นส่วนที่มีพลังมากที่สุดของสเปกตรัมแสงที่เรามองเห็นได้ และทำให้มีผลเสียต่อจอประสาทตา ในขณะที่แสงดังกล่าวไม่ได้ถูกบดบังโดยตัวกรองทางสรีรวิทยา...
สามสัปดาห์ก่อน น้องมามิป่วยเป็นโรค 'มือ เท้า ปาก' เล่นเอางงกันทั้งบ้าน เพราะวันทั้งวันน้องก็อยู่บ้าน ยังไม่ได้ไปเนอร์สเซอรี่หรือโรงเรียนที่ไหน จึงลองทบทวนดูว่า อะไรคือสาเหตุ ซึ่งเป็นไปได้แค่สองอย่าง หนึ่ง น้องไปติดเชื้อจากโรงพยาบาลตอนไปพบคุณหมอจากการเป็นหวัดน้ำมูกไหล สอง การป้อนอาหารที่ผิดวิธี ที่ผู้ใหญ่ทั้งหลายชอบใช้มือหยิบอาหารป้อนเข้าปากน้อง สุดท้ายไม่ว่าจะสาเหตุอะไร ก็ต้องเสียค่ารักษาพยาบาลไปหลายหมื่น T-T ว่าแล้วเพื่อเป็นอุทาหรณ์สำหรับคุณพ่อคุณแม่คนอื่นๆ ลองสังเกตพฤติกรรมของตัวเอง หรือผู้ใหญ่ในบ้าน ว่าเสี่ยงต่อการนำเชื้อโรคเข้าปากน้องหรือเปล่า ลองมาดูข้อมูลว่าพฤติกรรมการกินแบบไหน ถึงอาจทำให้เด็กๆ ได้รับเชื้อโรคเข้าไปในร่างกายโดยที่เราอาจเผลอหรือไม่ทันระวังตัว ปากถึงปาก เวลาเห็นแม่นกป้อนอาหารลูกนก จากปากถึงปากก็ดูน่ารัก น่าอบอุ่นใจ ซะจริงๆ แต่อย่าได้หยิบยกความน่ารักแบบนี้มาใช้กับลูกรักของเราเลย เพราะการส่งอาหารแบบปากถึงปากสามารถถ่ายทอดเชื้อโรคจากคนป้อนสู่เด็กๆ ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเคี้ยวอาหารให้ การกัดแบ่งอาหารด้วยปากของ คุณพ่อคุณแม่ การอมเพื่อช่วยบรรเทาความร้อน หรือล้างรสชาติของอาหาร นั้นๆ ก่อนป้อนให้เด็กๆ กิน เป็นต้น ใช้อุปกรณ์การกินร่วมกัน ส่วนใหญ่คุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกใน วัยเล็กมักจะกินข้าว หรือดื่มน้ำไปพร้อมๆ กับลูก เช่น เวลาไปร้านข้าวหรือก๋วยเตี๋ยว ก็มักสั่งมา 1 จาน แล้วตักป้อนกินไปพร้อมกันกับลูก โดยใช้ช้อน ส้อม หรือตะเกียบชุดเดียวกัน พอถึงเวลาดื่มน้ำก็ใช้แก้วเดียวกันหรือใช้หลอดดูดด้วยกัน การแพร่เชื้อทางน้ำลายจึงเกิดขึ้นได้อย่างง่ายดาย ใช้ของกินร่วมกัน การนั่งกินข้าว กินขนม สังสรรค์ในมื้ออาหารพร้อมหน้าพร้อมตาในครอบครัวเป็นสิ่งที่ดี แต่หากกินร่วมกันโดยต่างคนต่างใช้ช้อนส้อมของตัวเองตักอาหารกิน โดยไม่ใช้ช้อนกลาง หรือบางคนมักมีพฤติกรรมดูดตะเกียบ จากนั้นก็ใช้ตะเกียบ ไปคีบ...
