หวังว่าคงไม่รอนานเกินไปสำหรับตอนที่สองของการตะลุยแดนมะกันสไตล์บ้านผมที่ต้องหอบหิ้วเด็กๆ ไปไหนไปกัน!

สำหรับตอนนี้จะเน้นที่เที่ยวที่เป็นไฮไลท์ๆ นะครับเพราะตารางเที่ยวบ้านนี้แน่นเอี๊ยด อยู่ทั้งอาทิตย์ก็เที่ยวไม่หมด (แต่ตังค์หมดอันนี้จริงแท้แน่นอนครับ) สำหรับที่เที่ยวยอดนิยมในนิวยอร์คผมขอไม่ลงรายละเอียดมากนะครับ เพราะน่าจะมีรีวิวให้หาอ่านกันได้เยอะแล้ว เอาหล่ะ ไปลุยกันเลย!

เริ่มเช้าวันที่สาม หลังจากเมื่อคืนพักเอาแรงแล้วเราก็ไม่ปล่อยเวลาให้เสียเปล่า พาเด็กๆ นั่ง Metro ไปเดินชมแลนมาร์คที่น่าสนใจของมหานครนิวยอร์คกันต่อ จุดแรกที่แวะคือสถานีรถไฟในตำนาน Grand Central Terminal ที่หลายคนต้องคุ้นและเคยเห็นในภาพยนตร์ฮอลลีวู้ดหลายๆ เรื่อง (ที่พอจำได้ก็มี Superman, The Avengers) เดินผ่านประตูเข้าไปเหมือนหลงยุคกับโครงสร้างที่ดูโอ่โถงอลังการประดับประดาด้วยประติมากรรมสุดคลาสสิคให้ความรู้สึกวินเทจมากๆ

แต่ภายใต้ความคลาสสิคนั้นเองก็มีร้าน Apple Grand Central ซ่อนอยู่ทางปีกตะวันออก (East Balcony) ดูเป็นความขัดแย้งที่กลมกล่อมลงตัวมาก ร้านนี้ตกแต่งแบบเรียบๆ บรรยากาศสบายๆ จากไฟสว่างนวลตาบวกกับแสงธรรมชาติที่ส่องผ่านกระจกอาคารเข้ามา ให้ความรู้สึกต่างจาก Apple Store อื่นๆ ที่มักแต่งด้วยกระจกใสบานใหญ่ ไฟเยอะๆ ใครมีโอกาสมาที่นี่ก็อย่าลืมแวะเดินขึ้นไปดูนะครับ

จาก Grand Central Terminal เราใช้ Google Map นำทางเดินต่อไปยัง The New York Public Library หอสมุดสาธารณะของนิวยอร์คที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ของสหรัฐอเมริกา และอันดับ 3 ของโลก ระหว่างทางที่เดินไปหอสมุด สังเกตเห็นภรรยาเดินๆ หยุดๆ ก้มถ่ายรองเท้าตัวเองอยู่เป็นระยะ พอไปดูว่าถ่ายอะไรก็ถึงบ้างอ้อ มันคือแผ่นทองเหลืองแกะสลักคำคมหรือประโยคสำคัญๆ ในหนังสือที่อยู่ในหอสมุดฝังไว้ตามทางเท้า ซึ่งถ้าใครเดินตามแผ่นทองเหลืองที่เรียกว่าLibrary Way” (ถนนเส้น East 41st ระหว่าง Fifth Avenue กับ Park Avenue) ไปเรื่อยๆ ก็จะไปถึงหอสมุดแน่นอนไม่มีหลง ผมว่านิวยอร์กเป็นเมืองที่มีความเก๋ไก๋ในการนำเสนอ city life ที่ผสมกับ art & culture ที่เป็นเอกลักษณ์มากๆ มิน่าคนใครมานิวยอร์กแล้วต้องหลงสเน่ห์รวมถึงทุกคนในครอบครัวผมด้วย

เดินตาม Library Way มาแป๊บเดียวก็ถึงแล้วค่า ^^

หอสมุดประชาชนนิวยอร์ค มีหนังสือราว 53 ล้านฉบับ นอกจากจำนวนหนังสือที่มากมายมหาศาลแล้ว ที่นี่ยังโดดเด่นเรื่องสถาปัตยกรรม ที่ในอดีตเคยเป็นอาคารโครงสร้างหินอ่อนที่ใหญ่ที่สุด ณ ตอนที่มันถูกสร้างขึ้น (มีความยาวครอบคลุมถึง 2 บล็อกของเมืองในขณะนั้น) มีโต๊ะไม้โอ๊คขนาดยาวหลายร้อยตัวไว้ให้ประชาชนเข้าไปนั่งอ่านหนังสือได้ฟรี ปัจจุบันปรับปรุงให้มีความทันสมัยด้วยระบบค้นหาด้วยคอมพิวเตอร์ นักท่องเที่ยวสามารถเข้าไปชมภายในถ่ายรูปได้แต่ต้องกำชับเด็กๆ ว่าไม่ควรวิ่งเล่นและส่งเสียงดังครับ

