ได้อ่านรายงานข่าวชิ้นหนึ่งพูดถึงมลพิษในอากาศ ต้องบอกว่าน่าเป็นห่วงจริงๆ ครับ ข่าวบอกว่าปัจจุบันมีผู้ป่วยเป็นโรคภูมิแพ้หรือโรคแพ้อากาศทั่วโลกเพิ่มมากขึ้นถึง 400 ล้านคน ส่วนในประเทศไทยก็มีเด็กๆ ที่ป่วยเป็นโรคภูมิแพ้มากถึงร้อยละ 40 แล้ว ยิ่งไปกว่านั้นถ้าเด็กเล็กต้องสูดอากาศที่มีมลพิษเหล่านี้ทุกวัน ก็มีโอกาสทำให้พัฒนาการหยุดชะงัก รวมถึงเป็นสาเหตุของอาการผิดปกติต่างๆ เช่น ออทิสติก สมาธิสั้น หรือถึงขั้นสมองพิการเลยทีเดียว

แม้การควบคุมอากาศนอกบ้านอาจจะยากและแทบเป็นไปไม่ได้เลย แต่โชคดีที่ในบ้านหรือในรถ เราสามารถควบคุมได้ครับ และวันนี้ผมมีเครื่องฟอกอากาศสองรุ่นที่ได้รับการเอื้อเฟื้อจาก Atocare Thailand มาแกะกล่องลองใช้พร้อมรีวิวให้ดูกัน เพื่อไม่ให้เสียเวลา มาดูกันครับว่าเครื่องฟอกอากาศทั้งสองรุ่นนี้มีอะไรน่าสนใจบ้าง

[1] Bloom Home ตัวเล็ก ฟังก์ชันครบ

ตัวแรกคือเครื่องฟอกอากาศในบ้าน Bloom Home จุดเด่นของตัวนี้คือรูปร่างที่มีขนาดเล็กกระทัดรัด วัดสัดส่วนได้ 21.5 x 21.5 x 33.5 เซนติเมตร น้ำหนัก 1.8 กิโลกรัมสามารถหยิบย้ายไปใช้ในห้องต่างๆ ได้สบาย ในส่วนของประสิทธิภาพการทำงาน เครื่องรุ่นนี้ระบุค่า Clean Air Delivery Rate ไว้ที่ 140 m3/h ดีดเครื่องคิดเลขคำนวณแล้วจะเหมาะสำหรับห้องขนาดไม่เกิน 16-20 ตารางเมตร

Bloom Home ใช้วิธีดูดอากาศเข้าเครื่องผ่านช่องลมด้านหลังที่มีเซ็นเซอร์วัดปริมาณฝุ่นละออง PM2.5 ติดตั้งอยู่ใกล้เคียงกัน เมื่ออากาศผ่านฟิลเตอร์แล้วก็จะปล่อยออกทางด้านบนแบบ 360 องศา

ระบบฟิลเตอร์เป็นแบบกรอง 3 ชั้น มีขนาดใหญ่กินพื้นที่ประมาณ 70% ของตัวเครื่อง ด้านนอกมีติดตั้ง Pre-Filter หรือกรองหยาบคล้ายฟิลเตอร์ของเครื่องปรับอากาศไว้ด้านนอก ช่วยดักฝุ่นหรือขนสัตว์ก่อนหนึ่งชั้น ข้อดีคือสามารถถอดออกมาดูดฝุ่นออกได้ ช่วยให้ฟิลเตอร์มีอายุการใช้งานยาวนานขึ้น

ชั้นถัดไปเป็นฟิลเตอร์มาตรฐาน HEPA ที่สามารถกรองฝุ่นขนาดเล็กได้ถึง 0.3 ไมครอน (ฝุ่นละเอียดกว่าอนุภาค PM2.5) สามารถกำจัดสารก่อภูมิแพ้ในอากาศไม่ว่าจะเป็นฝุ่นละออง เกสรดอกไม้ ควัน สะเก็ดผิวหนังของสัตว์เลี้ยง ปิดท้ายด้วยฟิลเตอร์ชั้นในแบบ Activated Carbon ช่วยกำจัดกลิ่นไม่พึงประสงค์ ทั้งอาหาร ควันบุหรี่ ได้เป็นอย่างดี

มาดูฟังก์ชันการใช้งานบนตัวเครื่องกันบ้างครับ .. ปุ่มตั้งค่าการทำงานทั้งหมดจะรวมอยู่บนแผงควบคุมด้านบน วางตำแหน่งเป็นวงกลมกดใช้งานสะดวก เพื่อให้เข้าใจง่ายๆ ขออนุญาตไล่ไปทีละปุ่มเลยนะครับ