เป็นที่รู้กันตั้งแต่สมัยเรียนสุขศึกษาแล้วว่า ในแต่ละวันควรทานอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่ โดยเฉพาะเด็กในวัยกำลังโต หากสามารถทานอาหารหลักได้ครบทั้ง 5 หมู่ นอกจากจะช่วยให้ร่างกายแข็งแรงแล้ว ก็ยังได้สารอาหารที่ดีต่อสมองของลูกไม่ว่าจะเป็นวิตามิน เกลือแร่ รวมถึงสารอาหารอื่นๆ ด้วย มาดูกันว่า ในแต่ละหมู่มีอะไรบ้าง หมู่ที่ 1 โปรตีนจากเนื้อสัตว์ต่างๆ ไข่ นม ถั่วเมล็ดแห้งต่างๆ ประโยชน์ เสริมสร้างและซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกาย ได้แก่ เนื้อสัตว์ต่างๆ เช่น หมู่ ไก่ วัว เป็ด กุ้ง เครื่องในสัตว์ เช่น ตับ ไข่ ถั่วเมล็ดแห้ง เช่น ถั่วเหลือง ถั่วเขียว ถั่วลิสงที่ทำจากถั่ว นม และผลิตภัณฑ์จากนม หมู่ที่ 2 คาร์โบไฮเดรตจากข้าว น้ำตาล เผือก มัน ข้าวโพด แป้งต่างๆ ประโยชน์ ให้พลังงานและความอบอุ่นแก่ร่างกาย ทำให้มีแรงเคลื่อนไหวทำงานได้ดี เช่น ข้าวต่างๆ แป้งต่างๆ อาหารที่ทำจากแป้ง เช่น ก๋วยเตี๋ยว บะหมี่ ขนมจีน หัวเผือก มัน หมู่ที่...
ความซนกับเด็กๆ มักเป็นของคู่กัน ดังคำกล่าวที่ว่า เด็กซนคือเด็กฉลาด แต่ถ้าลูกของเรามีอาการอยู่ไม่สุข อยู่ไม่นิ่ง สมาธิไม่จดจ่อกับสิ่งที่ทำได้ หรือซนมากผิดปกติจนกลายเป็นปัญหาคับอกคับใจให้คุณพ่อคุณแม่ต้องนั่งกลุ้มว่าลูกฉันเป็นลิงกลับชาติมาเกิดหรืออย่างไร วันนี้ เรามาไขปัญหาน่าปวดหัวของคนเป็นพ่อแม่กัน  รู้จักโรคซนสมาธิสั้น โรคซนสมาธิสั้น Attention Deficit Hyperactivity Disorder (ADHD) นั้นเป็นปัญหาที่พบบ่อยในช่วงวัยเด็ก (ร้อยละ 5-15 ในเด็กวัยเรียน) ต่อเนื่องจนถึงวัยรุ่นและวัยผู้ใหญ่ โดยเด็กจะแสดงอาการ คือ ไม่สามารถจดจ่อหรือมีสมาธิในสิ่งที่ทำ (ไม่รวมถึงการเล่นเกม หรือดูทีวี) มีความยากลำบากในการควบคุมพฤติกรรมหรือหุนหันพลันแล่น และซนอยู่ไม่สุข ซึ่งอาการอาจรุนแรงมากจนส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน ทั้งพฤติกรรม อารมณ์ การเรียน และการเข้าสังคมกับผู้อื่น เด็กบางคนอาจซน อยู่ไม่นิ่ง และไม่สามารถควบคุมตนเองเป็นอาการหลัก ซึ่งพบได้บ่อยในเด็กผู้ชาย หรือบางคนอาจมีอาการสมาธิสั้นเป็นปัญหาหลัก ซึ่งพบได้บ่อยทั้งในเด็กผู้หญิง และเด็กผู้ชาย โรคซนสมาธิสั้นพบได้บ่อยในทุกประเทศทั่วโลก ในต่างประเทศพบว่าประมาณ 3-5% ของเด็กวัยเรียนเป็นโรคนี้ ซึ่ง อาการของเด็กแบ่งได้เป็น 3 รูปแบบ คือ 1. ขาดสมาธิ เด็กจะแสดงอาการวอกแวกง่าย ไม่ใส่ใจรายละเอียด หรือเลินเล่อในการทำงาน การเรียน หรือกิจกรรมอื่นๆ ไม่มีสมาธิในการทำงานหรือการเล่น เบื่อง่าย แม้ว่าเพิ่งเริ่มเล่นหรือทำกิจกรรมไม่กี่นาที มีปัญหาในการจดจ่อหรือจัดระเบียบงานหรือกิจกรรม ไม่สามารถเล่นหรือทำการบ้านได้เสร็จ ขี้หลงขี้ลืมทำของหายบ่อยๆ...
