และแล้วมันก็มาครับ เจ้าฝุ่น PM2.5 ที่ไม่ได้นัดหมายแต่มาตรงเวลาทุกช่วงปลายปี (พ.ย. ยาวไปถึงก.พ.) แน่นอนว่าในระหว่างรอมาตรการป้องกันของรัฐ (ก็หลายปีแล้วนะแต่ยังไม่มีอะไรเป็นรูปธรรม) เราประชาชนตาดำๆ ก็ต้องหาทางป้องกันและสู้กับฝุ่นพิษด้วยตัวเองไปก่อน

ซึ่งวิธีการรับมือฝุ่นพิษที่แพทย์แนะนำ คือการสวมหน้ากากอนามัย N95 เวลออกไปข้างนอก และการเปิดใช้งานเครื่องฟอกอากาศเวลาอยู่บ้าน คอนโด หรือในโรงเรียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มเสี่ยงที่เป็นคุณแม่ตั้งครรภ์ เด็กเล็กและเด็กโต ผู้สูงวัย ผู้ป่วยโรคภูมิแพ้และโรคทางเดินหายใจ เพราะอย่างที่รู้กันว่ามันส่งผลกระทบมากมายต่อสุขภาพ

ตราบใดที่ยังไม่มีมาตรการที่ชัดเจนในการแก้ปัญหานี้อย่างจริงจัง บอกได้เลยครับว่า “เครื่องฟอกอากาศ” จะกลายเป็นอุปกรณ์จำเป็นที่ทุกบ้านต้องมีไปอีกนานหลายปี หรืออาจจะตลอดไปใครจะไปรู้

สิ่งดีในเรื่องร้ายคือเป็นการกระตุ้นตลาดเครื่องฟอกอากาศบ้านเราให้มีตัวเลือกจากผู้ผลิตมากมาย และคนที่โชคดีที่สุดก็คือผู้บริโภคที่จะได้มีโอกาสใช้สินค้าที่มีคุณภาพ ในราคาเหมาะสม

และพระเอกของเราในวันนี้ก็คือ “เครื่องฟอกอากาศ Vitainno Vita-Health V50” จากบริษัท วีต้าอินโน (VITAINNO) ที่รู้จักกันในฐานะผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายสินค้าแบรนด์ Bissell จากประเทศสหรัฐอเมริกาแต่เพียงผู้ดียวในประเทศไทย ซึ่งบริษัทนี้เน้นนำเข้าสินค้าที่ตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ในการแก้ปัญหาด้านสุขภาพภายในบ้านเป็นสำคัญ

… เพื่อไม่ให้เสียเวลา ไปแกะกล่องลองใช้งานกันดูกันเลยครับ

เปิดกล่องส่องสเปค
อันดับแรก เราไปตรวจสอบความสามารถของเครื่องฟอกอากาศ Vitainno เครื่องนี้กันก่อนครับว่ามีฟังก์ชั่นที่น่าสนใจอะไรบ้าง

  • ระบบวัดฝุ่น PM 5 แสดงผลผ่านจอ Color LED
  • ฆ่าเชื้อไวรัส และแบคทีเรีย ด้วยรังสี UV และ IONIZER
  • ควบคุมการทำงานระบบดิจิตอล 8 ฟังก์ชั่น
  • ปรับเเรงลม 3 ระดับ
  • Sleep Mode ไม่รบกวนการนอน
  • ระบบตรวจวัดความชื้นในอากาศ
  • กำจัดไรฝุ่น สารก่อภูมิแพ้ ละอองเกสรดอกไม้ รังแคสัตว์
  • กำจัดกลิ่นไม่พึงประสงค์ และสารเคมีอันตรายภายในบ้าน
  • โหมด Auto ปรับแรงลมอัตโนมัติ เมื่อตรวจพบอากาศไม่บริสุทธิ์
  • ตั้งเวลาเปิด/ปิด อัตโนมัติ สูงสุด 8 ชั่วโมง
  • ระบบ Reset แจ้งเตือนเปลี่ยนแผ่นกรอง
  • รีโมทควบคุมการใช้งาน