ด้านนอกบริเวณโถงทางเดินรอบๆ ห้องอ่านหนังสือมีการจัดนิทรรศการให้ความรู้อ่านเพลินๆ อีกด้วย

ออกจากหอสมุด ท้องเริ่มร้องครับ เลยพาเด็กๆ แวะร้านอาหารเติมพลังก่อนภารกิจต่อไปคือกลับไปที่ย่าน Time Square เพื่อถ่ายรูปตอนกลางวันกันบ้าง หลังจากเดินถ่ายรูปมุมนั้นมุมนี้จนเด็กๆ เริ่มเซ็งเริ่มบ่นแล้ว (ถ่ายอยู่นั่นแหล่ะ 55) ก็พาเดินลัดเลาะมาอีกไม่ไกลก็มาถึงที่เที่ยวแห่งใหม่สำหรับครอบครัวที่ผมภูมิใจเสนอ

.. แธ่น แธ๊นนนนน…. (เล่นใหญ่ไปไหน) ที่นี่ก็คือ National Geographic Encounter: Ocean Odyssey ที่เที่ยวแห่งใหม่ใจกลางนิวยอร์กที่ผมว่าน่าสนใจมากๆเพราะเพิ่งเปิดตัวเมื่อช่วง Fall 2017 นี่เอง ออกแบบและควบคุมการจัดแสดงโดยทีม Special Effects มือรางวัลจาก Hugo และ Game of Thrones … ฟังแค่นี้ก็อยากรู้แล้วใช่ไหมครับว่าข้างในมีอะไรดี วันนี้ผมจะพาไปดูครับ

National Geographic Encounter เป็นนิทรรศการแบบอินเทอแรคทีฟแห่งใหม่และแห่งแรกที่จะพาพวกเราดำดิ่งไปสัมผัสกับชีวิตท้องทะเลลึกใต้มหาสมุทรแปซิฟิกระดับ 60,000 ฟุตแบบไม่เปียก! ย้ำว่าไม่เปียกเลยครับ เพราะที่นี่เค้าใช้เทคโนโลยีภาพและเสียงที่ทำให้เราได้เห็น ได้ยิน เสียงของสิ่งมีชีวิตใต้น้ำแบบสมจริง และด้วยจุดแข็งด้านการถ่ายภาพระดับโปรแฟสชั่นแนลของทีม NG ซึ่งทำงานกับผู้เชี่ยวชาญทางทะเลเพื่อเก็บภาพและเสียงทำให้ผู้ชมได้สัมผัสกับช่วงนาทีพิเศษของสัตว์ใต้ทะเลที่แทบจะหาดูที่ไหนไม่ได้ มาที่นี่คุณจะได้สัมผัสแบบฟินๆ

ลงบันไดเลื่อนเข้าสู่นิทรรศการ ก็จะเจอกับกรอบรูปสีเหลืองซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของนิตยสาร NG ตระหง่านอยู่ เราก็ไปแชะๆ ทำตัวเองเป็นภาพหน้าปกซะเลย ถัดไปเข้าไปในโซนนิทรรศการแรก จะเป็นการแนะนำเกี่ยวกับชีวิตแห่งท้องทะเลผ่านผนังจอภาพขนาดยักษ์โดยมีวิทยากรประจำกลุ่มคอยบรรยายแต่ละห้อง (การชมจะแบ่งเป็นรอบๆ เพื่อให้ผู้ชมได้มีโอกาสสัมผัสกับโซนนิทรรศการอย่างเต็มอิ่ม) แค่พรีเซนเทชั่นในโซนแรกก็ประทับใจแล้วครับ เสียง ภาพสมจริงดึงดูดให้เราเสมือนเข้าไปอยู่โลกใต้น้ำ แถมเด็กๆ ยังได้สนุกกับการแตะสัมผัสบรรดาปลาและสัตว์ใต้ทะเลแบบอินเทอแรคทีฟอีกด้วย อย่างที่บอกว่าที่นี่เน้นการนำเสนอประสบการณ์แบบ cinematic experience ก็จะทำให้ทุกคนอินได้ง่าย

