IMG_2051

เชื่อว่าทุกท่านที่มีลูก อยากที่จะเก็บภาพความทรงจำของเจ้าตัวน้อยเอาไว้ในทุกๆ อิริยาบท ไม่ว่าจะเป็นรอยยิ้ม ขณะกำลังหัวเราะ หรือโมเมนท์ที่ร้องไห้ เพราะเมื่อเวลาผ่านพ้นไปแล้ว ภาพเหล่านี้จะมีคุณค่าและไม่มีวันย้อนกลับไปถ่ายได้อีก 

แต่ปัญหาใหญ่ก็คือ ถ่ายเท่าไหร่ ก็ดูเบลอ ไม่ชัด ไม่สวยซักที … ผมเองก็เคยประสบปัญหานี้ แต่วันนี้พอจะจับทางได้แล้วว่าต้องทำอย่างไร เลยขออนุญาตนำข้อมูลมาบอกต่อครับ

อันดับแรกที่สำคัญและขาดไม่ได้เลยก็คือ ‘กล้อง’
ปัจจุบันถือว่าโชคดีมากที่กล้องมันเป็นดิจิตอลหมดแล้ว ข้อดีที่หาไม่ได้ในกล้องฟิล์มเหมือนในสมัยก่อนคือสามารถถ่ายรัวได้ไม่ยั้ง (มาคัดภาพเอาทีหลัง)

หลายคนถามว่าจะซื้อกล้องรุ่นไหนดีที่เหมาะกับถ่ายเด็กที่สุด ผมแนะนำอย่างนี้ครับว่า กล้องรุ่นไหนก็ได้ที่สามารถจับโฟกัสได้ไว และมีฟังก์ชันถ่ายภาพแบบต่อเนื่องได้ (ยิ่งเร็วยิ่งดี) นอกจากนี้ควรคำนึงถึงความสามารถในการรับแสง คือมีรูรับแสงกว้างๆ เพราะบางสถานการณ์เช่น ถ่ายเด็กทารก เราไม่สามารถใช้แฟลชได้ หรือกล้องสามารถปรับ ISO ได้สูงๆ โดยไม่มีผลกระทบกับคุณภาพของภาพมากนัก …

ซึ่งทั้งหมดที่กล่าวมาสามารถพบได้ง่ายในกล้องแบบ DSLR …

แต่ก็ใช่ว่ากล้องคอมแพคจะใช้ไม่ได้เลยนะครับ ปัจจุบันมีหลายตัวที่มีความสามารถเทียบชั้น DSLR ได้ แถมยังได้เปรียบเรื่องขนาดที่พกพาได้ง่ายกว่า ทำงานได้เงียบกว่า (ไม่มีเสียงแกร๊บๆ จากการลั่นชัตเตอร์) หรือจะขยับสูงขึ้นเป็นกล้องที่เรียกว่า Mirrorless ที่โฟกัสไว ประสิทธิภาพสูงแต่ราคาก็จะสูงขึ้นไปอีกพอสมควร … อย่างไรก็ตาม หากใครงบน้อยก็ไม่ต้องกังวล เพราะกล้องระดับต่ำกว่าหมื่น ก็พอถ่ายไหว แต่อาจต้องใช้ความสามารถในการควบคุมสภาพแสงแวดล้อมให้ดีพอสมควร (เหนื่อยหน่อย) เพราะถ้าแสงดี ต่อให้เป็นกล้องมือถือก็ถ่ายสวยได้ครับ

IMG_0881_2

ส่วนเทคนิค(ส่วนตัว)นั้น ผมจะปรับโหมด Drive ให้เป็นแบบถ่ายต่อเนื่อง ปรับรูรับแสงให้กว้างเข้าไว้ ตั้งค่า ISO ให้เหมาะสม หรือสูงที่สุดเท่าที่กล้องจะอำนวย (แบบไม่มี Noise มากวนภาพ) ในกรณีที่ต้องถ่ายในห้องที่แสงน้อยหรือแสงสลัว ซึ่งชัตเตอร์สปีดแนะนำว่าไม่ควรต่ำว่า 1/60s จากนั้นก็รัวถ่ายไปเรื่อย จนกว่าจะพอใจ

