ทริปนี้มีเหตุเกิดจากพี่สาวของภรรยาสุดสวยของผมที่อยู่ที่บอสตันชวนไปเที่ยวแดนมะกันและออกปากว่าจะอาสาเป็นไกด์ให้ตลอดทริป บวกกับค่าเงินที่กำลังดิ่งลง (เรทช่วงเดือนเมษาที่ไปประมาณ 30 บาทนิดๆ ต่อดอลลาร์) คุณภรรยาก็ไม่ลังเลสิครับ กดจองตั๋วไปเรียบร้อยยกบ้าน ลางานแทบไม่ทัน

อย่างที่รู้กันครับว่าจะไปเที่ยวบ้านพี่มะกัน ก็ต้องผ่านพิธีรีตองขั้นตอนเยอะมากกกกกก ก.ไก่ล้านตัว แต่ภรรยาผมก็ไม่หวั่น จัดการให้ทุกอย่างตั้งแต่เตรียมเอกสารทำวีซ่า นัดเวลาไปสถานฑูต ซึ่งทุกอย่างผ่านฉลุยเลยไม่มีอะไรให้ปวดหัว ขั้นตอนต่อไปคือ เก็บตังค์เที่ยวสิครับ 17 วัน ค่าใช้จ่ายเท่าไหร่? ถ้าคิดจะเที่ยวไม่ต้องไปคำนวนให้เครียดครับ ใส่เกียร์เดินหน้า ลุย!!

และแล้ววันเดินทางที่เรารอคอยก็มาถึง 11 เมษา ฤกษ์งามยามดี ตีหนึ่งกว่าๆ นั่งรอในสนามบินกันแกร่วมาก รอกันนานจริงๆ เด็กๆ สลบกันหมด แต่พอขึ้นเครื่องเจอจอเท่านั้นล่ะครับ นั่งตาปรือเล่นเกมดูการ์ตูนที่เอมิเรตส์จัดเต็มมาเพียบ ชั่วโมงนี้อนุญาตปล่อยเขาเล่นไปก่อนเพราะต้องนั่งกันอีกยาวเกือบ 1 วันเต็ม

เพื่อไม่ให้เสียเวลาขอวาร์ปไปตอนถึงนิวยอร์กกันเลยล่ะกันนะครับ เดินทางมาถึงนิวยอร์ก เวลาก็ถอยหลังเป็นวันที่ 10 ตอนบ่ายสองกว่าๆ ครับ พี่สาวแฟนก็มารับแล้วพาไปพักนอกเมืองนิวยอร์กแต่ยังเดินทางเข้าเมืองสะดวกด้วยรถไฟไม่กี่นาที ถ้าจะนอนในย่าน Time Square ทุกวันคงอ่วมแน่ (เราใช้เวลาเที่ยวในนิวยอร์ก 5 วัน 4 คืนครับ)

วันแรกหลังจากเข้าที่พักเหยียดแข้งขาแล้ว ก็ชวนกันออกมาเดินยืดเส้นยืดสายใกล้ๆ แวะทานมื้อเย็นง่ายๆ แล้วกลับมานอนเอาแรงไว้ลุยต่อพรุ่งนี้ ถามว่าเด็กๆ เจ็ตแล็คมั้ย จะเหลือหรอครับ ข้งข้าวไม่ยอมกิน ขอนอนท่าเดียว

วันที่สองเราตั้งใจว่าจะบุกตะลุยนิวยอร์กกันอย่างจริงจัง เปิดประเดิมทริปโดยการชมย่านธุรกิจและ Time Square มาถึงที่นี่ แค่เดินชมตึกสวยๆ ก็เพลินแล้วครับ จุดหมายแรกคือตึกร็อคเฟลเลอร์เซ็นเตอร์ (Rockfeller Center) แต่ไม่ได้ขึ้นนะครับ แค่เดินชมวิวรอบๆ ตอนที่ไปอากาศยังหนาวอยู่ เลยได้เห็นคนเล่นสเก็ตน้ำแข็งกลางแจ้งกลางวันแสกๆ เป็นของแปลกที่เด็กๆ ดูกันเพลินเลย

