IMG_54957178393122อย่าเพิ่งหงุดหงิดหัวเสีย ปัญหาพี่น้องทะเลาะกัน เป็นเรื่องปกติสามัญที่ต้องเจอทุกบ้านครับ เอาง่ายๆ ขนาดเราเองที่เป็นพ่อเป็นแม่ มีวุฒิภาวะมากกว่า ก็ยังมีช่วงเวลาไฟท์กันเลย (จริงไหม?)

ความจริงแล้วปัญหานี้เหมือนจะไม่มีอะไร ก็แค่บอกคนพี่ให้เสียสละ รักน้อง ก็จบ! แต่หารู้ไม่ว่านั่นแหล่ครับจะยิ่งทำให้ปัญหามันบานปลายงอกเงยกันไปใหญ่

จากการเป็นลูกคนเดียว ได้ความรัก รับการเอาอกเอาใจประคบประหงม เป็นคนสำคัญอันดับหนึ่ง อยู่ๆ มีคนที่เราเรียกว่า ‘น้อง’ มาแย่งความรักไปหน้าตาเฉย ลองคิดเอาเองละกันว่าถ้าเป็นเราบ้างจะรู้สึกอย่างไร

จะบอกว่าวิธีการเลี่ยง หรือลดปัญหาพี่น้องทะเลาะกัน ต้องเริ่มตั้งแต่เนิ่นๆ ตอนที่คุณแม่เริ่มตั้งครรภ์น้องกันเลยทีเดียว ไม่ใช่น้องออกมาแล้ว เพิ่งจะมาบอกให้รักน้อง ดูแลน้อง ฝันไปเถอะ ^^

ในช่วงตั้งครรภ์ หมั่นบอกลูกคนโตให้รู้ว่าเขากำลังจะมีน้องเล็กๆ และเป็นน้องของเขา ลองให้พี่สัมผัสและรู้สึกถึงน้องในท้อง เช่น เวลาน้องเตะ และรับรู้ไปเรื่อยๆ แอบตีเนียนอธิบายว่าตอนที่เขาอยู่ในท้องก็ดูแลอย่างดีแบบนี้เหมือนกัน อาจจะลองเล่านิทานที่มีตัวละครที่เป็นพี่น้อง จะทำให้เขาเข้าใจได้เร็วขึ้น

แน่นอนครับ ช่วงเวลาสำคัญคือตอนที่น้องเกิดมาใหม่ๆ แม้เราจะเตรียมตัวมาอย่างดีแล้ว แต่เด็กซึ่งตอนนี้กลายเป็น ‘ผู้พี่’ แล้วก็อาจมีปฏิกิริยาให้เห็นบ้าง เพราะเป็นครั้งแรกที่เข้ารู้สึกว่าต้องถูกแบ่งความรักความเอาใจใส่ ไม่ได้ให้เวลากับเขาคนเดียวเหมือนเดิมอีกต่อไป

ขั้นตอนนี้ยากที่สุดครับ ต้องพยายามสังเกตอารมณ์ความรู้สึกให้ดี คุณพ่อคุณแม่ (รวมถึงคนในบ้าน) ต้องไม่เห่อน้องเกินงาม ให้ความสนใจกับคนพี่บ้างตามสมควร ถ้าแม่ต้องดูแลน้อง พ่อก็ควรมาเล่นกับพี่

ถึงตอนที่น้องเริ่มโต เริ่มเล่นด้วยกันได้ ปัญหาแย่งของเล่นก็จะตามมา  ลองสังเกตอยู่ห่างๆ (ยกเว้นกรณีลงไม้ลงมือกันรุนแรง) แอบดูวิธีการจัดการการทะเลาะด้วยตัวพวกเขาเองก่อน แต่ถ้าเริ่มหยิก ตี เตะ ขว้างของใส่กัน ผมจะรีบจับแยกและบอกด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า ไม่ควรทำแบบนี้ ตีกันแบบนี้ต้องหยุดเล่นก่อน ไม่ตีกันเมื่อไหร่ค่อยมาเล่นกันใหม่ ที่สำคัญคือไม่ตัดสินว่าใครผิดใครถูก แต่ให้ใช้วิธีการสะท้อนความรู้สึกเข้าอกเข้าใจของแต่ละคนแทน (อย่าลืมรอให้อารมณ์เย็นก่อนนะ)

ควรใช้คำพูดประมาณว่า “พ่อรู้ว่า โมโม่โกรธ ที่น้องทำรถโมโม่ล้อหลุด โมโม่คงเสียใจเพราะโมโม่รักของเล่นชิ้นนี้มาก พ่อเข้าใจ แต่มันซ่อมกลับเหมือนเดิมได้นะ มาลองช่วยกันมั้ย”

ไม่ควรใช้คำพูด “โธ่ มามิไม่ได้ตั้งใจหรอก น้องยังเด็ก ไม่ค่อยรู้เรื่อง ไปโกรธน้องทำไม” เพราะถ้าพูดแบบนี้จะยิ่งทำให้คนพี่รู้สึกว่าไม่เข้าใจเขา และจะรู้สึกต่อต้านหนักข้อขึ้นในอนาคต

