ต้องบอกว่าเรื่องนี้เป็นประสบการณ์ที่เกิดขึ้นกับผมเอง จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่รู้ว่าเกิดจากความประมาทหรือโชคร้ายกันแน่ เรื่องของเรื่องฮาร์ดดิสก์ที่เก็บรูปถ่ายครอบครัวมาตลอดหลายสิบปี อยู่มาวันนึงก็นอนหลับลาโลกเปิดไม่ติด รูปภาพและวิดีโอนับเป็นไฟล์ก็แสนกว่าไฟล์ นับเป็นปริมาณข้อมูลก็ 1.5 เทราไบต์ (ประมาณ 1,500 กิกะไบต์) ทั้งหมดหายวับในพริบตา เหลือไว้ให้ดูต่างหน้าแค่กล่องสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่มีไฟกระพริบปริ๊บๆ อย่างสิ้นหวัง

โฉมหน้าพระเอกของดราม่าวันนี้ … ฮาร์ดดิสก์ Seagate Backup Plus Slim 2TB

ยังจำวินาทีแรกได้ขึ้นใจ หัวใจมันวูบหล่นตาตุ่ม หน้าซีดหมดแรงคล้ายจะเป็นลม เหมือนความทรงจำมันล่มสลาย … ในสมองตอนนั้นรูปถ่ายที่ชอบมันตีพั่บๆๆ ไล่เรียงขึ้นมาในหัวเหมือนดูไตเติ้ลหนัง Marvel ยังไงยังงั้นเลย T-T

เก็บยังไง ทำไมถึงหาย?
แรกเริ่มเดิมที วิธีการเก็บไฟล์รูปภาพทั้งที่ถ่ายจากกล้องดิจิตอลและมือถือ ผมจะเบิร์นใส่แผ่น CD (ในนี้ยังมีใครทันมั้ยครับ 555) ใส่ DVD แต่แผ่นพวกนี้มันบอบบาง พังง่ายมาก หลังๆ ก็เลยรวมมาโหลดเก็บไว้ในฮาร์ดดิสก์แบบ 3.5 นิ้ว แบบที่ใช้กับเครื่องพีซีนี่แหล่ะครับ แต่ใช้วิธีเอามาใส่ Enclosure แล้วต่อ USB เฉพาะเวลาใช้งาน เหตุผลที่ทำแบบนี้ก็เพื่อลดความเสี่ยงเรื่องกระแสไฟและโอกาสเสียหายของมอเตอร์และหัวอ่าน

เวลาผ่านไป ปริมาณรูปก็เยอะขึ้นเรื่อยๆ ก็ต้องย้ายไฟล์ไปใส่ฮาร์ดดิสก์ที่มีความจุมากขึ้น ครั้งแรกคือช่วงที่ลูกชายคนโตอายุครบ 2 ขวบ ส่วนตัวมองว่า 2 ปีเปลี่ยนครั้งเป็นรอบที่เหมาะสม เพื่อความปลอดภัย ถามว่าทำไมต้องเปลี่ยน เหตุผลก็เพราะฮาร์ดดิสก์ก็มีอายุการใช้งาน และเสื่อมสภาพได้ แม้จะเก็บมากกว่าใช้

ปลอดภัยสองชั้น(แล้วนะ)
เพื่อความปลอดภัยแบบคูณสอง นอกจากเปลี่ยนฮาร์ดดิสก์แล้วตามอายุการใช้งานสม่ำเสมอแล้ว ผมยังใช้วิธีคัดไฟล์แต่ละช่วงวัยไปอัดที่ร้านมาจัดใส่อัลบั้มไว้ด้วย ข้อดีคืออากง อาม่า ญาติผู้ใหญ่มาเยี่ยมหลาน ก็หยิบอัลบั้มมาให้ท่านดูได้สะดวก ข้อเสียคือเกะกะบ้าน ต้องหาที่เก็บอีก อัลบั้มนึงนี่ไม่ใช่เล็กๆ ทำไปได้ซักพักก็เลยเลิก วันก่อนไปลองเปิดอัลบั้มดู มีถึงแค่ตอนลูกชาย 3 ขวบ T-T

