หลายบ้านอาจรับไม่ได้ที่จะให้ใครมาบอกว่าลูกของเราเสพติดหน้าจอ เพราะทางการแพทย์ ยังไม่มีการระบุชี้ชัดว่าอาการเสพติดเทคโนโลยีเป็นโรค แต่เราต้องไม่โกหกตัวเองครับ ว่าการขลุกอยู่กับอุปกรณ์และสื่อเทคโนโลยีมากไป มันส่งผลกระทบต่อชีวิตของพวกเค้า

นอกจากมันจะมีอิทธิพลในบ้านแล้ว ภาพที่คุ้นตาเวลาออกไปข้างนอก … ในระหว่างนั่งรถ ในร้านอาหาร เราจะเห็นโทรศัพท์และแท็บเล็ตกลายเป็นพี่เลี้ยงไปแล้ว อยากให้เด็กน้อยนั่งนิ่ง ไม่ซนไม่ป่วน แค่ยื่นมือถือให้ ทุกอย่างก็เรียบร้อย!

แต่ครับแต่… เมื่อไหร่ก็ตามที่บอกให้เลิกเล่น หรือวันไหนที่เราปฏิเสธไม่ให้เล่น เมื่อนั้นแหล่ะคุณจะได้เห็นความโกรธเคือง ความเกรี้ยวกราด … เกิดความรู้สึกผิดในใจคุณพ่อคุณแม่ เฮ้ย ทำไมลูกเราถึงเป็นแบบนี้?

บางบ้านปัญหาและความลำบากจะเกิดทันทีที่เราต้องการให้เด็กๆ วางอุปกรณ์ แล้วมาทำการบ้าน บางคนไม่ยอมออกไปเล่นข้างนอก ขลุกตัวอยู่แต่ในห้อง ไม่แม้กระทั่งพูดคุยกับพ่อแม่ ลุง ป้า น้า อา ในบ้าน เมื่อไหร่ก็ตามที่มาถึงจุดนี้ (ใครยังไม่ถึงก็ดีใจด้วย) อยากให้ลองมองย้อนมองดูตัวคุณพ่อคุณแม่เองครับ ว่าปล่อยให้เด็กๆ ขลุกอยู่กับมือถือมากแค่ไหน

อย่าปล่อยให้ปัญหานี้ค้างคา เพราะมันอาจหนักหน่วงจนถึงขั้นกระทบความสัมพันธ์ และการเรียนจนยากแก้ไข

วันนี้ผมมีคำแนะนำจากหน่วยงานกุมารเวชในสหรัฐฯ (American Academy of Pediatrics) เกี่ยวกับวิธีป้องกันไม่ให้เด็กๆ ติดหน้าจอหรือบรรดาสื่อเทคโนโลยีต่างๆ จนถอนตัวไม่ขึ้น อ้อ! คำแนะนำต่อไปนี้ใช้ได้กับผู้ใหญ่ที่ติดเทคโนโลยีได้ด้วยนะ

1.ควบคุมเวลา รักษากฏ

กำหนดเวลาให้ชัดเจน ว่าคุณอนุญาตให้เล่นวันละกี่ชั่วโมง กี่นาที การปฏิบัติตามอย่างเข้มงวดจะทำให้เด็กๆ เคารพกติกาและทำให้คอนโทรลตัวเองได้ดีขึ้น หากไม่แน่ใจว่าควรอนุญาตให้เด็กๆ อยู่กับหน้าจอนานเท่าไหร่ถึงจะเหมาะสม คำแนะนำจาก American Academy of Pediatrics ระบุไว้ว่า

  • อายุน้อยกว่า 18 เดือน งดการใช้อุปกรณ์ที่มีหน้าจอ ไม่ว่าจะดูทีวี วิดีโอแชทกับพ่อแม่
  • อายุ 18-24 เดือน ถ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้ ให้คัดเลือกคอนเทนต์ที่เหมาะสมและมีคุณภาพสำหรับเด็กๆ และสอนให้พวกเค้ารู้ว่ากำลังดูอะไรอยู่
  • อายุ 2-5 ปี จำกัดการใช้หน้าจอไม่เกินวันละ 1 ชั่วโมง โดยคุณพ่อคุณแม่ต้องคัดเลือกคอนเทนต์ที่เหมาะสมและมีคุณภาพสำหรับเด็กๆ ดูเป็นเพื่อนลูกพร้อมให้คำแนะนำว่าสิ่งที่ดูอยู่คืออะไร รวมถึงชี้ให้เห็นว่าในโลกจริงเป็นอย่างไร
  • 6 ขวบขึ้นไป กำหนดระยะเวลาตามความเหมาะสม ประเภทของคอนเทนต์ที่สามารถดูได้ และให้มั่นใจว่าอุปกรณ์หรือสื่อเหล่านั้นจะไม่กระทบต่อการนอน หรือการทำกิจกรรมต่างๆ จนทำให้ส่งผลเสียต่อสุขภาพ

2. คุยกับลูกเกี่ยวกับเรื่องนี้

สื่อสารกับเด็กๆ เกี่ยวกับการใช้อุปกรณ์ดิจิตอล ให้เหตุผลว่าทำไมถึงต้องมีกฏเกณฑ์ การพูดคุยจะทำให้เกิดความไว้วางใจ อย่าลืมที่จะสนับสนุนการเรียนรู้ของเด็กๆ ด้วยการนั่งดูนั่งเล่นเป็นเพื่อนและพูดคุยเกี่ยวกับสิ่งที่พวกเค้าเห็น อ่าน เล่น

3. เป็นแบบอย่างที่ดี

จำไว้ว่าเด็กๆ จะเรียนรู้จากการฟัง การเฝ้าดูคุณพ่อคุณแม่ ดังนั้นกติกาต่างๆ ที่กำหนดไว้จะไม่มีทางทำสำเร็จเลยถ้าทั้งคุณพ่อคุณแม่ยังหยิบมือถือขึ้นมาเล่นตลอดเวลา วางมือถือและไปเล่นกับสนุกกับลูกๆ ให้เป็นเรื่องปกติ

4. เซตช่วงเวลา Tech-Free Times

การกำหนดช่วงเวลาในการใช้งานสื่อเทคโนโลยีที่เหมาะสมจะช่วยให้คุณทุกคนตระหนักได้ว่าเมื่อไหร่ ที่ไหน และระยะเวลามากน้อยแค่ไหนที่ควรใช้งานอุปกรณ์เหล่านั้น อย่าลืมกำหนดช่วงเวลา Tech-Free Times เช่นระหว่างมื้ออาหาร หรือตอนอยู่ในห้องนอน เพื่อที่ทุกคนจะได้มีเวลาพูดคุยและทำกิจกรรมร่วมกันมากขึ้น

5. เก็บอุปกรณ์ออกจากห้องนอน

หยุดทุกกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับหน้าจอก่อนเข้านอนเป็นเวลาอย่างน้อย 1 ชั่วโมง และอย่าลืมเก็บอุปกรณ์ทุกอย่างออกจากห้องนอนของเด็กๆ ด้วย

ข้อมูลอ้างอิง:
aap.org
washingtonpost.com
commonsensemedia.org

วันไหนที่เราปฏิเสธไม่ให้เล่น เมื่อนั้นแหล่ะคุณจะได้เห็นความโกรธเคือง ความเกรี้ยวกราด … เกิดความรู้สึกผิดในใจ
คุณพ่อคุณแม่ เฮ้ย ทำไมลูกเราถึงเป็นแบบนี้?