แต่ถ้าทะเลาะกันไม่มาก หรือเราเริ่มสังเกตเห็นลางว่าเดี๋ยวต้องทะเลาะกันแน่ๆ ผมจะใช้วิธีเบี่ยงเบนความสนใจ เช่น ชวนอีกคนไปเล่นอย่างอื่น เลี่ยงอย่าเพิ่งให้เจอกันสักพัก เดี๋ยวก็ลืมและกลับมาเล่นด้วยกันใหม่เหมือนเดิม

อย่ากังวลมากไปเวลาลูกๆ ทะเลาะกัน (เพราะธรรมชาติยังไงก็ทะเลาะ) สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ควรทำก็คือมีวิธีการจัดการที่เหมาะสม มีกำหนดกฏกติกาของบ้านและบอกเด็กๆ ให้ชัดเจน เช่น บ้านเรา ไม่ว่าใคร ก็ห้ามใช้กำลังต่อกัน ห้ามตี เตะ ต่อย กัน ฯลฯ ที่สำคัญอย่าเผลอทะเลาะกันให้เด็กเห็นเสียเองหล่ะ!

ต่อไปนี้คือแนวทางการลดปัญหาการทะเลาะเบาะแว้งของเด็กๆ และบทบาทหน้าที่ของคุณพ่อคุณแม่ที่เหมาะสมที่นักจิตวิทยาได้รวบเป็นประเด็นแนะนำไว้

1. ความอิจฉาเป็นเรื่องธรรมชาติ
ความรู้สึกอิจฉาระหว่างลูกสองคนถือเป็นเรื่องปกติ ซึ่งเกิดได้ตั้งแต่เด็กอายุได้ 2 ขวบ อย่างไรก็ตาม มีงานวิจัยระบุว่า ความรู้สึกอิจฉาของเด็กนั้นอาจให้ประโยชน์แก่เด็ก โดยเป็นเครื่องบ่งชี้ถึงภาวะพยายามเข้าใจตนเองของเด็ก ซึ่งไม่มีปัจจัยอื่นที่จะทำให้ปัญหาระหว่างเด็กแย่ลงได้อย่างเฉียบพลัน นอกเสียจากการเข้าไปขัดขวางหรือควบคุมทุกความขัดแย้งของเด็กโดยพ่อแม่ ดังนั้น พ่อแม่ จึงควรให้เด็กๆ ได้เรียนรู้และจัดการปัญหาระหว่างพี่น้องด้วยตนเอง เรามีหน้าที่เฝ้าสังเกตและดูแลความปลอดภัยอย่างใกล้ชิด โดยจะต้องพร้อมเข้าไปไกล่เกลี่ยหากการทะเลาะนั้นเริ่มรุนแรงและถึงเนื้อถึงตัว

2. มีช่วงเวลาที่แยกกันบ้าง
พี่น้องควรมีช่วงเวลาที่ต้องแยกกันบ้าง ถือเสียว่าเป็นการเรียนรู้ที่จะอยู่ด้วยตัวคนเดียวลำพัง กรณีทะเลาะกันรุนแรง การจับลูกแยกกันถือเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะใช้ดับอารมณ์โกรธและอิจฉาของลูกลง และเมื่อลูกแยกจากกันแล้ว พ่อแม่ควรใช้เวลาพูดคุยกับลูกแต่ละคน เพื่อให้เข้าใจปัญหาและความรู้สึกของลูก รวมถึงแนะนำวิธีการรับมือกับปัญหาในครั้งต่อๆไป

3. ฝึกคิดแก้ปัญหาด้วยตัวเอง
หลังจากจับลูกแยกกันและรอจนอารมณ์เย็นลงแล้ว เริ่มพูดคุยด้วยเหตุผล ให้โอกาสลูกได้พูดทีละคน ที่สำคัญต้องไม่เลือกเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง จากนั้นลองให้ลูกฝึกการคิดแก้ปัญหา ว่าจะแก้ปัญหานี้ได้อย่างไร โดยกระตุ้นให้เด็กออกความเห็นก่อน (ถ้าคิดไม่ออกค่อยๆ ไกด์ได้) เมื่อได้ข้อตกลงในการแก้ปัญหาแล้ว ให้ลูกทำตามวิธีนั้น วิธีการนี้ลูกๆจะได้เรียนรู้ที่จะแก้ไขปัญหาได้เอง

4. ลูกทุกคนคือคนพิเศษ
ลูกคนใดคนหนึ่งจะเรียกร้องความสนใจจากพ่อแม่เสมอเมื่อรู้สึกว่าตัวเองถูกเมินเฉย บางครั้งอาจเรียกร้องความสนใจด้วยพฤติกรรมแปลกๆ และไม่เหมาะสม ดังนั้นควรทำให้พวกเขารู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่าและเป็นคนพิเศษของพ่อแม่เท่ากัน ควรแบ่งช่วงเวลาสั้นๆ เพื่อใช้เวลาตามลำพังกับลูกแต่ละคน อาจจะเป็นการออกไปเดินเล่น ขี่จักรยาน หรือเล่านิทานก่อนนอน