บอกตามตรงครับว่าเคยมีอคติกับเครื่องดูดฝุ่นแบบไร้สาย เรื่องมีอยู่ว่าเมื่อนานมาแล้วเคยซื้อเครื่องดูดไร้สายที่เป็นแบบใช้ในรถมาใช้แล้วมันไม่ได้ดั่งใจ แรงดูดน้อยกว่าหลอดกาแฟ เศษทิชชู่บางๆ ยังแทบไม่ขยับ แถมใช้ได้ไม่ทันไรแบตก็หมดแล้ว นับแต่นั้นมาก็ไม่เคยชาตามองเครื่องแบบนี้อีกเลย

แต่ถึงแม้เราจะมีหุ่นยนต์ดูดฝุ่นมาประจำการเพื่อช่วยทำความสะอาดบ้านแล้วก็ตาม แต่ข้อจำกัดของมันก็คือการทำความสะอาดได้แค่บริเวณพื้นเท่านั้น ในขณะที่บนโซฟา ที่นอน หมอน โต๊ะทำงาน รวมไปถึงซอกหลืบต่างๆ ก็ยังคงต้องอาศัยเครื่องดูดฝุ่นแบบปกติอยู่ดี

และด้วยความที่เริ่มเบื่อเครื่องดูดฝุ่นเครื่องเก่าที่เป็นแบบถังล้อลาก ที่ทั้งหนัก เทอะทะ แถมใช้ไปนานๆ สายไฟก็ชอบไหลกลับเข้าเครื่องเอง สร้างความหงุดหงิดทุกครั้งที่ใช้งาน เก็บก็ยาก ดูรกตาอีกต่างหาก ก็เลยได้ฤกษ์มองหาเครื่องใหม่ โจทย์คราวนี้คือต้องไร้สาย ดูดแรง ไม่หนักจนเกินไป (เผื่อให้เด็กๆ ได้ใช้ด้วย) ที่สำคัญต้องเก็บง่ายหยิบใช้คล่อง ไม่ใช่จะใช้ทีต้องไปควานหาในห้องเก็บของที

หลังจากหาข้อมูลซักพัก ในที่สุดก็ได้เจ้า Roborock H6 เครื่องดูดฝุ่นไร้สายแบบด้ามจับที่กำลังเป็นที่นิยมมาประจำการ เหตุผลหลักๆ ที่เลือกรุ่นนี้ก็คือ “ตอบโจทย์” ที่ตั้งไว้ทุกข้อ และราคาที่ค่อนข้างสมเหตุสมผลเมื่อเทียบกับตัวเลือกที่เล็งๆ ไว้ คือ Dreame V11 ที่สเปคใกล้เคียง ราคาถูกกว่า (แบรนด์ลูกของ Xiaomi เหมือนกัน) แต่ไม่มีรับประกันศูนย์บริการในไทย และ Dyson V11 ที่สเปคโดยรวมดีกว่า แต่ก็ติดที่เครื่องใหญ่ น้ำหนักมาก และราคาแรงกว่าพอควร

เปรียบเทียบหัวดูดแบบ Carpet Brush เน้นการทำความสะอาดบนพื้นพรมเป็นพิเศษในเวอร์ชั่น Adapt (ซ้าย) และ หัวดูดแบบ Soft Roller ที่เหมาะสำหรับการทำความสะอาดบนพื้นแข็งมากกว่าของเวอร์ชั่น Soft (ขวา)