การตัดสินใจที่ผิดพลาด
ฮาร์ดดิสก์ตัวปัจจุบันก่อนลาโลก เป็นฮาร์ดดิสก์ลูกที่ 5 เพราะลูกชาย 10 ขวบพอดี แต่ครั้งล่าสุดนี้ไม่รู้มีอะไรมาดลใจ จากที่เคยใช้ฮาร์ดดิสก์ 3.5” ก็เปลี่ยนมาใช้แบบ 2.5” อาจจะอารมณ์ชั่ววูบที่มองว่ามันเล็กกว่า เก็บสะดวกกว่า เสียบ USB ได้เลยไม่ต้องใส่กล่องหรือ Docking แม้จะสะกิดใจนิดๆ ว่ามันบอบบางกว่า พังง่ายกว่า แต่ในใจคิดว่าไม่ได้พกไปไหนมาไหนอยู่แล้ว ใช้เสร็จก็เก็บใส่ตู้ใส่ลิ้นชัก ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร …

เดือนที่แล้ว ลูกชายขอดูรูปแฮมเตอร์ที่ผมเคยเลี้ยงตอนวัยรุ่น ก็เลยหยิบฮาร์ดดิสก์มาเสียบคอมเปิดดู ..

ไฟกระพริบ แต่หน้าจอว่างเปล่า ไร้เงา File Explorer ที่คุ้นเคย

ทางออกสุดท้าย: กู้ไฟล์
หลังจากทดลองหาสารพัดโปรแกรมมาลองแก้ปัญหา สถานการณ์ก็ไม่ได้ดีขึ้น สุดท้ายตัดสินใจโทรไป Call Center ของ Seagate

ผม: สวัสดีครับ อยากทราบว่าฮาร์ดดิสก์มีปัญหาเสียบแล้วไฟติดแต่ไม่มีไฟล์โชว์ขึ้นมา พอจะแนะนำอะไรได้บ้างครับ
Call Center: ขอทราบรุ่นและ serial number ของฮาร์ดดิสก์ค่ะ
ผม: Seagate Backup Plus 2TB ซีเรียล xxxxxxxxxxxxxxxxxxxx (จำไม่ได้ละ)
Call Center: จากการตรวจสอบข้อมูล ตัวฮาร์ดดิสก์ยังมีประกันถึงปี 2563 นะคะ สามารถนำอุปกรณ์ไปเคลมเปลี่ยนตัวใหม่ได้เลยค่ะ
ผม: แล้วข้อมูลในนั้น สามารถกู้ได้ไหมครับ คือมันสำคัญมาก
Call Center: ได้ค่ะ แต่เนื่องจากคุณลูกค้าไม่ได้ซื้อประกัน Rescue Plan เอาไว้ จะมีค่าบริการอยู่ที่ 18,000-22,000 บาทโดยประมาณสำหรับฮาร์ดดิสก์ขนาด 2TB ค่ะ
ผม: (ช็อค … วางสาย)

อธิบายนิดนึงครับว่า Rescue Plan เป็นบริการกู้ข้อมูลฟรีในกรณีฉุกเฉินฮาร์ดดิสก์เกิดความเสียหาย ซึ่งปกติจะมีแถมให้สำหรับฮาร์ดดิสก์รุ่นแพงๆ อย่างพวก Lacie หรือ Series Pro ทั้งหลาย ซึ่งใครที่ใช้ฮาร์ดดิสก์รุ่นปกติของ Seagate เก็บข้อมูลสำคัญๆ แนะนำว่าให้ซื้อเพิ่มไว้เลย เช็คไม่ผิดราคาน่าจะประมาณ พันนิดๆ เกิดเหตุมาจะได้ไม่มานั่งกุมขมับเหมือนผม …