มีเรื่องที่ต้องเตือนคุณพ่อคุณแม่นิดนึงเวลามาที่นี่ อยากให้เผื่อเวลาไว้มากหน่อยเพราะบริเวณนี้มีร้านชวนเสียทรัพย์ดักอยู่รอบตึกอย่าง Lego Shop ผมนี่กระเป๋าตังค์สั่นเลยครับ สาขาที่นี่เค้าทำเก๋ต่อเลโก้รูปปั้นจำลองหน้าตึก Rockefeller และสัญลักษณ์เมืองนิวยอร์กอีกมากมายมาวางโชว์ เจ้าลูกชายใช้เวลาพอสมควรในการเลือกชิ้นส่วน Pick a Brick หรือบุฟเฟ่ต์บริค หยิบเท่าไหร่ก็ได้ขอแค่ให้ปิดฝาถ้วยพลาสติกได้ ลูกปิดได้ พ่อก็ต้องไม่ยอมครับ สรุปได้มาคนละถ้วย ^^

นอกจาก Lego Shop แล้ว ยังมี Nintendo New York ช็อปที่ไม่ควรพลาดโดยเฉพาะคุณพ่อยุค 80 ตัวละครที่เป็นเอกลักษณ์ของเค้าก็คือ Mario นี่ถือว่าโชคดีที่ป้ายยาลูกไว้ (สอนเล่นมาริโอ้) ไม่งั้นคงได้แต่มองตาปริบๆ ภายในร้านชั้นล่างมีของที่ระลึกต่างๆ ที่เป็นตัวละครดังๆ ของนินเทนโด้ หลักๆ ก็มาริโอ้ เซลด้า เคอร์บี้ ฯลฯ ขึ้นไปชั้นสองมีโซนจัดแสดงเครื่องเกมนินเทนโด้ทุกรุ่นที่เคยวางจำหน่าย และเกมใหม่ให้ลองเล่นกันบนจอกำแพงยักษ์ ไฮไลท์ที่ชอบเลยก็คือตู้โชว์ Game Boy รุ่นแรกที่ถูกระเบิดในสงครามแต่ไม่พัง (ทหารมะกันเขาพกไปเล่นในภารกิจ) ซึ่งจะว่าไป ความอึด ถึก ทน ถือเป็นซิกเนเจอร์ของเครื่องเกมนินเทนโดเขาเลย

เวลาผ่านไปเร็วมาก ช่วงบ่ายเราพากันใช้บริการรถไฟใต้ดินเพื่อไปยัง One World Observatory ตึกระฟ้าแห่งใหม่ที่ถูกสร้างขึ้นแทนที่ World Trade Center พี่สาวแฟนจองเวลาขึ้นชมไว้แล้ว เลยต้องตรงเวลากันหน่อย สำหรับคนที่ไม่ได้ซื้อตั๋วออนไลน์มา สามารถติดต่อซื้อได้ที่ตึกชั้นล่าง แต่อาจจะเสี่ยงเจอคิวยาวนะครับ ค่าขึ้นชมก็ประมาณคนละ 30 เหรียญนิดๆ ครับ

ทันทีที่ก้าวเข้าสู่ในบริเวณจัดแสดง สองข้างทางก็จัดแสดงนิทรรศการตามทางเดิน สีสันดูเศร้าหมอง ทึมๆ เพื่อไว้อาลัยให้กับโศกนาฏกรรม 911 แต่พอเข้าลิฟต์ไปเพื่อเดินทางไปที่จุดชมวิวชั้น 102 ก็ต้องตะลึงกับพรีเซนเทชั่นบนจอภาพทั้ง 4 ด้านภายในลิฟต์ รายละเอียดอะไรยังไงขอไม่บอกแต่ดีงามมาก อยากให้ลองไปสัมผัสด้วยตัวเองจริงๆ นะ

ชั่วอึดใจแค่ 47 วินาทีลิฟท์ก็พาพวกเรามาถึงชั้น 102 เจ้าหน้าที่ต้อนเราทุกคนให้ยืนเป็นแผงหน้ากระดานภายใต้ความมืด หลังจากฉายพรีเซนเทชั่นเล่าประวัติความเป็นมาของตึกนิดหน่อย ก็มีจังหวะเปิดม่านไฟฟ้าให้เห็นวิวมหานครนิวยอร์กแบบพาโนราม่า วินาทีตอนเห็นวิวนี่ทุกคนถึงกับอุทาน OMG! กันเลยทีเดียว วิวสวยบาดใจมาก แต่เค้าเปิดให้ชมแค่ไม่กี่วินาทีครับ (น่าจะประมาณ 10 วินาทีได้)