Roborock H6 ที่มีจำหน่ายในปัจจุบันจะมีให้เลือก 2 เวอร์ชั่นคือ Roborock H6 Adapt และ Roborock H6 Soft ซึ่งจะแตกต่างกันที่หัวดูดหลัก (ชิ้นอื่นๆ มีเหมือนกันหมด) โดยในเวอร์ชั่น Adapt จะเป็นหัวดูดพรม (Carpet Brush) ที่เน้นการทำความสะอาดบนพื้นพรม แต่ก็สามารถใช้งานได้บนพื้นแข็งได้เช่นกัน ในขณะที่เวอร์ชั่น Soft จะมาพร้อมหัวดูดแบบ Soft Roller ที่เหมาะสำหรับการทำความสะอาดบนพื้นแข็งมากกว่า สามารถดูดเศษฝุ่นหรือสิ่งสกปรกชิ้นใหญ่ได้ดีกว่า และถึงแม้หัวดูดทั้งสองจะใช้งานแทนกันได้ แต่มันก็จะมีจุดเด่นที่แตกต่างกันออกไป ดังนั้นแนะนำให้เลือกให้เหมาะกับพื้นที่ส่วนใหญ่ของที่บ้านเพื่อประสิทธิภาพการทำความสะอาดสูงสุด

รายการอุปกรณ์ในกล่อง Roborock H6 Soft
1. ตัวเครื่องดูดฝุ่นพร้อมแบตเตอรี่ในตัว
2. หัวดูด Soft Roller พร้อมมอเตอร์ความเร็วสูง
3. หัวดูดที่นอน ฟูก โซฟา พร้อมมอเตอร์ความเร็วสูง
4. หัวดูดแบบขนแปรง
5. หัวดูดเล็กแบบแข็ง สำหรับดูดในที่แคบ ซอกมุมต่างๆ
6. ข้อต่อเฟดอ่อน
7. ท่อต่อแบบยาว
8. แท่นสำหรับแขวนเครื่องและหัวดูดแบบติดผนัง
9. อะแดปเตอร์
10. คู่มือ (ภาษาอังกฤษ)

ดีไซน์และฟังก์ชั่น
รูปร่างของ Roborock H6 ดูไม่ต่างจากเครื่องดูดฝุ่นรูปแบบเดียวกันในท้องตลาด ตัวเครื่องเปล่าๆ เวลาไม่ติดตั้งหัวดูดอะไรจะมีน้ำหนักประมาณ 1.4 กิโลกรัมซึ่งถือว่าค่อนข้างเบาเมื่อเทียบสเปคและราคากับรุ่นอื่นๆ ด้ามจับขนาดกำลังดีมีช่องกั้นส่วนที่เป็น Trigger หรือปุ่มแบบไกปืนสำหรับกดเริ่ม-หยุดการทำงาน โดยส่วนตัวการจับถือทำได้ค่อนข้างถนัดมือดี แต่ถ้ามีวัสดุบุนุ่มหรือหุ้มยางมาด้วยจะดีกว่านี้มาก

อีกส่วนที่ชอบก็คือระบบ Trigger ของ Roborock H6 นั้นจะมีฟังก์ชั่น Electronic Trigger Lock มาให้ใช้งานด้วย โดยสามารถใช้นิ้วโป้งกดปุ่มเล็กๆ บริเวณด้านซ้ายของด้ามจับ เพื่อทำการล็อกการทำงานและปล่อย Trigger ได้เลยไม่ต้องกดค้างไว้ตลอด (ถ้าจับใช้งานด้วยมือซ้าย อันนี้ก็ไม่รู้จริงๆ ว่ากดยังไง) เรียกว่าปุ่มนี้ออกแบบมาสำหรับการทำความสะอาดต่อเนื่องเป็นเวลานานๆ ถ้าต้องการหยุดก็แค่กดปุ่มเดิมซ้ำอีกครั้ง ส่วนการปรับแรงดูดสามารถทำได้ 3 ระดับจากปุ่ม Mode ที่อยู่ด้านหลัง นิ้วโป้งกดเลือกได้สะดวกเช่นกัน

มองไปบริเวณด้านบนจะเห็นจอ OLED แสดงสถานะการทำงานของตัวเครื่องและการชาร์จ โดยระหว่างใช้งานจะแสดงโหมดแรงดูด (ต่ำ-ปานกลาง-สูง) และระยะเวลาที่สามารถใช้งานเป็นตัวเลขนับถอยหลัง ทำให้สามารถกะประมาณระยะการทำงานได้ก่อนที่แบตจะหมดกลางทาง ส่วนเวลาไม่ใช้งานถ้ากดปุ่ม Mode ด้านหลังจะแสดงเปอร์เซ็นต์ของแบตเตอรี่ สถานะการชาร์จ รวมไปถึงแจ้งเตือนเรื่องการดูแลรักษาต่างๆ ของตัวเครื่องตามระยะการใช้งาน