เอาหล่ะ เมื่อมีกล้องแล้ว อย่างที่สองคือ
ต้องทำความเข้าใจธรรมชาติของเด็กในแต่ละช่วงวัย ซึ่งหลักๆ แล้วจะมีอยู่ 3 ช่วงคือ วัยทารก วัยเด็กเล็ก วัยเด็กโต แต่ละวัยจะมีความซุกซนแตกต่างกันไป ซึ่งเทคนิคการถ่ายก็จะต่างกันไปด้วยเช่นกัน

สำหรับการถ่ายภาพเด็กทารก-เด็กเล็ก ให้งดใช้แฟลชเด็ดขาด เพราะแสงแฟลชแรงไปสำหรับดวงตาอันบอบบาง ไฟช่วยโฟกัสสีแดงๆ ในกล้องคอมแพคก็ควรปิดด้วย ส่วนกล้อง DSLR ก็ใช้โหมดแมนนวล หมุนหาโฟกัสเองดีกว่า นอกนั้นก็แค่เลือก ISO สูงๆ และตั้งความเร็วชัตเตอร์ให้สูงไว้ แค่นี้ก็น่าจะได้ภาพสวยๆ แล้ว

เด็กโตขึ้นมาหน่อย ซนมากขึ้น ยุกยิกไม่ยอมอยู่นิ่ง ให้ปรับสปีดชัตเตอร์สูงๆ เข้าไว้ เช่น 1/250s หรือ 1/500 จะได้แคนดิดได้สะดวก หรือถ้ายอมยืนถ่ายแต่โดยดีแต่ฉากหลังไม่สวย ก็ให้ปรับรูรับแสงกว้างๆ เข้าไว้ ฉากหลังจะได้เบลอ ลดความรกรุงรังของภาพ

ลองเทคนิคส่วนตัวหมดแล้ว ถ้าภาพยังไม่สวย อย่าว่ากันนะครับ 😉

ทีนี้เราลองมาดูคำแนะนำดีๆ จากช่างภาพมืออาชีพกันบ้างครับ
เธอคนนี้มีชื่อว่า Summer Lyn ที่เราเคยได้เห็นภาพถ่ายเด็กทารกน่ารักๆ ที่ถูกนำมาแชร์ต่อๆ กันบนอินเทอร์เน็ต เธอได้โพสเทคนิคเกี่ยวกับการถ่ายภาพเด็กอ่อน เด็กวัยหัดเดิน และเด็กโต เอาไว้ในเฟซบุ๊กของเธอ (https://www.facebook.com/pages/Summer-Lyn-Photography-Newborn-Child-and-Family-Photography/85333952873?hc_location=timeline)

เนื้อหายาวหน่อย แต่เชื่อว่ามีประโยชน์มากๆ ครับ ตบท้ายยังมีเทคนิคแบบมืออาชีพมาฝากด้วยนะเออ

…………………………………………………………………………………………………………………………
“ลูกฉันเจอฉันทุกวัน เพราะอย่างนั้น ไม่ว่าฉันจะทำอะไรก็ไม่ได้เป็นเรื่องใหม่หรือน่าสนใจสำหรับพวกเขาเลย” ซัมเมอร์กล่าว และแน่นอนที่สุด ว่าการให้ความสนใจเป็นกุญแจดอกแรกและสำคัญที่สุดที่ทำได้ภาพถ่ายที่ดี

