เหตุเกิดเมื่อภรรยาต้องไปประชุมที่สิงคโปร์ 4 วัน 3 คืน แล้วลูกสาวอยากไปด้วย ทางเลือกไม่มีครับ ยังไงก็ต้องไป 555

ทริปนี้รู้ตัวล่วงหน้านิดเดียว รีบจองตั๋วเครื่องบินสำหรับผมกับลูกสาว สุดท้ายได้บิน Scoot ที่ช่วงเวลาโอเค ตามหลังคุณแม่แค่ครึ่งชั่วโมง แต่ขากลับลงดอนเมืองนะ งงเด๊!

จองตั๋วเครื่องบินแล้ว ที่ลืมไม่ได้คือซิมการ์ด ครั้งนี้ผมใช้บริการของ KLOOK.COM ซื้อ 4G ซิมการ์ดแบบใช้งาน 7 วัน ได้ดาต้า 100GB โทรในประเทศได้ 500 นาที และ International Call ได้ 20 นาที ในราคาแค่ 218 บาท! (ถูกกว่าซื้อ One2Call ตั้งเกือบ 200) แต่ต้องไปรับที่สนามบิน ไม่ว่าจะลง Terminal ไหนก็รับได้มี Station ให้เลือกหลายจุด ส่วนผมเลือกไปรับที่ร้าน Cheers ใน T2 สนามบินชางงี และนัดเจอภรรยาที่ตรงนี้เลย สะดวกดี

วิธีการรับ Sim Card ก็ง่ายมาก แค่ยื่น Voucher ในอีเมล์ให้เจ้าหน้าที่ตรง Cashier ตอนไปถึงคิวยังไม่เยอะ เจ้าหน้าที่เปลี่ยนซิมให้เลย หรือใครจะเปลี่ยนเองแต่ลืมเอาเข็มจิ้มซิมไปที่ร้านมีให้ยืมครับไม่ต้องห่วง

มาถึงชางงีทั้งที จะไม่แวะไปดูน้ำตก Jewels ก็กะไรอยู่ ซึ่งจะบอกว่าโชคดีมากที่ตัดสินใจเดินมาดูตั้งแต่วันแรก เพราะวันกลับปรากฏว่ามีจัดงานอะไรไม่รู้ ทั้งกันบริเวณและปิดน้ำตก อุตส่าห์จะแวะมาทักทายก่อนกลับดูแสงสีกลางคืนซะหน่อย สรุปอดครับ

เนื่องจากไม่ได้แพลนอะไรมากมาย ที่เที่ยวแต่ละที่เลยเน้นไม่ไกลจากที่พัก เดินทางสะดวก ซึ่งสถานที่หลักๆ ในทริปนี้ก็จะมีแค่ วัดพระเขี้ยวแก้ว, น้ำพุแห่งความมั่งคั่ง, เมอร์ไลอ้อน, เซนโตซ่า และ Garden by the Bay

วันแรกเดินทางเหนื่อยแล้ว ลูกสาวเลยขอชิลเล่นน้ำที่โรงแรมก่อน (เราพักที่ Sheraton Towers ห่างจากสถานี MRT Newton แค่น่าทีเดียว) พอตกเย็นก็พากันเดินมาที่ถนน Orchard หาอะไรกินเติมพลัง ซึ่งตอนนั่งแท็กซี่จากสนามบินมาที่โรงแรม ถามคนขับ Grab ว่าแถว Orchard มีข้าวมันไก่ร้านไหนอร่อยนอกจาก Chatter Box เค้าแนะนำว่าใน Food Court ชั้นใต้ดินห้าง Takashimaya ก็รสชาติดี ก็เลยลองไปชิมดู ปราฏกว่าอร่อยใช้ได้เลยครับ จานนี้ประมาณ 5 เหรียญ ลูกสาวกินรวดเดียวหมดจานไม่พูดจาซักคำ (ไม่รู้เพราะหิวมากด้วยหรือเปล่า) ปิดท้ายวันด้วยการเดินช็อบปิ้งพอกระชุ่มกระชวย