หัวแปรงต่างๆ สามารถเก็บได้อย่างเป็นระเบียนด้วยชุดแขวนอุปกรณ์ที่มีมาให้ในชุดพร้อมแท่นชาร์จแบบติดผนัง หรือถ้าไม่ต้องการเจาะกำแพงบ้าน ก็สามารถหาซื้อขาตั้งเฉพาะรุ่น (แบบรูปด้านบน) ของ Roborock H6 มาใช้งานก็ได้

และอย่างที่บอกไปก่อนหน้า จุดเด่นของ Roborock H6 Soft คือหัวดูดแบบ Soft Brush ที่มีลักษณะเป็นโรลเลอร์หุ้มด้วยขนนุ่มๆ ทั่วทั้งตัว โดยจะหมุนด้วยความเร็ว 4,000 รอบ/นาทีเพื่อทำการเก็บกวาดฝุ่นละอองและเศษชิ้นส่วนขนาดเล็กบนทุกพื้นผิวได้อย่างมีประสิทธิภาพ และยังสามารถถอดล้างทำความสะอาดได้ง่ายด้วย

พลังดูดและแบตเตอรี่
ตามสเปคของ Roborock H6 มีประสิทธิภาพการดูดที่ 150 AW (Air Watt) ในขณะที่เครื่องดูดฝุ่นไร้สายส่วนใหญ่จะมีประสิทธิภาพประมาณ 100-140 AW ซึ่งจากการทดลองใช้งาน มีแรงดูดเหลือเฟือสำหรับการดูดฝุ่นบนพื้นผิวต่างๆ เช่น พื้นกระเบื้อง เมื่อใช้ร่วมกับหัวดูด Soft Roller ปรับแรงระดับ Low ก็ใช้ได้อยู่ หรือหากเป็นบนที่นอน หมอน โซฟา ปรับความแรงเพิ่มเป็น Medium ก็ให้ผลลัพธ์เป็นที่น่าพอใจ ส่วนระดับ High ดูดแรงมาก แต่ก็จะใช้พลังจากแบตเตอรี่มากที่สุดด้วย เหมาะสำหรับการดูดฝุ่นบริเวณที่สกปรกมากเช่นโซฟาผ้า หรือพื้นพรมในรถยนต์

แบตเตอรี่ของ Roborock H6 เป็นชนิด Lithium-Ion Polymer ขนาด 3,610 มิลลิแอมป์ ซึ่งเป็นรุ่นแรกของเครื่องดูดฝุ่นไร้สายที่ใช้แบตเตอรี่ชนิดนี้ ข้อดีคือมีประสิทธิภาพสูงกว่าทั้งการชาร์จ และระยะเวลาการใช้งาน โดยเปิดดูดต่อเนื่องได้นานสุดประมาณ 90 นาที (Low Mode) ซึ่งมากกว่ารุ่นอื่นๆ ในท้องตลาดที่ใช้ได้นานสูงสุดประมาณ 1 ชั่วโมง โหมด Max แรงดูดสูงสุดจะใช้งานได้ประมาณ 12 นาที

ส่วนเวลาในการชาร์จนั้น ถ้าใช้จนแบตหมดเกลี้ยงจะชาร์จเต็ม 100% ประมาณ 4 ชั่วโมงผ่านทาง Docking แบบติดผนังที่มีแถมมาในชุดแล้วไม่ต้องซื้อเพิ่ม หรือจะเสียบอะแดปเตอร์โดยตรงที่ตัวเครื่องก็ได้ตามถนัดและวิธีการจัดเก็บของแต่ละบ้าน