ถัดจากห้องนี้เราจะได้ลงลึกไปสู่ก้นบึ้งของมหาสมุทรเพื่อดูว่าสัตว์ใต้ทะเลเค้าอยู่กันอย่างไร มีการจำลองสภาพใต้มหาสมุทรที่มืดสนิท ที่เจ๋งก็คือเราจะได้ยินเสียงสภาพแวดล้อมจริงจากไมโครโฟนชนิดพิเศษที่ทีมงาน NG ได้เคยทำการบันทึกเอาไว้ 

โซนที่ถูกใจและทำให้เด็กๆ ตื่นเต้นก็คือห้องมืดที่จะมีเจ้าปลาหมึกยักษ์ Humboldt Squid ออกมาต่อสู้กันเพื่อแย่งชิงความเป็นหนึ่งอย่างดุเดือด (ผู้ชนะคือจะได้ตัวเมียมาครองสินะ สู้กันสุดฤทธิ์มาก) ซึ่งภาพที่เห็นบนจอยักษ์ขนาบข้างทั้งสองด้านของห้องเป็นภาพที่ทีม NG ต้องดำดิ่งไปเก็บภาพจริงๆ ความยากคือปลาหมึกสายพันธุ์นี้พวกที่ตัวใหญ่ๆ จะอาศัยอยู่ในระดับความลึกเกินหมื่นฟุต แถมพวกมันยังได้รับฉายาว่าเป็นปลาหมึกเพชรฆาตที่มีความดุร้าย ดังนั้นการเก็บภาพมาได้จึงไม่ใช่เรื่องง่ายเลย แต่ทีมงานสามารถทำได้ดีจริงๆ ครับ ขอคาราวะ!

อีกโซนที่สนุกมากคือ มหัศจรรย์เขาวงกตสาหร่าย สาหร่ายใต้มหาสมุทรมีความพิเศษในการแพร่พันธุ์ แถมลำต้นสูงใหญ่เป็นสิบเมตร และจะจับกลุ่มเป็นดง ทำให้สัตว์ที่หลงเข้ามาต้องหลงติดอยู่ภายใน ในโซนนี้จึงได้จำลองบรรยากาศมาให้เราลองเป็นปลาว่ายไปในวงกตสาหร่ายกัน ซึ่งพอเดินเข้าไปผมกับภรรยานี่ถึงกับอึ้งเลยครับ บรรยากาศพิศวงงงวยสมจริงมากๆ ต้องยืนตั้งหลักสักพักกว่าจะค่อยๆ เดินคลำทางกันไป ก่อนเข้าในโซนนี้เจ้าหน้าที่เค้าจะกำชับให้คอยจูงมือเด็กๆ ไว้ ไม่งั้นจะหลง เอาจริงๆ ทีแรกก็จับมือกันดีครับ พอเริ่มเดินไปเด็กๆ ก็เริ่มสนุก วิ่งปรู๊ดไปนู่น แป๊บเดียวถึงทางออก ขณะที่เราทั้งคู่ยังค่อยๆ เดินงงๆ หลงซ้ายขวากว่าจะถึงทางออกได้เล่นเอามึนไปเหมือนกัน ถือเป็นโซนที่ลึกลับซับซ้อนและลุ้นดีจริงๆ ครับ … ออกจากเขาวงกตสาหร่าย จะเจอกับแมวน้ำเจ้าถิ่นมายืนแสดงความยินดี (ที่รอดออกมาได้) เด็กๆ สามารถเข้าไปเล่นทักทายใช้ภาษากายแล้วเจ้าแมวน้ำก็จะโต้ตอบกลับมาด้วย น่ารักจริงๆ

ถัดจากโซนสาหร่าย ก็มาถึงอีกไฮไลท์คือ 3D Wall จอสามมิติขนาดยักษ์ที่สูงราว 6 เมตรกว่าได้ เจ้าหน้าที่จะแจกแว่นสามมิติให้ทุกคนสวมเพื่อชมชีวิตสัตว์ใต้น้ำนับล้านที่ว่ายผ่านไปมา ตัวทีเด็ดคือ เจ้าวาฬหลังค่อม (Humpback Whale) ขนาด 50 ฟุตที่เราจะได้เห็นการแหวกว่ายของมันเพื่อล่าเหยื่อใต้ทะเลอย่างใกล้ชิด ซึ่งเจ้าแว่นสามมิตินี่ช่วยทำให้เราเหมือนกำลังดำน้ำตามไปดูอยู่ใกล้ๆ สนุกตื่นเต้นมากๆ ครับ