อย่างที่รู้กันดีว่าหนังสือ คือ แหล่งรวมความรู้อันมหาศาล สามารถตอบสนองความต้องการ เพื่อค้นคว้าหาคำตอบที่อยากรู้ได้ในทุกเรื่อง การให้หนังสือเป็นสื่อแรกแทนการใช้สื่อเทคโนโลยี จะช่วยสร้างสมาธิ สร้างความคุ้นเคยให้ลูกมีนิสัยรักการอ่าน ซึ่งการเลือกหนังสือที่ดีก็ช่วยเปิดโลกกว้างให้ลูกต่อยอดการเรียนรู้ เกิดความคิดสร้างสรรค์ได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด เราสามารถให้เด็กๆ ได้สัมผัสคุ้นเคยกับหนังสือได้ตั้งแต่เล็กๆ ตั้งแต่เริ่มนั่งเองได้โดยมีคุณพ่อคุณแม่คอยประคองและอ่านหรือชี้ภาพให้ลูกดู อย่างไรก็ดี ในการเลือกหนังสือให้เด็กเล็ก ก็ควรคำนึงถึงความปลอดภัยด้วย ว่าไม่หนักจนเกินไป ไม่มีสันหรือมุมหนังสือแหลมคม ไม่มีสารพิษในกระดาษหรือหมึกพิมพ์ เพราะเด็กอาจทดลองเลีย อม หรือนำเข้าปาก ซึ่งปัจจุบันมีหนังสือที่ออกแบบมาเพื่อเด็กเล็กโดยเฉพาะ หนังสือลอยน้ำ เสมือนหนังสือของเล่นที่ทำจากพลาสติก สามารถนำมาหลอกล่อให้ลูกคว้าเล่นเวลาอาบน้ำ มีภาพสวยๆ มีคำสั้นๆ สีไม่ลอก พลาสติกเนื้อเหนียว ไม่ฉีกขาด ไม่มีจุดรั่วซึม ใช้สี Non-Toxic ที่ลูกสามารถคว้าเข้าปาก เพื่ออม กัด ชิมรสชาติได้อย่างปลอดภัย หนังสือผ้า ลูกจะได้สัมผัสผ้านุ่มๆ ฝึกประสาทการสัมผัส ฝึกกล้ามเนื้อมือ หนังสือผ้าที่มีคุณภาพต้องแช่น้ำแล้วสีไม่ตก ถูกน้ำลายก็ไม่เป็นอันตราย สีที่ใช้ติดเนื้อผ้าได้ดี ไม่เป็นพิษ เด็กเอาเข้าปากชิมต้องปลอดภัย เนื้อผ้าไม่ฉีกขาดง่าย ทนมือเด็กที่จะดึง ขยำ ใส่ปากกัด มีภาพน่าสนใจ เป็นภาพที่ลูกรู้จักคุ้นเคย เช่น ลูกบอล ขวดนม มีเนื้อน้อยๆ คำสั้นๆ ให้ออกเสียงได้สั้นๆ หนังสือเด็กกระดาษหนา หนังสือหน้ากระดาษแบบหนาหรือ Board Books จะทำจากกระดาษที่แข็งแรง แต่ละหน้ามีความแข็งและหนามาก ไม่มีมุมแหลมคม มีความโค้งมน...