ถังเก็บฝุ่นและฟิลเตอร์
ถังเก็บฝุ่นทรงกระบอกของ Roborock H6 ดูเหมือนจะมีปริมาตรมาก แต่ความจริงแล้วจะมีความจุประมาณ 400 มิลลิลิตรเท่านั้นเนื่องจากต้องเจียดพื้นที่กว่าครึ่งสำหรับติดตั้งระบบดักกรองฝุ่น 5 ขั้นตอน แต่ถึงอย่างนั้นก็สามารถเก็บฝุ่นได้พอสมควร ไม่จำเป็นต้องถอดมาทิ้งฝุ่นหลังใช้งานทุกครั้ง

ในส่วนของฟิลเตอร์นั้นเป็นมาตรฐาน HEPA สองชิ้นที่สามารถกรองฝุ่นก่อนปล่อยลมออกมาท้ายเครื่องได้ละเอียดถึง 0.3 ไมครอน (ประสิทธิภาพ 99.97%) และที่ดีมากๆ ก็คือฟิลเตอร์ทั้งหมดสามารถถอดล้างได้อย่างสะดวก รวมถึงฟิลเตอร์ HEPA ก็ล้างน้ำได้เช่นกัน แต่ควรระวังก่อนนำมาใส่กลับเข้าไปในเครื่องต้องแน่ใจว่าฟิลเตอร์นั้นแห้งสนิทแล้วเพื่อป้องกันการเกิดเชื้อรา

สำหรับการเทฝุ่นทิ้งก็สามารถทำได้ง่ายๆ ไม่เปื้อนมือ โดยจะมีสลักสำหรับกดเปิดฝาถังเก็บฝุ่นทิ้งลงด้านล่าง ขั้นตอนนี้ต้องใช้ความระมัดระวังเล็กน้อยเพราะปุ่มสลักค่อนข้างแข็งกดยาก และฝาถังจะเด้งเปิดค่อนข้างแรง อาจทำให้ฝุ่นฟุ้งกระจายได้ แนะนำว่าใครที่เป็นภูมิแพ้อย่าลืมสวมหน้ากากกันฝุ่นก่อนทำความสะอาดด้วย

ความคิดเห็นหลังใช้งาน
จากประสบการณ์หลังจากใช้งานได้ 1 สัปดาห์ต้องบอกว่าค่อนข้างประทับใจในประสิทธิภาพของ Roborock H6 Soft โดยเฉพาะในเรื่องความสะดวกสบายในการหยิบฉวยใช้งานและจัดเก็บ ในชุดมีหัวดูดมาให้เปลี่ยนหลากหลายรูปแบบ ถอดเปลี่ยนใช้งานได้สะดวก จะบอกว่าความรู้สึกในการดูดฝุ่นแบบไม่มีสายเกะกะนี่มันดีจริงๆ (รู้แบบนี้ซื้อใช้นานแล้ว) ตัวเครื่องไม่ใหญ่ไม่เล็ก น้ำหนักเบา เรื่องแรงดูดแม้จะไม่เท่าแบบมีสายแต่ก็เหลือเฟือเพียงพอสำหรับการทำความสะอาดทั้งในบ้านและในรถได้เป็นอย่างดี ใครกำลังมองหาเครื่องดูดฝุ่นไร้สายที่ใช้แล้วไม่เหนื่อย ลองพิจารณารุ่นนี้ดูน่าจะไม่ผิดหวังครับ

ราคาและตัวแทนจำหน่าย
ราคาของ Roborock H6 อยู่ที่ประมาณ 13,900 บาท (ไม่รวมขาตั้ง) มีรับประกันศูนย์ Roborock Thailand 2 ปี

สนใจสามารถสั่งซื้อ Roborock H6 ผ่านออนไลน์ได้ที่
Shopee: Roborock Thailand (https://bit.ly/2FPEv3E) และ GadMax (https://bit.ly/2ZQPKiz)
Lazada: Roborock Official Store (https://bit.ly/3hotlRl) และ GadMax (https://bit.ly/2VVgSMf)
JD Central: Roborock Official Store (https://bit.ly/3jT8lUp)