จากนั้นจนท. ก็ต้อนให้เราลงมาที่ชั้น 101 ซึ่งสามารถเดินชมวิวเมืองนิวยอร์กได้แบบ 360 องศาเพลินๆ มองไปก็เห็นเทพีเสรีภาพที่อยู่ลิบๆ ด้วย สำหรับใครที่อยากได้ข้อมูลแบบละเอียดๆ เค้ามีให้บริการให้เช่าแท็บเล็ตเพื่อฟังบรรยายเกี่ยวกับจุดชมวิวต่างๆ ด้วย ค่าเช่าประมาณ 10 เหรียญครับ ที่ชั้นนี้มีร้านอาหารด้วย ถ้าใครจะมาดินเนอร์ชมวิวช่วงพระอาทิตย์ใกล้ตก คงจะโรแมนติกมากครับ แต่ต้องวางแผนให้ดีเพราะเค้าให้เวลาเราอยู่บนตึกได้ไม่เกิน 2 ชั่วโมงเพื่อให้ผู้ชมกลุ่มใหม่ขึ้นมาหมุนเวียน แต่รับรองว่าทุกนาทีที่อยู่บนนั้นคุ้มค่าแน่นอนครับ

หลังจากเต็มอิ่มกับวิวบนตึกที่ One World Observatory ที่ถือเป็นตึกที่สูงที่สุดในนิวยอร์กแล้ว ลงมาด้านล่างข้างๆ กันจะเจอกับ Ground Zero สระน้ำรูปสี่เหลี่ยมจตุรัสสีดำสองสระ ซึ่งก็คือจุดเดิมของตึก World Trade Center ที่ขอบสระก็จะมีชื่อผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์สลักเอาไว้ ผมยังเห็นมีคนเอาช่อดอกไม้ไปวางแสดงความอาลัย ความรู้สึกตอนยืนอยู่ตรงนั้นดูแล้วเศร้ามากๆ ผมจึงใช้ช่วงเวลานี้เล่าถึงเหตุการณ์ความสูญเสียในโศกนาฏกรรม 911 ให้ลูกชายฟังด้วย บอกเค้าว่าถ้าเราเอาแก้ปัญหาด้วยการใช้กำลัง แต่คิดจะแก้แค้น ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นไม่เคยดีเลยสักครั้ง ที่เลวร้ายกว่าคือมันอาจกระทบถึงคนที่ไม่รู้ไม่ชี้เหมือนคนที่มีอยู่ชื่อรอบๆ สระแห่งนี้ ปูเรื่องไว้คร่าวๆ เพราะเดี๋ยววันสุดท้ายที่นิวยอร์คจะพาไปเที่ยวพิพิธภัณฑ์ National September 11 Memorial & Museum ที่รวบรวมเรื่องราวของเหตุการณ์นี้ไว้อย่างละเอียดด้วย

หันมาดูนาฬิกาอีกที 5 โมงเย็นแล้ว ต้องรีบเคลื่อนตัวไปที่ New Amsterdam Theatre เพื่อดู Aladdin Broadway Show ที่คุณภรรยาและลูกสาวรอคอย อย่างที่บอกไปตอนแรกว่าทริปนี้เราเดินทางด้วย Metro เพื่อประหยัดงบ แต่ลืมไปว่ารถไฟใต้ดินในนิวยอร์กนี่อายุเกิน 14 ไป 100 ปีไปแล้ว (New York City Subway เริ่มเปิดบริการตุลาคมปี 1904) สายรถไฟจึงจะทับกันไปมาวุ่นวาย ดูยากมาก โตเกียวที่ว่ายากแล้วมาเจอนิวยอร์กนี่ตายไปเลย… ปรากฏว่าหลงสิครับ เดินวนไปวนมาในสถานีอยู่เกือบครึ่งชั่วโมง

สุดท้ายไม่มีทางเลือกต้องใช้บริการ Uber บึ่งไป Time Square ไปถึงที่โรงละครประมาณ 6.10 นาที โชว์เริ่มไปแล้ว 10 นาที จนท. เลยให้เรารออยู่ด้านนอกสักครู่ก่อนพาไปที่นั่ง แถมกำชับว่าไม่ให้ส่งเสียงรบกวนคนอื่น คือถ้าลูกยูร้อง ไอต้องขอเชิญออกนะ คือผมอะไม่ห่วงหรอก เพราะลูกสาวผมนี่วูบไปตั้งแต่อยู่ในรถแล้ว ส่วนลูกชายดูไม่ค่อยอิน Broadway เท่าไหร่แต่ก็ไม่ได้งอแงอะไร นั่งดูสบายๆ ไป … ตรงนี้ถือว่าวางแผนพลาดไปนิด จริงๆ ควรจะมาดู Broadway ซักวันที่ 3-4 มากกว่าเด็กๆ จะได้ปรับตัวเรื่องเวลาและสภาพร่างกายได้มากกว่านี้

