eatingbaby1

สามสัปดาห์ก่อน น้องมามิป่วยเป็นโรค ‘มือ เท้า ปาก’ เล่นเอางงกันทั้งบ้าน เพราะวันทั้งวันน้องก็อยู่บ้าน ยังไม่ได้ไปเนอร์สเซอรี่หรือโรงเรียนที่ไหน

จึงลองทบทวนดูว่า อะไรคือสาเหตุ ซึ่งเป็นไปได้แค่สองอย่าง หนึ่ง น้องไปติดเชื้อจากโรงพยาบาลตอนไปพบคุณหมอจากการเป็นหวัดน้ำมูกไหล สอง การป้อนอาหารที่ผิดวิธี ที่ผู้ใหญ่ทั้งหลายชอบใช้มือหยิบอาหารป้อนเข้าปากน้อง

สุดท้ายไม่ว่าจะสาเหตุอะไร ก็ต้องเสียค่ารักษาพยาบาลไปหลายหมื่น T-T

ว่าแล้วเพื่อเป็นอุทาหรณ์สำหรับคุณพ่อคุณแม่คนอื่นๆ ลองสังเกตพฤติกรรมของตัวเอง หรือผู้ใหญ่ในบ้าน ว่าเสี่ยงต่อการนำเชื้อโรคเข้าปากน้องหรือเปล่า ลองมาดูข้อมูลว่าพฤติกรรมการกินแบบไหน ถึงอาจทำให้เด็กๆ ได้รับเชื้อโรคเข้าไปในร่างกายโดยที่เราอาจเผลอหรือไม่ทันระวังตัว

ปากถึงปาก
เวลาเห็นแม่นกป้อนอาหารลูกนก จากปากถึงปากก็ดูน่ารัก น่าอบอุ่นใจ ซะจริงๆ แต่อย่าได้หยิบยกความน่ารักแบบนี้มาใช้กับลูกรักของเราเลย เพราะการส่งอาหารแบบปากถึงปากสามารถถ่ายทอดเชื้อโรคจากคนป้อนสู่เด็กๆ ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเคี้ยวอาหารให้ การกัดแบ่งอาหารด้วยปากของ คุณพ่อคุณแม่ การอมเพื่อช่วยบรรเทาความร้อน หรือล้างรสชาติของอาหาร นั้นๆ ก่อนป้อนให้เด็กๆ กิน เป็นต้น

ใช้อุปกรณ์การกินร่วมกัน
ส่วนใหญ่คุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกใน วัยเล็กมักจะกินข้าว หรือดื่มน้ำไปพร้อมๆ กับลูก เช่น เวลาไปร้านข้าวหรือก๋วยเตี๋ยว ก็มักสั่งมา 1 จาน แล้วตักป้อนกินไปพร้อมกันกับลูก โดยใช้ช้อน ส้อม หรือตะเกียบชุดเดียวกัน พอถึงเวลาดื่มน้ำก็ใช้แก้วเดียวกันหรือใช้หลอดดูดด้วยกัน การแพร่เชื้อทางน้ำลายจึงเกิดขึ้นได้อย่างง่ายดาย

ใช้ของกินร่วมกัน
การนั่งกินข้าว กินขนม สังสรรค์ในมื้ออาหารพร้อมหน้าพร้อมตาในครอบครัวเป็นสิ่งที่ดี แต่หากกินร่วมกันโดยต่างคนต่างใช้ช้อนส้อมของตัวเองตักอาหารกิน โดยไม่ใช้ช้อนกลาง หรือบางคนมักมีพฤติกรรมดูดตะเกียบ จากนั้นก็ใช้ตะเกียบ ไปคีบ เขี่ยอาหาร หรือจุ่มในน้ำจิ้ม ที่กินร่วมกัน หรือแม้กระทั่ง การดูด เลีย กินไอศกรีมแท่งเดียวกัน พฤติกรรมเหล่านี้ล้วนเพิ่มความเสี่ยงต่อการป่วยเป็นโรคที่ติดต่อกันผ่านทางน้ำลายได้

มือถึงปาก
อันดับแรกต้องถามก่อนว่าแน่ใจแล้วหรือว่ามือของคุณพ่อคุณแม่สะอาด ปราศจากเชื้อโรค เมื่อได้คำตอบว่าล้างมือแล้ว สะอาดแน่นอน ทีนี้มาดูกันต่อว่า คุณพ่อคุณแม่มีพฤติกรรมดูดหรือกินอาหารที่นิ้วมือตัวเองระหว่างป้อนของกินให้ลูกหรือไม่ เพราะเชื้อที่ปนเปื้อนอยู่ในน้ำลายอาจเข้าไปสู่ร่างกายของเด็กๆ ได้

1382799_10152816534104832_8907227072489795526_n

เมื่อได้ทราบถึงพฤติกรรมเสี่ยงที่ทำให้เด็กๆ ได้รับเชื้อโรคจากการกินอาหารแล้วคุณพ่อคุณแม่ก็ควรหลีกเลี่ยงและควรปฏิบัติตัว ดังนี้
– ใช้การปั่น บี้ ครูดผ่านตะแกรง สับ หรือต้มเคี่ยวจนเปื่อย เมื่อต้องการให้อาหารมีลักษณะ ในแบบที่ต้องการและเหมาะกับพัฒนาการเคี้ยวกลืนของลูก

– จัดหาภาชนะหรืออุปกรณ์การกินสำหรับเด็กๆ โดยเฉพาะ ไม่ว่าจะเป็นจาน ชาม ช้อน ส้อม ตะเกียบ หรือแก้วน้ำ เพื่อที่เวลากินอาหารคุณพ่อคุณแม่จะได้ตักแบ่งใส่ชามของลูกได้ อีกทั้งขนาดก็จะพอเหมาะกับมือและปากของลูกในการตักกิน

– หากออกไปกินข้าวนอกบ้าน คุณพ่อ คุณแม่อาจพกชุดชาม อุปกรณ์ในการกินสำหรับเด็กๆ ไปเอง หรืออาจขอชุดชามจากทางร้านมาเพิ่ม เพื่อให้เด็กๆ มีช้อนหรือแก้วน้ำกินเป็นของตัวเอง

– ใช้ช้อนกลางตักแบ่งอาหารทุกครั้ง

– ล้างมือให้สะอาดทั้งก่อนและหลัง กินอาหาร

– ทำความสะอาดพร้อมดูแลช่องปาก และฟันให้มีสุขภาพดีอยู่เสมอ

แม้ว่าคุณพ่อคุณแม่จะยืนยันเสียงแข็งว่าไม่ได้ป่วยเป็นโรคหรือติดเชื้อใดๆ แต่อย่าลืมว่าภูมิคุ้มกันเชื้อโรคในร่างกายของผู้ใหญ่และเด็กแตกต่างกัน ในขณะที่เด็กจะมีภูมิต้านทานต่ำกว่าผู้ใหญ่ จึงทำให้เมื่อเชื้อโรค หรือเชื้อแบคทีเรียต่างๆ เข้าไปในร่างกาย อาการติดเชื้อหรือไม่สบายจึงแสดงออกมาให้เห็น

———-
ขอบคุณข้อมูลจากนิตยสาร Mother & Care