DAY 2
วันนี้มีเวลาครึ่งวันก่อนภรรยาต้องกลับมาโรงแรมแล้วแยกตัวไปทำงาน เลยนั่ง MRT ไปลง Chinatown พาไปไหว้พระขอพรกันที่ ‘วัดพระเขี้ยวแก้ว’ (Buddha Tooth Relic Temple and Museum) เดินจาก MRT มาอากาศตอนเช้าร้อนใช้ได้ พอได้เข้าไปข้างในนี่บอกเลยเหมือนขึ้นสวรรค์ แอร์เย็นฉ่ำ บรรยากาศสงบเงียบ ถึงจะเป็นวัดจีนแต่ไม่มีกลิ่นธูปตลบอบอวลด้านในอาคารเลย

ตัวอาคารของวัดพระเขี้ยวแก้วแบ่งเป็น 4 ชั้น + ชั้นดาดฟ้า เราใช้เทคนิคไหว้พระในโถงชั้นล่างเสร็จแล้วขึ้นลิฟท์ไปดาดฟ้าเดินไล่ลงมาทีละชั้น นอกจากพระเขี้ยวแก้วที่อยู่บริเวณชั้น 4 (ข้างในสวยมากๆ แต่ห้ามถ่ายรูป) ยังมีพิพิธภัณฑ์น่าสนใจในชั้น 2 และ 3 ซึ่งจัดได้สวยงามเดินชมได้เพลินๆ ลืมบอกครับว่าไม่เสียค่าเข้าใดๆ แถมแอร์ก็เย็นเจี้ยบ ช๊อบชอบ

เผลอแป๊บเดียวก็ใกล้เที่ยงแล้ว แม้ที่นี่จะเดินไป Maxwell Food Center ที่มีสุดยอดร้านข้าวมันไก่ตั้งอยู่ไม่ไกล แต่เมื่อวานเย็นเพิ่งจัดเต็มไป มื้อเที่ยงเราเลยแวะฝากท้องที่ Liao Fan Hawker Chan (เดินจากวัดพระเขี้ยวแก้วไม่ถึง 5 นาที) ร้านอาหารระดับ Michelin Star 1 ที่ราคาย่อมเยาว์สุดๆ เมนูเด่นของร้านนี้คือไก่ซีอิ๊ว หมูแดง หมูกรอบ จะทานคู่กับบะหมี่หรือข้าวสวยร้อนๆ ก็อร่อยสุดยอดจริงๆ

กลับไปส่งภรรยาที่โรงแรม ลูกสาวขอพักเหนื่อย (ช่วงที่ไปนี่อากาศร้อนจริงจังมาก) เราก็ผล๋อยหลับไปด้วย แพลนช่วงบ่ายคือพาลูกสาวไปดู ‘น้ำพุแห่งความมั่งคั่ง’ (Fountain of Wealth) ที่ Suntec City เพื่อรอเวลาภรรยาเลิกงานแล้วค่อยไปเดินชมอ่าวมาริน่าดูสิงโตเมอร์ไลอ้อนช่วงค่ำๆ

ครั้งนี้ผมใช้บริการรถเมล์จากหน้าโรงแรมไปลงที่ Suntec City เลย (ถ้านั่ง MRT ให้ลงสถานี Promenade Station) พอขึ้นไปนั่งซักพักลูกสาวบอกว่ารถเมล์ที่นี่นั่งสบายสะอาดจัง พอดีคันที่ขึ้นมีชั้นสองด้วยก็เลยขึ้นไปนั่งชมวิวสวยๆ ไปตลอดสองข้างทาง

เทียบกับที่เคยมาสิงคโปร์ครั้งล่าสุดเมื่อนานมาแล้ว ความสะอาดถือว่าลดลง มีเศษขยะบนทางเท้าให้เห็นบ้างประปราย แต่โดยรวมแล้วยังเป็นประเทศที่สะอาดและมีความเป็นระเบียบสูงมากๆ

ถึงที่หมายประมาณบ่าย 4 โมง น้ำพุยังไม่เปิดให้เข้าไปสัมผัส ต้องรอรอบต่อไปช่วง 18:00-19:30 น. ก็เลยเดินเล่นก่อนจะมานั่งพักกินขนมรอที่ร้าน Toast Box ที่ติดกับน้ำพุเลย (ขนมปังอร่อยดีแต่เครื่องดื่มผมว่าเฉยๆนะ) … พอได้เวลาก็ไม่รอช้า วิ่งวนรอบวงกลมสัมผัสน้ำ 3 รอบตามที่บริฟไว้แถมยังเตรียมขวดไปกรอก บอกว่าอยากเอาไปให้พี่ชายด้วย น่ารักจริงๆ ที่พีคคือกลับไปวางไว้ในห้องโรงแรม สุดท้ายพนักงานเก็บไปทิ้ง เพราะนึกว่าน้ำเก่า 555