เชื่อว่าทุกท่านที่มีลูก อยากที่จะเก็บภาพความทรงจำของเจ้าตัวน้อยเอาไว้ในทุกๆ อิริยาบท ไม่ว่าจะเป็นรอยยิ้ม ขณะกำลังหัวเราะ หรือโมเมนท์ที่ร้องไห้ เพราะเมื่อเวลาผ่านพ้นไปแล้ว ภาพเหล่านี้จะมีคุณค่าและไม่มีวันย้อนกลับไปถ่ายได้อีก  แต่ปัญหาใหญ่ก็คือ ถ่ายเท่าไหร่ ก็ดูเบลอ ไม่ชัด ไม่สวยซักที ... ผมเองก็เคยประสบปัญหานี้ แต่วันนี้พอจะจับทางได้แล้วว่าต้องทำอย่างไร เลยขออนุญาตนำข้อมูลมาบอกต่อครับ อันดับแรกที่สำคัญและขาดไม่ได้เลยก็คือ 'กล้อง' ปัจจุบันถือว่าโชคดีมากที่กล้องมันเป็นดิจิตอลหมดแล้ว ข้อดีที่หาไม่ได้ในกล้องฟิล์มเหมือนในสมัยก่อนคือสามารถถ่ายรัวได้ไม่ยั้ง (มาคัดภาพเอาทีหลัง) หลายคนถามว่าจะซื้อกล้องรุ่นไหนดีที่เหมาะกับถ่ายเด็กที่สุด ผมแนะนำอย่างนี้ครับว่า กล้องรุ่นไหนก็ได้ที่สามารถจับโฟกัสได้ไว และมีฟังก์ชันถ่ายภาพแบบต่อเนื่องได้ (ยิ่งเร็วยิ่งดี) นอกจากนี้ควรคำนึงถึงความสามารถในการรับแสง คือมีรูรับแสงกว้างๆ เพราะบางสถานการณ์เช่น ถ่ายเด็กทารก เราไม่สามารถใช้แฟลชได้ หรือกล้องสามารถปรับ ISO ได้สูงๆ โดยไม่มีผลกระทบกับคุณภาพของภาพมากนัก ... ซึ่งทั้งหมดที่กล่าวมาสามารถพบได้ง่ายในกล้องแบบ DSLR ... แต่ก็ใช่ว่ากล้องคอมแพคจะใช้ไม่ได้เลยนะครับ ปัจจุบันมีหลายตัวที่มีความสามารถเทียบชั้น DSLR ได้ แถมยังได้เปรียบเรื่องขนาดที่พกพาได้ง่ายกว่า ทำงานได้เงียบกว่า (ไม่มีเสียงแกร๊บๆ จากการลั่นชัตเตอร์) หรือจะขยับสูงขึ้นเป็นกล้องที่เรียกว่า Mirrorless ที่โฟกัสไว ประสิทธิภาพสูงแต่ราคาก็จะสูงขึ้นไปอีกพอสมควร ... อย่างไรก็ตาม หากใครงบน้อยก็ไม่ต้องกังวล เพราะกล้องระดับต่ำกว่าหมื่น ก็พอถ่ายไหว แต่อาจต้องใช้ความสามารถในการควบคุมสภาพแสงแวดล้อมให้ดีพอสมควร (เหนื่อยหน่อย) เพราะถ้าแสงดี ต่อให้เป็นกล้องมือถือก็ถ่ายสวยได้ครับ ส่วนเทคนิค(ส่วนตัว)นั้น ผมจะปรับโหมด Drive ให้เป็นแบบถ่ายต่อเนื่อง ปรับรูรับแสงให้กว้างเข้าไว้...