ฟิลเตอร์กรองฝุ่นและมลพิษ 6 ขั้นตอน
ซื้อเครื่องฟอกไม่ดูฟิลเตอร์ ก็เหมือนซื้อรถไม่ดูเครื่องยนต์ เพราะไส้กรองถือเป็นส่วนที่มีความสำคัญลำดับต้นๆ ที่จะบ่งบอกถึงประสิทธิภาพในการดักจับฝุ่นละอองและสิ่งไม่พึงประสงค์ในอากาศ ซึ่งครื่องฟอกอากาศ Vitainno Vita-Health V50 ใช้ระบบกรองโดยการดูดอากาศให้ไหลผ่านฟิลเตอร์ประสิทธิภาพสูงที่สามารถกรองฝุ่นและมลพิษได้ 6 ขั้นตอนดังนี้ครับ

  1. Pre-Filter : กรองมลพิษขั้นต้น สามารถกำจัดอนุภาคขนาดใหญ่ เช่น รังแค ฝุ่น เส้นผม ฯลฯ ออกแบบให้สามารถล้างทำความสะอาดได้
  2. H13 HEPA : ไส้กรอง HEPA ประกอบด้วยเส้นใยอินทรีย์ขนาดเล็กและมีประสิทธิภาพสูงในการกรองดักจับอนุภาคฝุ่นขนาดเล็กที่ล่องลอยอยู่ในอากาศถึง 99.97% แม้มีขนาดเพียง 0.1  ไมครอน
  3. Carbon : ถ่านกัมมันต์ หรือ Activated Carbon มีประสิทธิภาพในการดูดซับสารพิษ กำจัดกลิ่น ลดความชื้นในอากาศ
  4. Photocatalyst : ใยฝ้ายต้านเชื้อแบคทีเรีย ผลิตจากวัสดุนาโนโพลีเมอร์ ให้ประสิทธิภาพทำลายและยับยั้งการเจริญเติบโต-ขยายพันธุ์ของแบคทีเรียที่เป็นอันตรายโดยตรงต่อสุขภาพ
  5. UV Sterilizer : หลอดไฟ UV-C ที่ช่วยเร่งปฏิกิริยา Photocatalyst ให้มีประสิทธิภาพการกำจัดแบคทีเรีย และทำลายโครงสร้างห่วงโซ่โมเลกุลจุลินทรีย์
  6. Ionizer : ปล่อยประจุลบจับตัวกับละอองฟุ้งกระจายในอากาศที่มีเป็นประจุบวกเพิ่มความบริสุทธิ์ในอากาศ


ฟิลเตอร์ที่ Vitainno Vita-Health V50 ใช้จะเป็นแบบ 3 ชั้น กรอง 6 ขั้นตอน ประกอบไปด้วยแผ่น Pre-Filter ที่สามารถดูดฝุ่นทำความสะอาดและล้างน้ำได้ตลอดอายุการใช้งาน, แผ่น HEPA Filter H13 ที่ควรถอดมาดูดฝุ่นทำความสะอาดทุก 6 เดือน (ล้างน้ำไม่ได้ เปลี่ยนทุก 1 ปี หรือ 3,000 ชั่วโมง) และแผ่น Activated Carbon Filter ที่สามารถนำไปดูดฝุ่นทำความสะอาดและผึ่งแดดได้ (เปลี่ยนทุก 1 ปี หรือ 3,000 ชั่วโมงเช่นกัน)