หลังจากภรรยาตามมาสมทบที่ Suntec City เราก็ใช้บริการรถเมล์ต่อเพื่อไปลงที่ Esplanade ที่ความจริงอยู่ใกล้กันนิดเดียว (แต่เดินไม่ไหวแล้ว) เราใช้เวลาอยู่ที่นี่เดินชมวิวถ่ายรูปไปเรื่อย ช่วงนี้อากาศไม่ร้อนเท่าไหร่ มีลมพัดตลอด หลังจากชักภาพคู่กับสิงโตเมอร์ไลอ้อนเรียบร้อยเหมือนลูกสาวจะรู้ว่ามิสชั่นคอมพลีตเต็ด ไม่พูดไม่จาปิดสวิตช์หลับปุ๋ย ทีแรกกะว่าจะเดินต่อไปดูการแสดง Light & Sound ใกล้ๆ แต่สุดท้ายต้องเดินอุ้มเด็กน้อยเดินข้ามสะพานกลับมาพักร่างที่ Esplanade … ตอนนี้ขาจะหลุดแล้ว เลยบอกภรรยาเรานั่ง Grab กลับโรงแรมกันเถอะ T-T

DAY 3
แพลนของวันที่สามคือ Sentosa ลูกสาวอยากนั่งกระเช้า และ Garden by the Bay ก่อนออกจากโรงแรมเลยกดซื้อตั๋ว Cable Car จาก KLOOK.COM เช่นเคยเพราะราคาถูกกว่าไปซื้อหน้าเคาเตอร์พอสมควร ทีแรกว่าจะข้ามไปเล่นน้ำที่ Adventure Cove แต่ปรากฏว่าฝนตก ก็เลยเปลี่ยนใจไม่หยิบกระเป๋าชุดว่ายน้ำไปด้วย พอไปถึงเท่านั้นแหล่ะแดดเปรี้ยงเดินตัวไหม้ อ้อ! เช้านี้เราเลือกใช้บริการ Grab เพราะอยากเซฟแรงให้ถึงช่วงดึกใน Garden by The Bay ค่ารถจากโรงแรมประมาณ 10 เหรียญ นั่งกันสามคนไม่แพงเลย

กระเช้าข้ามเกาะที่ Sentosa นี่ไม่ได้ติดแอร์นะครับ อาศัยลมธรรมชาติล้วนๆ นั่งแล้วมีลมพัดอุ่นๆ ให้พอหายใจสะดวก วิวข้างบนสวยดี แต่ไม่ได้น่าตื่นเต้นอะไรมาก

เรานั่งมาจนสุดสายลงที่สถานี Siloso Point เพื่อหวังจะชมชายหาด Siloso Beach ซึ่งต้องบอกว่าใครไม่ได้พิศวาสอยากเล่นน้ำทะเล ไม่แนะนำให้แวะ เพราะไม่มีอะไรเลย ทั้งร้อนและแดดจัดแทบลืมตาไม่ขึ้น (ถ้าไปถึงช่วงเย็นน่าจะดีกว่านี้) … ไหนๆ ก็ไปถึงแล้ววิ่งไปถ่ายรูปหน่อยให้รู้ว่ามา ใช้เวลาไม่ถึง 5 นาทีบนหาดก่อนที่ทุกคนจะวิ่งกลับเข้าไปพักตากแอร์ร้าน 7/11 ใต้สถานี Cable Car โดยไม่ได้นัดหมายตามด้วยการกดสเลอปี้มากินให้ชื่นใจ

ด้วยอากาศที่(โคตร)ร้อน ทำเอาความสนุกค่อยๆ ละลายหายไปด้วย เราพ่อแม่ลูกเลยเดินเล่นใน Sentosa อย่างเซ็งๆ ด้วยเวลาที่จำกัดจำเขี่ย S.E.A. Aquarium จึงไม่ได้เข้า (ดีหน่อยที่ลูกสาวบอกเบื่อปลาไม่อยากดูแล้ว) น้ำก็ไม่ได้เล่น ก็เลยตัดสินใจแวะถ่ายรูปตามจุดไฮไลท์นู่นนิดนี่หน่อย Universal นี่ถ่ายเหมือนเข้าแต่ไม่ได้เข้านะครับ 555 .. สุดท้ายก็นั่งกระเช้ากลับมาที่ HarbourFront แล้วเดินข้ามไป VivoCity เติมพลังด้วยแอร์เย็นๆ อาหารอร่อยๆ ก่อนไปพิชิตภารกิจสุดท้ายของค่ำคืน

ใช้เวลาที่ VivoCity เพลินไปหน่อยมองเวลาอีกทีก็ 5 โมงแล้ว เราตัดสินใจจับ Grab เดินทางไปที่ Garden by The Bay เพื่อไปรอชมการแสดงแสงสีเสียง Garden Rhapsody ที่โซน Supertree Grove ตอน 19.45 น.