มีใครไม่รู้จัก Google บ้างครับ? เชื่อว่าส่วนใหญ่จะรู้จัก Google และใช้กันอยู่แล้วในฐานะ 'เสิร์ชเอนจิน' สำหรับการค้นหาเว็บไซต์หรือข้อมูลต่างๆ ที่อยากรู้ แต่เชื่อไหมครับว่าวันนี้ Google เป็นมากกว่านั้น ...  จากการที่ผมได้โอกาสไปร่วมงานอีเว้นท์ของ Google ที่กรุงไทเปในไต้หวันเมื่อสัปดาห์ก่อน ซึ่ง Google ได้นำเสนอบริการใหม่ๆ มากมายที่แสดงให้เห็นว่าพวกเขาพยายามแทรกซึม ... ไม่เอา ขอเรียกเติมเต็มดีกว่า ความพยายามของ Google เพื่อช่วยเติมเต็มการชีวิตประจำวันของเราให้สมบูรณ์ได้ถูกนำมาเปิดเผยในงานแสดงวิสัยทรรศน์ชื่อเก๋ๆ ‘A Day with Google’ โดย Google ได้เนรมิต Huashan Creative Park สถานที่จัดงานให้มีบรรยากาศเหมือนบ้านที่ดูอบอุ่นเป็นกันเอง โดยแบ่งแต่ละห้องออกเป็นธีมที่แตกต่างกันไปตามคอนเซ็ปต์ของโปรเจ็กต์ต่างๆ เพื่อแสดงให้เห็นว่านอกจากการเสิร์ชแล้ว Google ยังมีบริการอื่นๆ ที่มีประโยชน์อีกมากมายสำหรับการใช้ชีวิตประจำวันของเรา บางอย่างก็พอรู้อยู่แล้ว แต่บางอย่างก็เกินคาดไปมาก ... ไม่ว่าจะเป็นการเป็นผู้ช่วยเหลือยามเดินทาง (มีวุ้นแปลภาษาด้วยนะ) การทำครัว หรือแม้แต่การออกกำลังกาย! แต่ที่ผมคิดว่ามีประโยชน์มากๆ สำหรับคุณพ่อคุณแม่ผู้ปกครองทั้งหลาย ก็คือการเปลี่ยนห้องนั่งเล่นให้กลายเป็นโลกทั้งใบ ด้วยการเปิดสถาบันด้านวัฒนธรรม 'Google Cultural Institute' ให้บริการตลอด 24/7 ไม่มีวันหยุด (นอกจากเน็ตล่ม ;P) Google บอกว่านอกไปจากการดูรายการโทรทัศน์หรือ YouTube เพื่อความบันเทิงแล้วในบ้านแล้ว เรายังสามารถเติมความรู้หรือส่งเสริมการเรียนรู้ให้เด็กๆ ได้ด้วย ง่ายๆ...