ปิดท้ายตรงทางออก จะมีจอภาพนิทรรศการฉายเรื่องราวให้ความรู้เรื่องการดูแลธรรมชาติใต้ท้องทะเลให้คงอยู่ตลอดไปจาก มีเรื่องเล่าประสบการณ์ที่สุดของบรรดานักสำรวจและนักถ่ายภาพใต้น้ำ NG และที่ผมว่าดีเลยคือโซน Take a Pledge เป็นจออินเทอแรคทีฟที่ให้เราเลือกปฎิญาณกับตัวเองว่าจะช่วยดูแบธรรมชาติใต้น้ำแบบไหน ซึ่งตรงนี้เราสามารถย้ำและสอนเด็กๆ ได้เช่น การลดใช้พลาสติกและทิ้งลงทะเล การใช้หลอดไม้ไผ่แทนพลาสติก การใช้ครีมกันแดดแบบออร์แกนิคไม่ทำลายน้ำ ซึ่งข้อสุดท้ายนี่คือความรู้ใหม่สำหรับครอบครัวผมเลยก็ว่าได้ คือที่เมืองนอกนี่เค้าจริงจังไปถึงครีมทาผิวกันแล้ว!

หลังจากให้เด็กๆ เลือกคำปฏิญาณ ก็ถ่ายรูปตัวเองแล้วส่งอีเมล์กลับมาหาตัวเองได้ เป็นกิมมิคและของที่ระลึกดีๆ จากที่นี่ และตามธรรมเนียม บริเวณทางออกของนิทรรศการก็จะมีของที่ระลึกมาวางขาย ที่ผมว่าแปลกดีและซื้อติดมือกลับมาด้วยก็เป็นหลอดไม้ไผ่ และน้ำดื่มบรรจุกล่อง Carton Box ที่ดูเป็นอะไรที่เข้ากันดีกับที่เด็กๆ เพิ่งสัมผัสและเรียนรู้มา

สำหรับการมาเที่ยวที่นี่ผมให้ 10/10 เลยครับ เด็กๆ ก็ประทับใจ นับเป็นการนำเสนอนิทรรศการรูปแบบใหม่ที่อินและสนุกมากๆ ต้องยกเครดิตให้คุณภรรยาที่ไป research ตามหาที่เที่ยวสำหรับเด็กๆ ในเมืองนิวยอร์ก ซึ่งดูไม่น่าจะมีได้เลย แต่อัศจรรย์เกิดขึ้นได้ที่มหานครแห่งนี้ครับ

Remembering 9/11…
ตอนแพลนมานิวยอร์ค สารภาพเลยครับว่าตอนนั้นสมอง blank โปรแกรมทั้งหมดถูกจัดการโดยคุณภรรยาผู้น่ารัก แต่มีขอไปว่าอยากไปที่นึง ช่วยใส่ในโปรแกรมให้หน่อยคือมิวเซียม National September 11 Memorial & Museum คือตอนที่ทราบข่าวเรื่องมีการจัดสร้างมิวเซียมเพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์นี้ ก็คิดว่าถ้ามีโอกาสอยากจะไปชมให้ได้ และวันสุดท้ายในนิวยอร์คเราก็ได้มายืนอยู่ที่ Ground Zero อีกครั้ง

หลังกลับจากเทพี ลูกสาวผมแบตหมดผล๋อยหลับไปแล้ว แต่ลูกชายที่เคยดูคลิปเหตุการณ์มาก่อนหน้านี้ยังแบตเต็มและอยากเข้าไปชมนิทรรศการนี้ไม่แพ้ผม … แม้จะผ่านไป 17 ปีแล้ว แต่ยังจำวันที่เกิดเหตุตอนที่กำลังนั่งดูข่าวหน้าทีวีได้ดี รู้สึกตกใจ เสียใจ หดหู่บอกไม่ถูก … จะบอกว่าความรู้สึกหดหู่แบบวันนั้นมันกลับมาอีกครั้งแต่มากกว่าจนขนลุกเมื่อได้ไปยืนดูซากปรักหักพังและความสูญเสียครั้งใหญ่ที่ไม่น่าเชื่อว่าเกิดขึ้นจากฝีมือของมนุษย์ด้วยกันเอง