จากที่ภรรยาผมเสิร์ชข้อมูลมา Broadway สำหรับเด็กๆ ที่น่าสนใจและมีคนโหวตว่าโปรดักชั่นสวยอลังน่าดูชม นอกจาก Lion King และ Wicked แล้วก็จะเป็น Aladdin ส่วนเหตุผลที่เลือกดู Aladdin มีสามอย่างด้วยกัน เรื่องแรกคือ “งบประมาณ” ซึ่ง Lion King ที่นั่งดีๆ ราคารวม Tax ก็ฟาดไป 150-160 เหรียญต่อคน ถึงจะอยากดูแต่ต้องเผื่อเงินไว้เที่ยวที่อื่นบ้างไรบ้าง 555 สอง เนื้อเรื่องที่เด็กๆ คุ้นเคย พอดีเด็กบ้านนี้ยังไม่รู้จัก Wizard of Oz จึงตัด Wicked ออกไปโดยปริยาย สรุปเรื่องที่เหมาะสุดจึงตกเป็นของ Aladdin นั่นเอง รายละเอียดค่าตั๋วและการจอง ไปดูได้ที่เว็บนี้เลยครับ www.broadway.com/shows/aladdin-broadway/

ในส่วนของเนื้อเรื่องนั้น Aladdin Broadway นี่ถือว่าสนุกใช้ได้เลย แม้จะเป็นเรื่องราวที่พวกเราคุ้นกันดี แต่การนำเสนอทำได้น่าสนใจดีมากๆ ทุกฉากน่าติดตาม แม้ไซส์ของโรงละครจะไม่ได้ใหญ่เท่า Lion King แต่โปรดักชั่นนี่อลังการ ทีมนักแสดงปึ้กมาก เสียงเพราะและทรงพลังมาก โดยเฉพาะพี่จินนี่ แค่ปรากฏตัวในฉากครั้งแรกก็เรียกเสียงปรบมือกึกก้อง แกเล่นดีมากๆ ครับเป็นจินนี่ที่เรียกเสียงหัวเราะได้ตลอดเวลา ด้านเทคนิคการโชว์ ฉากที่อาละดินพาจัสมินนั่งพรมวิเศษในยามราตรี ฉากนี้ประทับใจมากๆ ครับ ทั้งสวยงามและเหมือนเราได้ล่องลอยท่ามกลางหมู่ดาวไปกับทั้งคู่ด้วยจริงๆ นับเป็นละคร Broadway ที่เชียร์ให้ไปชมครับ (ภาพการแสดงที่เห็นมาจาก Official นะครับ ตอนแสดงเขาห้ามถ่ายรูป)

หลังจากจบโชว์ตอนสองทุ่มกว่าๆ เด็กๆ ชาร์จแบตเต็มแล้ว (ฮาาา) ก็ได้เวลาตระเวนดูแสงสีอันลือชื่อของ Time Square ช่วงนี้เด็กๆ ตาสว่าง ตื่นตาตื่นใจกับป้ายไฟสีสันจัดจ้าน ทำให้ทั้งเมืองดูสว่างไสว ถึงกับเอ่ยปากว่าชอบนิวยอร์กมากๆ อยากอยู่ที่นี่เลยครับ/ค่ะป่ะป๊า! แต่ถามพ่อกับแม่ก่อนไหมว่าจะมาอยู่ยังไง 555

แล้วทริปวันที่สองในนิวยอร์กก็จบแบบฟินๆ ไม่เชื่อดูจากรูปเอาครับ ^^

แล้วติดตามกันใหม่ในตอนต่อไป … ยังวนเวียนอยู่ใน NYC เพราะจะพาเด็กๆ เที่ยวพิพิธภัณฑ์ National Geographic Encounter, Statue of Liberty, The MET, National September 11 Memorial & Museum รับรองว่าเด็กๆ ต้องชอบ ถ้าไม่อยากพลาด อย่าลืมกดติดตามใน FB แฟนเพจ DaddyLittleThings วันนี้ขอลาไปก่อน สวัสดีคร้าบ

ตอนที่ 2 มาแล้วครับ กดไปอ่านต่อที่นี่ได้เลย ->
https://www.daddylittlethings.com/2018/10/15/17-days-family-trip-to-usa-part-2/