จำได้ว่าปีที่ผ่านมา มีข่าวอุบัติเหตุเกิดขึ้นจากการเดินช็อบปิ้งในห้างสรรพสินค้าหลายครั้ง ทั้งในบ้านเราเองก็ดี ในต่างประเทศก็ดี และพวกเราชาวผู้ปกครองส่วนใหญ่ที่ใช้ชีวิตในเมืองบางครั้งก็จำเป็นต้องไปซื้อหาข้าวปลาอาหาร แวะฝากเงินธนาคาร ช็อบมิดไนท์เซล ... การเลี่ยงที่จะไม่ผูกลูกไปห้างด้วยจึงแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย วันนี้ผมมีข้อมูลเกี่ยวจุดเสี่ยงที่มักเกิดอุบัติเหตุโดยเฉพาะกับเด็กๆ เวลาไปเดินห้างและคำแนะนำดีๆ มาฝาก รู้ไว้ลูกเราปลอดภัยแน่นอนครับ  ลานจอดรถ: หากเป็นไปได้ ควรจอดให้ใกล้กับประตูทางเข้า หรือใช้บริการ Valet หรือที่จอดรถสำหรับครอบครัว ซึ่งปกติทางห้างจะกันไว้ให้สำหรับรถที่มีสมาชิกนั่งมาด้วย 3-4 คนขึ้นไป หลังจากจอดรถแล้ว เราควรเดินมาเปิดประตูรับเด็กลงจากรถเสมอ ไม่ควรปล่อยเด็กเดินในลานจอดโดยไม่จูงมือ หรือถ้าเป็นไปได้ควรอุ้มเด็กเดินเข้าประตูห้างให้เร็วที่สุดเพื่อเลี่ยงการสูดก๊าชคาร์บอนไดออกไซด์ที่คละคลุ้งในลานจอด (โดยเฉพาะลานจอดรถชั้นใต้ดิน) บันไดเลื่อน: เด็กวัยกำลังซนแถมยังอยากรู้อยากเห็น แนะนำว่าควรจับมือลูกไว้ตลอดเวลาขณะยืนอยู่บนบันไดเลื่อน หากไม่เชื่อฟังและยังวิ่งเล่น ให้ค่อยๆ อธิบายอันตรายที่อาจเกิดขึ้นให้เขาฟัง เสื้อผ้าที่สวมใส่ก็สำคัญ ดูว่าชายเสื้อ ชายกางเกง กระโปรง เชือกผูกรองเท้า เรียบร้อยดีไหม เพราะอาจถูกหนีบเข้าไปติดในซี่ฟันบันไดเลื่อนได้ ส่วนใครที่ใช้รถเข็นเด็กแนะนำให้โดยสารลิฟท์แทน เมืองนอกมีข่าวอุบัติเหตุรถเข็นหลุดมือ ลื่นไถล จนลูกตกลงมาบาดเจ็บมีให้เห็นประจำ ลิฟท์:  ไม่ควรใจร้อน หากคนแน่นมาก ให้รอรอบต่อไปจะดีกว่า การอัดกันแน่นๆ นอกจากจะทำให้เด็กๆ อึดอัด ยังอาจทำให้ลิฟท์ค้างและเป็นอันตราย ไม่ควรให้เด็กยืนพิงประตูลิฟท์ บางคนชอบกดปุ่ม ก็ใช้โอกาสนี้บอกให้เด็กสังเกตปุ่มต่างๆ ว่ามีหน้าที่อะไร เน้นสอนเรื่องปุ่ม Emergency Call หากกรณีฉุกเฉินต้องติดอยู่ในลิฟท์ให้กดปุ่มนี้ ประตูหนีบ-พื้นลื่น: การเดินเข้า-ออกบริเวณประตู ควรเดินเข้าตรงกลางประตู โดยจับมือเด็กๆ เอาไว้ หรือหากยังเดินไม่คล่องแนะนำให้อุ้มไว้ดีกว่า โดยเฉพาะประตูแบบอัตโนมัติที่มีเซนเซอร์เปิด-ปิดเองได้ มักจะหนีบเด็กๆ...