เริ่มจากปุ่มแรกบริเวณ 9 นาฬิกาจะเป็นปุ่ม Power เปิด-ปิดเครื่อง ถัดขึ้นไปตามเข็มนาฬิกาจะเป็นปุ่มเช็คอายุการใช้งานฟิลเตอร์ เมื่อกดปุ๊บจะปรากฏตัวเลขแสดง % ที่เหลือของฟิลเตอร์ซึ่งจะค่อยๆ ลดลงเรื่อยๆ ตามการใช้งาน ถัดไปคือปุ่ม Timer ตั้งเวลาปิดเครื่อง ซึ่งเครื่องรุ่นนี้สามารถตั้งเวลาปิดเครื่องได้ล่วงหน้าถึง 24 ชั่วโมงเลยทีเดียว (กดไล่ได้ตั้งแต่ 01-24) ถัดไปคือปุ่ม Light สำหรับเปิด-ปิด Air Quality Light โดยสีฟ้า=อากาศดี, สีส้ม=ปานกลาง, สีม่วง=อากาศมีมลพิษปะปน และแดง=อันตราย หรือบางคนอาจจะไม่ชอบให้มีแสงรบกวนตอนนอนก็สามารถกดปิดได้เช่นกัน

Air Quality Light สีฟ้า=อากาศดี, สีส้ม=ปานกลาง, สีม่วง=อากาศมีมลพิษปะปน และแดง=อันตราย

ถัดจากปุ่ม Light ทีนี้ก็จะเป็นปุ่มที่เกี่ยวข้องกับระบบฟอกอากาศทั้งหมดละครับ เริ่มจากปุ่ม Auto ที่จะปรับระดับความเร็วของพัดลมโดยอัตโนมัติตามสภาพแวดล้อม ปุ่ม Vita-Ion สำหรับการปล่อยไอออนหรือประจุลบในอัตราที่เหมาะสมซึ่งช่วยหลายเรื่องทั้งทำให้รู้สึกผ่อนคลาย นอนหลับได้ง่ายขึ้น (เหมือนเวลาเราไปเที่ยวป่า เที่ยวน้ำตกนั่นแหล่ะครับ) เพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวพรรณ ลดอากาศภูมิแพ้ ไมเกรน ไซนัส แต่แค่ช่วยได้ระดับหนึ่งนะครับ ไม่ใช่ว่าใช้แล้วจะไม่เป็น 100%

นอกจากความสามารถในการปล่อย Vita-Ion แล้ว ยังมีฟังก์ชัน UV ที่จะปล่อยแสงอัลตร้าไวโอเลตช่วงความยาวคลื่นเดียวกับที่ใช้ในทางการแพทย์เพื่อฆ่าเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา และไวรัสที่ลอยปะปนมาในอากาศได้ด้วย ที่เหลืออีกสองปุ่มสุดท้ายคือปุ่มปรับระดับความเร็วของพัดลม ซึ่งสามารถปรับได้ถึง 5 ระดับ โดยระดับ 1 จะเบาที่สุดจนแทบไม่ได้ยินเสียงเลย ในขณะที่ระดับ 5 เสียงจะค่อนข้างดังเหมาะสำหรับการเปลี่ยนถ่ายอากาศและกำจัดกลิ่นแบบเร่งด่วน

ส่วนตัวลองใช้แล้วรู้สึกว่าระดับ 3 ดูเหมาะกับการใช้งานไม่เบาไม่แรงจนเกินไป เปิดตลอด 24 ชั่วโมงติดต่อกันทั้งสัปดาห์ไม่มีปัญหาเครื่องร้อนหรือดับเองแต่อย่างใด ส่วนเรื่องอัตราการกินไฟ เปิดพัดลมเบอร์ 5 พร้อมฟังก์ชัน Vita-Ion, UV เครื่องจะใช้ไฟประมาณ 17.7 วัตต์ เบอร์ 1 ที่ 2.5 วัตต์ และเบอร์ที่น่าจะได้ใช้กันบ่อยๆ คือเบอร์ 3 ใช้พลังงานแค่ 6.6 วัตต์เท่านั้นครับ