ตลอดสัปดาห์เรียกว่าไม่เป็นอันทำงาน นั่งเสิร์ชหาวิธีกู้ไฟล์ที่พอจะเป็นไปได้ ลองใช้สารพัดโปรแกรมที่ว่าเทพก็ไม่เป็นผล สุดท้ายไปเจอบริการของบริษัท ATL Technology (https://www.facebook.com/atlrecovery/) ที่สามารถส่งฮาร์ดดิสก์ไปตรวจสอบสภาพความเป็นไปได้ในการกู้ เสนอราคาก่อนกู้ และถ้ากู้ไม่ได้ไม่คิดค่าใช้จ่าย

สรุปค่าใช้จ่าย 11,877 บาท กู้พร้อมเคลมลูกใหม่มาใส่ข้อมูลกลับให้ … ใครเจอเหตุการณ์แบบนี้แนะนำให้ลองปรึกษาที่นี่ดูครับ บริการโอเคเลย

สรุปก็ลงเอยส่งฮาร์ดดิสก์ไปกู้ที่นี่ ใช้เวลาในการกู้เกือบ 30 วัน แต่ไฟล์ที่กู้ได้กลับมาไม่ครบ 100% นะครับเพราะจนท.แจ้งว่าเกิด Bad Sector บนแผ่นจานแม่เหล็กเยอะพอสมควร แต่เช็คดูแล้วไฟล์ที่หายไปคือช่วงปีหลังๆ (2018-2019) ที่หายไปบางส่วน แต่รูปเก่าๆ อยู่ครบ ซึ่งก็โอเค(ต้อง)ยอมรับได้ ดีกว่าไม่ได้อะไรกลับมาเลย …

วางแผน จัดระเบียบ ไม่ให้เกิดซ้ำสอง
หลังจากได้ฮาร์ดดิสก์ลูกใหม่พร้อมข้อมูลที่กู้กลับคืนมา ก็ต้องคิดใหม่ทำใหม่ว่าจะเก็บอย่างไร จะได้ไม่เจอเหตุการณ์แบบนี้อีก … ที่คิดไว้ มีทางเลือกประมาณนี้ครับ

ทางเลือกที่ 1: เก็บในฮาร์ดดิสก์เหมือนเดิม
ใช่ครับแต่เพิ่มเติมคือซื้อฮาร์ดดิสก์มาเพิ่มอีกลูกสำหรับทำแบ็กอัพ ข้อดีคือคือถ้าฮาร์ดดิสก์ลูกนึงเสีย ก็มีสำรองอีกลูก คิดแบบโลกสวยคงไม่โชคร้ายเสียพร้อมกันทั้งคู่ แต่ข้อเสียคือการแบ็กอัพรูปใหม่เข้าไปเก็บต้องทำสองครั้ง ซึ่งบางทีอาจมีขี้เกียจหรือลืมได้

ทางเลือกที่ 2: เก็บในคลาวด์
คลาวด์ในที่นี้หมายถึงบริการ Cloud Service ต่างๆ เช่น Google One, One Drive ข้อดีก็คือมั่นใจเกือบ 100% ว่าข้อมูลจะไม่มีวันหาย แต่ก็ต้องยอมจ่ายค่าบริการรายเดือนเป็น Fix Cost อย่างในกรณีของผมถ้าต้องใช้พื้นที่ 2TB ในการเก็บก็จะประมาณเดือนละ 350 บาท หรือปีละ 3,500 บาท ไปเรื่อยๆ (ลองเช็คค่าบริการได้ที่นี่ครับ -> https://one.google.com/about)

บางคนบอกทำไมไม่ใช้ Google Photos หล่ะ เค้าให้ใช้แบบไม่จำกัดพื้นที่เลยนะ แต่ต้องอย่าลืมว่าออปชันใช้ฟรีนั้นหน่ะ ภาพที่ถูกอัพโหลดขึ้นไปเก็บจะถูกลดทอนคุณภาพลงพอสมควร ซึ่งบางคนอาจรับได้ แต่ผมว่าผมไม่โอเค สำหรับใครที่อยากรู้ว่ามันต่างกันมากแค่ไหน ลองอ่านข้อมูลจากลิงค์นี้ประกอบการตัดสินใจได้ครับ Google-Photos-High-quality-vs-Original