ก่อนถึงช่วงแสดง ยังพอมีเวลาเลยซื้อบัตรขึ้นไปเดินบนสะพานลอยฟ้า OCBC Skyway ผู้ใหญ่คนละ 8 เหรียญ เด็ก 5 เหรียญ ช่วงที่ไปเป็นวันธรรมดาคนเลยไม่เยอะมาก ไม่ต้องต่อคิวขึ้นลิฟท์เลย บรรยากาศข้างบนน่าหวาดเสียวดีครับ ใครเป็นโรคกลัวความสูงนี่อาจขาสั่น เวลาเดินพื้นสะพานจะมีการให้ตัว สั่นโคลงเล็กน้อยแต่ไม่เวียนหัว ช่วงกลางสะพานจะบีบแคบลง เพิ่มความหวิวไปอี๊ก ลูกสาวตัวน้อยผมนี้เดินเกร็งเกาะราวไปตลอดทาง

เดินสุดทางแล้วลงลิฟท์มาด้านล่างจะเจอกับลานสนามหญ้ากว้างๆ มีคนจับจองพื้นที่รอดูการแสดงอยู่พอสมควร ม้านั่งมีไม่มากครับ ส่วนใหญ่มีพกเสื่อหรือผ้ารองกันเปื้อนกันมานอนเหยียดยาว ดูสบ๊ายสบายน่าอิจฉา อ้อ ใครหิวด้านหลังสนามมี Food Court ให้รองท้องก่อนชม แต่ต้องเผื่อเวลานิดนะครับ บางร้านคิวแน่นมาก


การแสดง Garden Rhapsody ถือว่าทำได้ประทับใจครับ ด้วยความอลังการของ Supertree แต่ละต้นที่ประดับไฟไว้และเปลี่ยนโทนสีวิบวับได้อย่างสวยงาม แถมซาวนด์แทร็กยังใช้เพลงคุ้นหูจากภาพยนตร์เรื่องดังๆ ดูเพลิน เด็กๆ ชอบมาก ลุกมาเต้นกันสนุกสนาน คราวหน้ามาอีกจะพกเสื่อมานอนดูด้วยน่าจะฟินไปเลย

DAY 4
วันสุดท้าย ปล่อยเวลาชิลๆ ครับ (วันก่อนๆ ก็ได้ข่าวว่าชิลนะ 555) ภรรยาทักว่ามาถึงนี่ยังไม่ได้กินข้าวมันไก่ในตำนานเลย ก็เลยจัดให้ตามคำขอ สายๆ นั่ง MRT ไป Chinatown แล้วเดินต่อไปยัง Maxwell Food Center ที่มีข้าวมันไก่เจ้าดังอยู่ 2 ร้าน

ร้านแรกคือ Tian Tian ฮิตที่สุดในหมู่นักท่องเที่ยว คิวยาวมาก ขนาดผมไปวันธรรมดายังไม่เที่ยง ยังต้องต่อแถวเกือบ 20 นาที ส่วนอีกร้านที่ดังรองลงมาคือ Ah Tai อยู่ถัดจาก Tian Tian มาสองร้าน แต่คนน้อยกว่าแบบน่าแปลกใจ

ลองซื้อมาทั้งสองร้านชิมเทียบกันดูแล้ว ลูกสาวและภรรยาให้คะแนน Ah Tai อร่อยกว่าเป็นเอกฉันท์ คือไก่จะออกแนวนุ่มชุ่มชื่น ข้าวก็หอมกำลังดี ส่วน Tian Tian ไก่นุ่มน้อยกว่า ใครชอบเนื้อแห้งๆ หน่อยอาจจะชอบ ไปลองดูกันได้ ราคาก็ไม่แพงครับจานเล็ก 5 จานใหญ่ 7.5 เหรียญเท่านั้น และต้องขออภัยที่ไม่ทันเก็บภาพข้าวมันไก่ทั้งสองร้านมาเปรียบเทียบกันได้เพราะต่อคิวรอนานจนหิวมากกกก