ภายในมิวเซียมเค้าจัดแสดงได้อลังการ เล่าลำดับเหตุการณ์และนำซากชิ้นส่วนมาแสดงให้ดูอย่างใกล้ชิด ลูกชายผมเดินดูอย่างสนใจ เลยลองถามว่ารู้สึกยังไงบ้าง “ไม่อยากเชื่อเลยว่าเค้าจะใจร้ายแบบนี้ นี่เรื่องจริงไม่ใช่หนังใช่มั้ยป๊า? …” มันคงเกินจินตนาการของเด็กไปจริงๆ แหล่ะความรุนแรงโหดร้ายสุดขั้วแบบนี้ … แต่เราก็ไม่ลืมที่จะสอนว่า ถ้าเราใช้ความรุนแรงแก้ปัญหา ผลลัพธ์มันก็จะเป็นอย่างที่เห็นนี่หล่ะครับ เราใช้เวลาซึมซับความรู้สึกอยู่ที่นี่ซักพักแล้วต้องรีบเดินทางต่อ ไปยังจุดหมายต่อไป

 

สำหรับที่เที่ยวอื่นๆ ที่เราไปเช็คอินกันมาวันนี้คือตึก Empire State ที่ชมกันแต่ด้านล่าง เพราะงบหมดจาก One World Observatory (ฮา) เดินชม China Town แวะกินบะหมี่เกี๊ยว+เป็ดย่างที่มิชลินแนะนำ บอกเลยว่าน้ำตาไหล! ไม่ได้แพงนะครับแต่โคตรอร่อย!!!

คราวนี้ดูข้างล่างไปก่อน ไว้คราวหน้ามาใหม่สัญญาว่าจะพาขึ้นไปดูวิวข้างบนนะ

และที่พลาดแล้วถือว่าไม่ได้มานิวยอร์คคือคุณป้าเทพีเสรีภาพ Statue of Liberty ที่วันนั้นดวงเฮงเจอนักท่องเที่ยวลงเยอะมาก ต้องรอคิวเกือบสองชั่วโมงรอซื้อตั๋วขึ้นเรือ แต่วิวที่ได้กลับมา คุ้มค่าสมกับการรอคอย

ปิดท้ายที่เที่ยวสุดท้ายในนิวยอร์กคือพิพิธภัณฑ์ The Met ที่น่าเสียดายสุดๆ เพราะเราไปถึงแบบฉิวเฉียด คือเหลือเวลา 20 นาทีก่อนปิด! (ดันไปเสียเวลาตรงรอขึ้นเรือชมเทพีนานไปหน่อย) ตัดสินใจ มาถึงแล้วก็ขอเข้าไปดูได้หน่อยนึงก็ยังดี ตอนนี้เดินไม่ได้แล้ว ต้องวิ่งดู ถ่ายรูปรัวๆ ไป มุ่งหน้าเน้นโซนอียิปต์เป็นหลัก เพราะภรรยาผมอินเป็นพิเศษ ที่เหลือที่ดูไม่ครบ T-T คุณภรรยาประกาศกร้าวอีกสองปีกลับมาแก้มืออีกรอบ (ปาดเหงื่อรัวๆ เตรียมเก็บตังค์สิครับงานนี้!)

รีวิวสำหรับนิวยอร์กก็จบลงอย่างฟินๆ กันไปประมาณนี้ ส่วนวันที่ 5 เรานั่งรถบัสไป Washington D.C. จะสนุกแค่ไหน รอติดตามกันตอนต่อไปนะครับ สวัสดี ^^

สำหรับใครที่พลาด ตอนที่ 1 คลิกอ่านได้เลยเพื่อความสนุกต่อเนื่อง ->
“อเมริกาพาเพลิน! 17 วันตะลุย NYC – Washington DC – Florida – Boston”

——————————-

ทิ้งท้ายข้อมูลเพิ่มเติมสำหรับการเข้าชม National Geographic Encounter: Ocean Odyssey เผื่อใครสนใจพาเด็กๆ ไปเที่ยวนะครับ

วัน-เวลาทำการ:
Sunday – Thursday: 10:00am – 9:00pm
Friday – Saturday: 10:00am – 10:00pm
(หยุดจำหน่ายบัตรเข้าชมก่อนเวลาปิด 1 ชั่วโมง)

ค่าเข้าชม:
Normal Entry Price: Adult $39.5 | Child $32.5 (สามารถหาเว็บที่ขายตั๋วที่เที่ยวดังๆ แล้วซื้อเป็นแพคเพื่อลดราคาได้ครับ)