พูดถึง HEPA Filter นี้จริงๆ แล้วมันมีรายละเอียดที่หลายคนอาจยังไม่รู้ ว่ามันมีหลายเกรด โดย HEPA Filter มาตรฐานที่มีใช้งานในปัจจุบันจะแบ่งเป็น 5 เกรดตั้งแต่ H10 ถึง H14 โดยสามารถสังเกตได้ง่ายๆ ด้วยการดูตัวเลขที่ตามหลังตัวอักษร “H” ยิ่งตัวเลขมาก คุณสมบัติในการกรองยิ่งสูง ซึ่งเครื่องฟอกอากาศที่มีจำหน่ายในปัจจุบันส่วนใหญ่จะใช้ HEPA Filter มาตรฐาน H13 ที่สามารถดักจับฝุ่นที่มีอนุภาค 0.1 ไมครอน (เล็กกว่าฝุ่น PM 2.5) ได้อย่างน้อย 99.97 % รวมถึง Vitainno Vita-Health V50 เครื่องนี้ (คลิกอ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับมาตรฐาน HEPA ได้ที่นี่ครับ)

นอกจากการดักฝุ่นด้วยฟิลเตอร์แล้ว เครื่องฟอกอากาศ Vitainno Vita-Health V50 ยังมีการใช้แสง UV มาช่วยกำจัดเชื้อโรค เชื้อจุลินทรีย์ เชื้อรา แบคทีเรียที่ลอยปะปนมาในอากาศได้ โดยหลอด UV ที่ติดตั้งในเครื่องฟอก (สามารถกดเปิด-ปิดการทำงานได้ผ่านแผงควบคุมบนตัวเครื่อง) จะเป็นหลอดที่ให้แสง UV-C ช่วงความยาวคลื่น 280 – 100 นาโนเมตรซึ่งเป็นช่วงรังสีอัลตร้าไวโอเล็ตที่มีประสิทธิภาพสูงในการกำจัดสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กหรือเชื้อโรคต่างๆ  ทีนี้พอมีทั้ง UV Sterilizer และ Photocatalyst ก็จะทำให้การกรองดีขึ้นและเพิ่มประสิทธิภาพการกำจัด-ยับยั้งเชื้อโรค แบคทีเรีย ได้สูงถึง 99.99% ส่วนเรื่องความปลอดภัยไม่ต้องห่วงเพราะทันทีที่บานฝาหน้าถูกเปิดออก ตัวเครื่องจะตัดการทำงานโดยอัตโนมัติทันที

วัดคุณภาพอากาศ PM 2.5 แบบเรียลไทม์
Vitainno Vita-Health V50 ติดตั้งเซ็นเซอร์วัดคุณภาพอากาศ PM 2.5 ไว้บริเวณด้านข้างของตัวเครื่อง โดยจะแสดงค่าผ่านจอขนาดใหญ่ด้านบน มีสีสันสวยงาม อ่านง่าย แสดงค่าฝุ่น PM 2.5 แบบเรียลไทม์พร้อมแถบสีบอกระดับคุณภาพอากาศซึ่งจะสัมพันธ์กับไฟ LED ด้านหน้าตัวเครื่อง โดยไฟสีเขียวหมายถึงดี สีเหลืองปานกลาง และสีแดงที่ไม่ไหวแล้ว

นอกจากค่าฝุ่น PM 2.5 แล้วบนจอนี้ยังบอกอุณหภูมิ-ความชื้นสัมพัทธ์ในห้อง และระดับความเร็วพัดลม โดยปุ่มสี่เหลี่ยมเรียงแถวอยู่ด้านล่างจะแสดงโหมดการทำงานปัจจุบันและเป็นปุ่มควบคุมระบบสัมผัส (กดแล้วมีเสียงปิ๊งๆ) ไล่จากซ้ายไปขวาคือ ไฟแจ้งเตือนเมื่อได้เวลาเปลี่ยนฟิลเตอร์, ล็อกปุ่มป้องกันเด็กกด, ปุ่มเปิด-ปิดโหมด UV ฆ่าเชื้อโรค, ปุ่มเปิด-ปิดโหมดปล่อยประจุ Ionizer, Sleep Mode, โหมดการทำงาน Auto, ตั้งเวลาปิด, ปรับระดับความแรงพัดลม และ ปุ่มเปิด-ปิดเครื่อง

ตรวจสอบสเปคการฟอกอากาศ
ตามธรรมเนียมครับ จะซื้อเครื่องฟอกทั้งที ก็ต้องพิจารณาเรื่องความสามารถในการฟอกอากาศเป็นสำคัญ