อิ่มแล้วก็นั่ง MRT กลับมาช็อบปิ้งเก็บตกกันที่ Orchard แอบกระซิบว่าใต้ตึก Orchard Central มีร้าน Don Quijote และ Tokyo-Hands ซุกตัวอยู่ชั้นใต้ดิน ร้านใหญ่ใช้ได้ แวะมาซื้อของฝากกันได้ถ้าไม่กลัวแปลกว่ามาสิงคโปร์ทำไมมีแต่ขนมญี่ปุ่นกลับบ้าน

ก่อนจะแพคกระเป๋าไปช็อบทิ้งทวนที่ Jewel โชคดีที่เผื่อเวลาเยอะหน่อยเพราะเจอร้าน Tokyo-Hands ในดวงใจแถมสาขานี้ยังมีสองชั้น! ของเยอะจนตาลายไม่ต้องไปไกลถึงโตเกียว แนะนำถ้ายังมีเวลาเหลือ แต่ไม่เหลือตังค์ Food Court ชั้นล่างสุดที่ชื่อว่า Five Spice มีร้านอร่อยๆ ให้นั่งพักเติมพลังก่อนขึ้นเครื่อง ที่ลองชิมแล้วชอบมากคือร้าน Huat Huat BBQ Chicken Wing เมนูข้าวหน้าสัตว์ 3 สัตว์ และ Fu Xiang เมนูหมูสามชั้นทอดพริก อร่อยมากกกก จนลืมถ่ายรูปคิดดู!

คำแนะนำทิ้งท้ายในการเที่ยวกับเด็กน้อย

  • เดินทางกับลูกสาวสองคน ที่ต้องเตรียมพร้อมคือทิชชู่เปียกสำหรับการเข้าห้องน้ำ ไม่ต้องพาเข้าห้องผู้ชายเพราะโตแล้ว ให้เข้าห้องผู้หญิงช่วยเหลือตัวเอง เราเฝ้าอยู่ข้างหน้า อย่าเผลอเล่นมือถือเพลินก็พอ
  • อย่าลืมแวะซื้อบัตรโดยการ EZ-LINK สำหรับใช้บริการ MRT และรถโดยสารที่จุดบริการในสถานี MRT (หรือจะซื้อที่ 7/11 ก็ได้) บัตรราคา 12 ดอลล่าร์ แบ่งเป็นค่าบัตร 5 ดอลลาร์ (ไม่ได้คืน) และใช้งานได้ 7 เหรียญ ถ้าไม่พอสามารถเติมได้ (เติมขั้นต่ำ 10 เหรียญ) เหลือสามารถคืนได้เต็มจำนวน ส่วน 5 ดอลลาร์ค่าบัตรที่ไม่ได้คืนก็ถือว่าเอากลับไปเป็นที่ระลึกได้ (ลายน่ารักดี)
  • เอาจริงๆ ถ้าที่ที่จะไปไม่ไกลมาก การนั่งรถเมล์จะสบายกว่า MRT เพราะไม่ต้องใช้พลังขามาก กว่าจะลงบันได เดินไปชานชลา เด็กน้อยก็เมื่อยแล้ว
  • ถ้าไม่ไหวจริงๆ ใช้บริการ Grab ได้ไม่ต้องกลัวโดนทืบ ที่นั่น Grab เค้าถูกกฏหมาย 100% และแอพฯ ก็ไม่ต้องโหลดใหม่ ใช้อันเดียวกับที่ใช้ในบ้านเรานี่แหล่ะ แต่แนะนำว่าให้ผูกบัตรเครดิตไว้เลยจะได้ไม่ต้องจ่ายเงินสด ทอนงงทอนเงินให้เสียเวลา
  • โหลดแอพฯ KLOOK ติดโทรศัพท์ไว้ จะไปเที่ยวไหนก็ลองกดเช็คโปรโมชั่นดู มีแทบทุกที่ที่เป็นไฮไลท์ ราคาส่วนใหญ่จะถูกกว่าไปซื้อหน้างาน ซื้อแล้วจะได้ Voucher ในอีเมล์ยื่นใช้ได้ทันที ไม่ต้องเสียเวลาต่อคิว