วันนี้ขอนำข้อมูลน่าสนใจจากการได้ไปรับฟังการบรรยายเรื่อง 'เด็กติดเกม' ซึ่งจัดโดยหน่วยงานเวชศาสตร์ผู้ป่วยเด็กและวัยรุ่น คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี โดย รศ.นพ.ศิริชัย หงษ์สงวนศรี คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ได้ให้คำแนะนำที่น่าสนใจสรุปได้ดังนี้ครับ ปัจจุบันมีเด็กจำนวนมากใช้เวลาเกินควรกับไอที จนก่ออันตรายต่อสุขภาพ มีผลกระทบด้านลบต่อพัฒนาการด้านต่างๆ รวมทั้งได้รับผลร้ายจากการรับเนื้อหาที่ไม่เหมาะสม เช่น เกม เว็บไซต์ ปัญหาเด็กติดเกมฯ เหล่านี้เป็นปัญหาที่มีแนวโน้มที่เพิ่มขึ้นและทวีความรุนแรงขึ้นตลอดเวลาทั้งในประเทศไทยและทั่วโลก “เด็กบางคนที่อยู่กับจอคอมพิวเตอร์หรือ ตู้เกมทั้งวัน การเล่นอย่างขาดการควบคุมที่เรียกว่าติดเกมนั้น ส่งผลให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพกาย ทั้งเรื่องสายตา ปวดกระดูกข้อมือและหลัง ความอ่อนล้าของกล้ามเนื้อ เด็กขาดโอกาสในการเรียนรู้จากการทำกิจกรรมอื่นๆ ใช้เวลากับการเล่นเกมจนขาดความกระตือรือร้น ขาดความรับผิดชอบต่อตนเองที่จะทำกิจวัตรประจำวัน และหน้าที่สำคัญ โดยเฉพาะเรื่องการเรียน อดนอน ตื่นสาย เพลีย ง่วงในช่วงเวลาเรียน หรือมีพฤติกรรมสังคมเปลี่ยนแปลง เช่น แยกตัว ไม่นอน ไม่กินข้าว ซึ่งโทษต่อสุขภาพจิตมีมากมาย เช่น เกิดความขัดแย้งในจิตใจภายในหรือขัดแย้งกับผู้คนรอบข้างได้ เคยชินกับการได้ดังใจ เพราะเกมสั่งได้ บังคับได้ ไม่มีวินัย ไม่มีการบังคับควบคุมตนเอง ไม่สนใจทำอย่างอื่นที่สำคัญจำเป็น โทษต่อสังคมหรือทักษะทางสังคมของเด็ก แม้เด็กที่อ้างว่าการเล่นเกมคอมพิวเตอร์ โดยเฉพาะเกมออนไลน์ จะทำให้ได้เพื่อน แต่ว่าความสัมพันธ์ออนไลน์นั้นเป็นความสัมพันธ์ในโลกที่ไม่มีอยู่จริง เป็นโลกที่ถูกอุปโลกน์ขึ้น คนที่คุยกันไม่จำเป็นต้องเปิดเผยตัวตนที่แท้จริงต่อกัน และอาจรุนแรงถึงโทษต่อการผลิตผลงานของชีวิต เช่น สอบตก เสียการเรียน เสียความสัมพันธ์กับคนในครอบครัว หรืออาจถึงขั้นเสียผู้เสียคนจากการมีพฤติกรรมอันธพาล ขโมยเงิน...
คงเป็นเรื่องชื่นใจสุดๆ ที่ลูกของเราจะมีพัฒนาการเคลื่อนไหวร่างกายคล่องแคล่ว มีความสนใจอยากรู้ อยากเห็นสิ่งต่างๆ รอบตัว แต่คงไม่ดีแน่ถ้าสิ่งเหล่านั้นจะกลายเป็นความเสี่ยงที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ คุณพ่อแม่จึงไม่ควรมองข้ามความปลอดภัย ต่อไปนี้คืออุบัติเหตุยอดฮิตที่มักเกิดขึ้นกับเจ้าวัยซน อุบัติเหตุทางน้ำ สถิติระบุว่ามีเด็กเล็กที่เสียชีวิตจากการจมน้ำในบ่อน้ำหลังบ้านถึงร้อยละ 