ประสิทธิภาพในการฟอกอากาศ
เครื่องฟอกอากาศ Vitainno Vita-Health V50 เครื่องนี้ ทางผู้ผลิตระบุไว้ว่าเหมาะสำหรับห้องขนาด 50 ตารางเมตร เช่นห้องทำงาน ห้องนั่งเล่น หรือห้องโถงที่มีพื้นที่กว้างๆ โดยมีค่า Clean Air Delivery Rate ที่ 350m3/h (ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง) แปลงเป็นค่า CFM โดยการคูณ 0.588 จะได้เท่ากับ 205.8 ซึ่งค่า CFM มาตรฐานไม่ควรต่ำกว่า 125 อย่างที่เคยบอกไว้ในบทความ ‘เลือกเครื่องฟอกอากาศ ไม่ยากอย่างที่คิด เรียกว่าผ่านเกณฑ์แบบชิลๆ ครับ

อัตราการเปลี่ยนถ่ายอากาศสะอาด (ACH):
อีกค่านึงที่ควรพิจารณาคือ Air Change per Hour (ACH) ซึ่งจะทำให้เราทราบอัตราการเปลี่ยนถ่ายอากาศสะอาดให้กับห้องภายในหนึ่งชั่วโมง

ค่านี้โดยมากทางผู้ผลิตจะไม่ได้ระบุไว้แต่สามารถบวกลบคูณหารเองได้ครับ วิธีการคือเอาค่า CFM คูณ 60 นาที (205.8 x 60) จะได้เท่ากับ = 12,348 จากนั้นนำมาหารด้วยปริมาณอากาศในห้อง สมมติว่านำ Vita-Health V50 ไปใช้ในห้องขนาด 50 ตารางเมตรตามสเปค (กว้าง 32.8 ฟุต x ยาว 32.8 ฟุต x สูง 9 ฟุต) ปริมาตรของห้องนอนจะเท่ากับ 9,682 ลูกบาศก์ฟุต เมื่อนำค่า CFM มาหารปริมาตรห้อง ก็จะได้ค่า ACH เท่ากับ 1.27 หมายความว่าภายในหนึ่งชั่วโมง เครื่องฟอกอากาศตัวนี้จะเปลี่ยนถ่ายอากาศสะอาดได้ 1.27 รอบซึ่งถือว่าเพียงพอในการใช้งานจริง

เสียงรบกวนและการใช้พลังงาน
เทียบกับเครื่องฟอกอากาศที่เคยใช้งาน ความแรงพัดลมเบอร์ 1 หรือ Sleep Mode ซึ่งเป็นระดับที่เบาที่สุดของ Vita-Health V50 ถือว่าแรงกว่า มีปริมาตรลมให้สัมผัสได้ชัดเจน (บางรุ่นเบาจนแทบไม่มีลม) ซึ่งส่วนตัวแล้วชอบลมประมาณนี้เพราะรู้สึกว่าอากาศมีการหมุนเวียนดีกว่า ซึ่งแน่นอนว่าระดับเสียงอาจจะไม่ได้เงียบสนิท ค่าที่วัดได้ประมาณ 50dB ซึ่งก็ไม่ได้รบกวนการนอนแต่อย่างใด (บางทีเปิดพัดลมยังดังกว่านี้) ส่วนพัดลมเบอร์ 2 จะได้ยินเสียงลมชัดขึ้น (59dB) และเบอร์ 3 แรงสุดจะดังขึ้นเป็น 65dB ซึ่งก็ถือว่าเป็นค่ามาตรฐาน ไม่ได้ดังจนน่าตกใจ เทียบกับสภาพแวดล้อมก็ประมาณในที่ทำงานนั่นแหล่ะครับ

ส่วนเรื่องการใช้พลังงานไฟฟ้า วัดโดยอุปกรณ์ Volcraft Energy Check 3000 ได้ค่าตามนี้โดยจะสังเกตได้ว่าการเปิดไฟ UV จะทำให้เครื่องใช้พลังงานมากขึ้นเล็กน้อยตามกำลังของหลอดไฟนั่นเอง