[2] Bloom Car อากาศสดชื่นแค่กดปุ่ม

มาต่อกันที่ Bloom Car ซึ่งเป็นเครื่องฟอกอากาศที่ออกแบบมาสำหรับการใช้งานในรถยนต์โดยเฉพาะ ถ้าใครเคยถอดไส้กรองแอร์ในรถออกมาเปลี่ยน จะรู้ดีว่าอากาศในรถนั้นไม่ได้สะอาดอย่างที่คิดครับ ที่แย่ไปกว่านั้นคือรถบางรุ่นบางยี่ห้อไม่มีไส้กรองแอร์ติดตั้งมาด้วย ทีนี้ทั้งมลพิษภายนอกที่เล็ดลอดเข้ามารวมกับอากาศที่หมุนเวียนในรถซึ่งคุณและลูกๆ สูดหายใจเข้าไปกลายเป็นภาระหน้าที่ของไส้กรองมนุษย์อย่างเยื่อบุโพรงจมูกและปอดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ส่วนตัวแล้วมองว่าเครื่องฟอกอากาศภายในรถเป็นอุปกรณ์ที่น่ามีไว้ใช้งาน และลดความเสี่ยงจากการสูดดมมลพิษและอากาศที่ไม่หมุนเวียน โดยเฉพาะใครที่ต้องใช้เวลาอยู่ในรถนานๆ รวมไปถึงมีผู้โดยสารเป็นเด็กน้อย ซึ่ง Bloom Car ก็ตอบโจทย์ด้วยการออกแบบตัวเครื่องมาในขนาดกระทัดรัดไม่ต่างจากแก้วกาแฟ วัสดุเป็นอลูมีเนียมดูดีมีราคา ทนทาน ไม่แตกหักง่าย

ระบบกรองอากาศของ Bloom Car ใช้พัดลมคุณภาพสูงร่วมกับฟิลเตอร์ HEPA ที่สามารถกรองฝุ่นละเอียดได้ถึง 0.3 ไมครอน ด้านบนของฟิลเตอร์ยังมี Activated Carbon ที่ช่วยกำจัดกลิ่นอับ กลิ่นบุหรี่ตกค้าง หรือกลิ่นอาหาร ภายในรถได้เป็นอย่างดีด้วย

การใช้งานไม่มีอะไรซับซ้อนแค่เสียบอะแดปเตอร์เข้ากับที่จุดบุหรี่ แล้วสัมผัสปุ่มเปิดเบาๆ ด้านบน เครื่องก็จะเริ่มทำงานโดยจะปรากฏไฟแสดงผลเป็นวงแหวนสีฟ้าดูหรูหรา สามารถปรับระดับความแรงได้ 2 ระดับโดยการสัมผัสปุ่มโหมด Low/High

ด้วยความที่มันมีขนาดกะทัดรัดและไม่ต้องใช้การติดตั้งอะไรที่วุ่นวาย แค่เสียบสายกับที่จุดบุหรี่ การย้ายไปมาระหว่างรถหลายๆ คันกรณีที่บ้านมีสลับกันใช้จึงทำได้สะดวก แค่นี้ทั้งคุณและครอบครัวก็จะได้สูดอากาศสดชื่นตลอดการเดินทางแล้ว

สรุปปิดท้าย
อย่างที่บอกไปตอนต้นครับว่าเราคงไม่สามารถควบคุมอากาศนอกบ้านได้ แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่คนที่เรารักกลับมาบ้าน หรือต้องเดินทางไปไหนมาไหนด้วยรถยนต์ส่วนตัว ก็สามารถมั่นใจได้ว่าอากาศที่หายใจเข้าไปเป็นอากาศที่สะอาดสดชื่น จากที่ได้ทดลองใช้ เครื่องฟอกอากาศทั้งสองรุ่นมีฟิลเตอร์คุณภาพดี Bloom Home เหมาะสำหรับการใช้งานในห้องขนาดไม่ใหญ่มาก เช่น ห้องนอนเด็ก ห้องครัว ส่วน Bloom Car สำหรับฟอกอากาศในรถก็รู้สึกได้เลยว่าอากาศสะอาดสดชื่นขึ้น สามารถกำจัดกลิ่นอาหารได้จริง (ลูกๆ ผมชอบกินหมูปิ้งมาก เครื่องนี้เอาอยู่) สังเกตฝุ่นที่ตกลงบนแผงคอนโซลมีน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด

อ้อ! เกือบลืมเรื่องราคา สำหรับ Bloom Home ราคาปกติ 12,900 และ Bloom Car ราคาปกติ 4,990 แต่ช่วงนี้ทางเพจ Atocare Thailand มีจัดโปรโมชั่นอยู่ ใครสนใจลองเช็คราคาพิเศษล่าสุดกันดูได้

สุดท้ายต้องขอขอบคุณบริษัท Atocare Thailand ที่ส่งผลิตภัณฑ์มาให้ทดลองใช้ในครั้งนี้ครับ