อ้อ! ลืมบอกข้อเสียไปว่าถ้าบังเอิ้นช่วงที่ต้องการดูรูปเน็ตดันเสียหรือเน็ตหมด ก็อดเลยนะ

เปรียบเทียบคุณภาพไฟล์ที่ถูกอัพโหลดขึ้น Google Photos (ซ้าย) กับไฟล์ต้นฉบับ (ขวา) จะเห็นได้ชัดว่าภาพจะแตกเป็นบล็อกจากการลดขนาดไฟล์ภาพเกือบ 10 เท่า (ภาพถ่ายจาก P20 Pro ขนาด 2 MB ถูกลดเหลือ 258 KB)

ทางเลือกที่ 3: NAS
เป็นทางเลือกที่คิดไว้นานแล้ว แต่ไม่ได้ลงมือซะทีเพราะค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง บอกก่อนว่า NAS คืออุปกรณ์เก็บข้อมูลที่ใช้ฮาร์ดดิสก์นี่แหล่ะ เพียงแต่มันจะมีการทำแบ็กอัพให้โดยอัตโนมัติกระจายความเสี่ยงให้ เช่น ถ้าใช้ NAS แบบ 4 Bay (ใส่ฮาร์ดดิสก์ได้ 4 ลูก) โอกาสที่จะเสียข้อมูลไปก็คือฮาร์ดดิสก์เสียพร้อมกัน 4 ตัว ซึ่งถ้าเกิดขึ้นก็แปลว่าดวงกุดสุดๆ ละ

ข้อดีของ NAS คือเราสามารถเข้าถึงไฟล์รูปได้ทุกที่ทุกเวลา กรณีอยู่ข้างนอก หรือมีหลายบ้าน ก็สามารถเปิดดูรูปที่เก็บใน NAS ได้เลย ไม่ต้องพกฮาร์ดดิสก์ไปมาเหมือนวิธีแรก แถมยังมีฟังก์ชั่น Auto Backup เดินเข้าบ้านปุ๊บ รูปในมือถือของเราจะถูกดูดไปเก็บให้โดยอัตโนมัติ ไม่ต้องทำอะไรเลย สะดวกสบายสุดๆ (ไว้มีโอกาสจะมาเล่าแบบละเอียดและสาธิตวิธีการใช้ให้ดูครับ)

ข้อเสียอย่างเดียวก็อย่างที่บอก ราคามันค่อนข้างสูง ตัวอุปกรณ์ NAS ดีๆ หน่อยเริ่มต้นก็ 4-5 พันบาท ไม่รวมฮาร์ดดิสก์ที่ต้องซื้อเพิ่มอีก แต่ก็คิดซะว่าลงทุนทีเดียวจบ ไฟล์อยู่กับเราตลอด หมดห่วงเรื่องความเป็นส่วนตัว 100%

สรุป
ตัดสินใจไปมาสุดท้ายผมเลือกใช้ 3 วิธีนี้ครับ
1. รูปในฮาร์ดดิสก์ลูกเดิมที่กู้และเคลมมาใหม่ ก็ยังอยู่ในนั้นเก็บไว้เหมือนเดิม
2. แบ็กอัพใส่ Google Photos แบบ High Quality ที่จะถูกลดทอนความละเอียดไฟล์ลงไป แลกกับพื้นที่เก็บข้อมูลแบบไม่จำกัด
3. ซื้อ NAS มาใช้โดยใช้ฮาร์ดดิสก 4 ลูกทำ RAID5 ไฟล์รูป Original ทั้งหมดจะถูกรวมไว้ในที่เดียว สร้างแอคเคาตน์ให้ทุกคนในบ้านดูรูปได้จากมือถือ

เดี๋ยวยังไงจะพยายามหาเวลามาเล่าวิธีการใช้ NAS ในการเก็บรูปให้เกิดประโยชน์สูงสุดมาฝากกันครับ ตอนนี้ขอเวลาไปลองเล่นฟังก์ชั่นต่างๆ ให้คล่องก่อน พบกันคราวหน้า สวัสดีครับ