พัดลมเบอร์ 1 [LOW] กินไฟ 26.4 วัตต์ (เปิด UV เพิ่มเป็น 29 วัตต์)
พัดลมเบอร์ 2 [MID] กินไฟ 63 วัตต์ (เปิด UV เพิ่มเป็น 66.1 วัตต์)
พัดลมเบอร์ 3 [HIGH] กินไฟ 75.5 วัตต์ (เปิด UV เพิ่มเป็น 79.2 วัตต์)
Sleep Mode กินไฟ 22.3 วัตต์ (UV ไม่ทำงาน)

ถามว่าจำเป็นต้องเปิด UV ไว้ตลอดเวลามั้ย? จริงๆ ก็ไม่จำเป็นนะครับ อาจจะเปิดตอนเพิ่งกลับมาบ้านซักสองสามชั่วโมง หรือในกรณีวันที่สภาพอากาศแย่มากๆ มีคนป่วยเป็นหวัด ไอจาม ก็เปิดไว้ได้เลยครับ

สรุปปิดท้าย: จากการได้ทดลองใช้งานประมาณ 2 สัปดาห์ ความเห็นส่วนตัวมองว่า Vita-Health V50 เครื่องนี้ตอบโจทย์ได้ดีโดยเฉพาะใครที่กำลังต้องการเครื่องฟอกอากาศไปใช้ในห้องขนาดกลางๆ 30- 50 ตารางเมตร (ถ้าเกินกว่านี้แนะนำให้ขยับเป็นรุ่น Vita-Health V80 สำหรับพื้นที่ห้อง 80 ตรม.แทน) วัสดุและงานประกอบดูสวยงามดี ผลิตโดยบริษัทชั้นนำด้านเครื่องฟอกอากาศที่ได้รับรองมาตรฐาน ISO และ CE

มีอีกอย่างที่ชอบและดูใส่ใจรายละเอียดดีคือการเสริมขอบฟิลเตอร์ทั้ง 3 ชิ้นให้ใส่ได้แน่นเพื่อป้องกันอากาศรั่ว ส่วนการถอดจะมีแถบผ้าให้ดึงง่ายๆ จอแสดงผลด้านบนออกแบบได้สวยงาม มีการเล่นสีสันสวยงาม กรณีที่พบว่ามันสว่างรบกวนตอนปิดไฟนอน ก็สามารถปิดได้โดยเปลี่ยนเป็น Sleep Mode นอกจากการกรองด้วยฟิลเตอร์แล้ว ยังมีไฟ UV ฆ่าเชื้อโรคและการปล่อยประจุลบเพื่อจับละอองฝุ่น เรียกว่าประสิทธิภาพและฟังก์ชั่นมาครบๆ จบในเครื่องเดียวเลย

เรื่องราคาต้องบอกว่าน่าโดนมากๆ เพราะโดยปกติเครื่องฟอกที่รองรับพื้นที่ขนาดประมาณนี้จะมีราคาแตะ 2 หมื่นกลางแน่ แต่เครื่องนี้แค่ 18,900) แถมฟิลเตอร์สำรองอีก 1 ชุด ไม่เรียกว่าคุ้มก็ไม่รู้จะเรียกยังไงแล้ว .. อ้อ เกือบลืมเรื่องสำคัญครับ ค่า Maintenance ของ Vita-Health V50 ฟิลเตอร์ 1 ชุด (HEPA + Activated Carbon) ราคา 1,990 บาท และหลอด UV ราคา 990 บาท ตัวเครื่องรับประกัน 1 ปีโดย  บริษัท วีต้าอินโน จำกัด

สำหรับผู้ที่สนใจสามารถสั่งสินค้าผ่านช่องทาง Online ได้ที่:
เว็บไซต์: www.vitainno.com
Line@: @vitainno หรือ https://line.me/R/ti/p/%40vitainno
โทร : 097-174-0216 และ 061-625-3559