47 ดังนั้นบ้านใครที่มีบ่อไม่ว่าจะเป็นสระน้ำ บ่อปลา หรือแม้แต่อ่างเลี้ยงปลาตื้นๆ ก็ไม่ควรประมาท พึงระลึกไว้เสมอว่าอุบัติเหตุเกิดขึ้นได้โดยไม่คาดคิด ไม่ว่าจะเป็นเวลาที่เราเข้าห้องน้ำ, รับโทรศัพท์ หรือเดินไปทำอาหาร วิธีป้องกันคือ ไม่ควรปล่อยให้ลูกคลาดสายตา เล่นน้ำหรืออยู่ในห้องน้ำตามลำพัง แหล่งน้ำในบ้านและบริเวณรอบๆ บ้าน เมื่อใช้แล้ว เช่น เทน้ำในถัง, ปิดฝาถังน้ำ, ปิดประตูห้องน้ำ เป็นต้น นอกจากนี้ควรสอนให้ลูกรู้จักอันตรายที่อาจเกิดจากการอยู่ใกล้แหล่งน้ำ เช่น จมน้ำ ขาดออกซิเจน หรือ การพาลูกไปเรียนว่ายน้ำ ก็เป็นทางเลือกที่ดีในสร้างทักษะการช่วยตัวเองเมื่อจมน้ำ อุบัติเหตุจากยานพาหนะ อีกหนึ่งสาเหตุการบาดเจ็บและเสียชีวิตไม่เป็นสองรองใคร จากการที่คุณพ่อคุณแม่ส่วนใหญ่ไม่ตระหนักถึงความสำคัญของอุปกรณ์ป้องกันและไม่อยากขัดใจลูก บางคนคิดว่านั่งรถเดี๋ยวเดียวก็ถึงที่หมายแล้ว แต่อย่าลืม อุบัติเหตุเกิดขึ้นได้ทุกเวลา กรณีรถของเราเอง จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีที่นั่งนิรภัยสำหรับเด็ก และต้องติดตั้งให้ถูกวิธี เวลาจอดรถลงไปทำธุระ ไม่ควรปล่อยลูกไว้ในรถเพียงลำพัง เพราะจะทำให้ขาดอากาศและเสียชีวิตได้ และจะดีมากถ้าสอนให้ลูกเปิด-ปิด และล็อกประตูได้ เผื่อกรณีฉุกเฉิน ลูกจะได้รู้จักเปิดประตูได้เอง ส่วนใครที่พึ่งพารถสองล้อ ควรให้ลูกสวมหมวกกันน็อคทุกครั้ง สอนให้รู้เรื่องเกี่ยวกับกฎจราจรอย่างง่าย เช่น การใช้สะพานลอย การข้ามถนนบนทางม้าลาย หรือไม่เล่นใกล้ขอบถนน เพื่อความปลอดภัย คือสิ่งสำคัญ ที่พ่อแม่ต้องเป็นตัวอย่างที่ดีในเรื่องนี้ให้กับลูก อุบัติเหตุเรื่องเล่น คงไม่มีบ้านไหนไม่มีของเล่นให้ลูก  แต่หากของเล่นนั้นไม่มีความแข็งแรง ไม่เหมาะสมกับวัยของลูก เช่น ของเล่นที่มีขนาดเล็ก ของเล่นมีล้อเลื่อน...

Popular

พักกายใจที่ ‘ไร่ปลูกรัก’ ที่เดียวเที่ยวทั้งวัน!

โอกาสที่เด็กในเมืองส่วนใหญ่จะได้ออกไปเหยียบหิน ดิน ทราย เล่นในท้องนา หาได้ไม่ง่ายนัก แต่ก็ไม่ยากจนเกินไป... จะว่าไปมนุษย์กับธรรมชาตินั้น มีสัมพันธ์แน่นแฟ้นเกินเข้าใจ หลายครั้งที่เราเหนื่อย ท้อ ... แค่มองออกไปบนท้องฟ้า ไปเดินเล่นในสวน หรือหากมีเวลาหน่อย การไปทะเล ภูเขา น้ำตก ตามแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ ก็สามารถชาร์จพลังให้เราได้อย่างรวดเร็วแม้จะเป็นช่วงเวลาสั้นๆ เด็กๆ ก็เช่นกันครับ การเปิดโอกาสพาลูกออกนอกบ้าน ไปสัมผัสธรรมชาติ สูดอากาศบริสุทธิ์ จะช่วยให้หัวใจ ปอด...