ef-flbl_01

พักหลังมานี้ หลายคนคงเคยได้ยินเรื่องของ ‘แสงสีฟ้า’ ที่บอกว่าเป็นอันตรายต่อสายตา และมีผลิตภัณฑ์ต่างๆ ออกมาเพื่อช่วยป้องกันอันตราย

ถามว่าเจ้าแสงสีฟ้านี่มันเพิ่งมีหรอ?
ทำไมก่อนหน้านี้ไม่เห็นมีใครเคยพูดถึงเลย?
แล้วที่วันนี้มีการพูดถึงกัน มันอันตรายขนาดไหนกันนะ?

ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักกับ ‘แสงสีฟ้า’ กันก่อน (หรือถ้ากลัวหลับ ก็ข้ามไปช่วงท้ายๆ ได้เลยครับ ^^)

ปกติแล้วแสงที่เราเห็นซึ่งเป็นแสงสีขาวนั้นเกิดจากการรวมกันของแสงสีอื่นๆ (หรือที่เด็กๆ เราเคยเรียนทฤษฏีสี การใช้ปริซึมแยกแสงเป็นสีรุ้ง) ซึ่งแสงสีทั้งหมดถูกแบ่งออกเป็น 3 แสงหลักคือ แสงสีแดง แสงสีเขียว และแสงสีน้ำเงิน หรือ ‘RGB’

สิ่งที่มนุษย์เรามองเห็นได้ก็คือแสง แสงไปตกกระทบวัตถุเราถึงเห็นวัตถุนั้น ถ้าไม่มีแสงเราก็มองไม่เห็น แสงโดยทั่วไปที่เราคุ้นเคยกันดีที่สุดก็คือแสงอาทิตย์ ซึ่งมีลักษณะเป็นแสงสีขาว

แสงสีขาวนี้เป็นแสงที่เกิดจากการผสมของแสงอื่นรวมกัน แสงอื่น ๆ ที่ว่าก็แสงสีรุ้งนั่นแหละ ถ้าสีรุ้งรวมกันก็จะกลายเป็นแสงสีขาว แต่แสงสีรุ้งนี้สามารถจัดหมวดเป็นแสงหลัก 3 แสง คือ แสงสีแดง แสงสีเขียว และแสงสีน้ำเงิน หรือ RGB นั่นเอง

ทั้งนี้แสง ก็จัดเป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าชนิดหนึ่ง เหมือนกับ คลื่นวิทยุ คลื่นไมโครเวฟ รังสีอินฟราเรด รังสียูวี ฯลฯ ที่เรารู้จักกันอยู่แล้ว

แสงสีฟ้า เป็นแสงที่มีพลังงานสูง ครอบคลุมช่วงความยาวคลื่น 380-500 นาโนเมตร มีการกระจัดกระจายได้มากกว่าความยาวของคลื่นที่มองเห็น นั่นคือเหตุผลว่าทำไมเรามองเห็นท้องฟ้าสดใสเป็นสีฟ้า แสงสีฟ้ายังเกิดจากแหล่งกำเนิดแสงเทียมมากมาย เช่นเดียวกับการรับแสงแดดโดยตรง

og-yblp01_02

 

ถามว่าทำไมแสงที่มองเห็นได้และมีกำลังแรงจึงมีอันตราย?
แสงที่มองเห็นได้และมีกำลังแรงเป็นส่วนที่มีพลังมากที่สุดของสเปกตรัมแสงที่เรามองเห็นได้ และทำให้มีผลเสียต่อจอประสาทตา ในขณะที่แสงดังกล่าวไม่ได้ถูกบดบังโดยตัวกรองทางสรีรวิทยา เช่น น้ำตาที่เคลือบแก้วตา กระจกตา แก้วตาและน้ำหล่อเลี้ยงตา ยกเว้นเมื่อคุณมีอายุในระดับหนึ่ง

คุณสามารถทดลองด้วยตัวเองว่าทฤษฎีนี้เป็นจริงหรือไม่ โดยการสังเกตอาการเหล่านี้?

1. เวลาจ้องมองแสงสีขาวนานๆ จะปวดตากว่าแสงที่ออกโทนส้ม
2. อ่านหนังสือบนกระดาษสีขาว ก็ปวดตากว่ากระดาษถนอมสายตาที่ออกโทนเหลือง

เหตุผลที่การมองสีขาวมักทำให้ปวดตาหรือแสบตากว่า ก็เพราะแสงสีขาวที่มีแสงสีฟ้าเป็นส่วนประกอบนั่นเอง

จะเห็นได้ว่า แสงสีฟ้ามีมานานแล้ว แต่สาเหตุที่มีการตื่นตัวในช่วงหลังนี้ ก็เพราะพฤติกรรมการใช้งานอุปกรณ์สื่อสารโดยเฉพาะบรรดาโทรศัพท์มือถือและแท็บเล็ตที่เปลี่ยนไปอย่างมาก ทุกวันนี้เราใช้สายตาไปกับการเพ่งมองหน้าจอขนาดเล็กแทบจะตลอดเวลา

จนถึงขั้นเลยเถิดกลายเป็น ‘สังคมก้มหน้า’

ส่วนวิธีป้องกันนั้น กระจกหรือฟิล์มกันรอยที่มีคุณสมบัติในการ‘ตัดแสงสีฟ้า’ หรือจอภาพที่มีเทคโนโลยี Eye-care โน่นนั่นนี่ก็พอช่วยได้ระดับหนึ่ง

แต่การใช้สมาร์ทโฟนอย่างพอดี เงยหน้ามองผู้คนหรือภาพรอบตัวบ้าง  น่าจะเป็นวิธีป้องกันที่ดีที่สุด
.. แถมยังไม่ต้องลงทุนอะไรเลยครับ