ซัมเมอร์กล่าวว่า โชคดีที่มันเป็นงานส่วนที่ง่ายที่สุดของเธอเพราะมันเป็นไปเองตามธรรมชาติ “เด็กอ่อน เด็กหัดเดิน เด็กโต อาจมองผ่านคุณไปเลย ถ้าคุณไม่สนใจในตัวเขา เวลาคนถามฉันว่า ‘คุณทำได้ยังไง?’ ฉันจะบอกพวกเขาทุกครั้งว่า ‘แค่ทำความรู้จักกับเด็กๆ พวกเขาสนุกสนาน และน่าทึ่ง ถ้าคุณทำความรู้จักกับพวกเขา คุณก็จะจับภาพเขาได้”

“ฉันมักเข้าหาเด็กๆ พร้อมกล้อง” ซัมเมอร์กล่าว “ฉันจะมีกล้องที่มือหรือคล้องคอไว้ตลอดเวลาตั้งแต่เดินออกจากรถที่บ้านพวกเขาเลย ไม่ใช่ว่าพอฉันอยู่กับเด็กๆ ทำความรู้จักกับพวกเขาอยู่ แล้วจู่จู่ก็ดึงกล่องสีดำตัวใหญ่ๆ ออกมาต่อหน้าพวกเขา ฉันมีกล้องให้พวกเขาเห็นตลอด ทำให้พวกเด็กๆ รู้ว่ากล้องเป็นส่วนหนึ่งของฉัน”

เป็นข้อเท็จจริงที่สำคัญมาก ที่การมีกล้องอยู่ในสายตานั้นทำให้เธอดูน่าสนใจในสายตาเด็กได้ “ส่วนหนึ่งของการมีกล้องอยู่กับตัวตลอด คือ ทำให้เด็กอยากรู้เกี่ยวกับตัวฉัน “ผู้หญิงคนนี้เป็นใครกัน? เธอทำอะไรอยู่นะ?”

แม้กล้องจะวางให้เห็นอย่างเปิดเผย แต่เธอจะให้เวลาเด็กๆ ทำความรู้จักเธอสักระยะหนึ่งก่อนที่เธอจะเริ่มถ่ายภาพ “ฉันให้เวลาพวกเขา เป็นเวลาอุ่นเครื่องเพื่อสร้างความไว้วางใจ ความไว้วางใจต้องมาเป็นอันดับแรก”

นอกจากนั้น ยังมีเรื่องจังหวะเวลา “ฉันต้องทำงานตามตารางเวลาของเด็ก จำเป็นต้องรู้ว่าเด็กจะงีบตอนไหน ถ้าเด็กงีบตอนบ่ายโมงและตื่นตอนบ่าย 2.30 จากนั้นเด็กมีเวลาทานอาหารกลางวันและพร้อมให้ถ่ายภาพได้ เด็กจะไม่เหนื่อยและกินอาหารจนอิ่มแล้ว นั่นเป็นเรื่องพื้นฐาน การกำหนดเวลา [สำหรับการถ่ายภาพ] จะต้องเป็นช่วงเวลาที่เด็กทารกได้นอนหลับพักผ่อนเพียงพอและทานอาหารอิ่มแล้วเสมอ หรือไม่เช่นนั้น คุณจะต้องผจญกับอารมณ์เกรี้ยวกราดหรือความโมโหของเด็ก”

อีกทั้ง ยังมีเรื่องสถานที่ การถ่ายภาพในบ้านของคนในครอบครัวนั้นช่วยได้มาก “มันเป็นสิ่งที่ทำให้เด็กรู้สึกสบายใจ คุณอยากให้พวกเขาโชว์บ้านของเขาให้คุณดู ดังนั้น พวกเด็กๆ จึงรู้สึกสบายใจกับการที่คุณอยู่ตรงนั้น”

สำหรับเด็กวัยหัดเดิน จะต้องมีของเล่นเสียงดังแหลมๆ เอาไว้หลอกด้วย “ลูกบอลลูกเล็กๆ ที่ส่งเสียงแหลมได้เป็นสิ่งเดียวที่ฉันใช้เอาไว้หลอกล่อความสนใจจากเด็กที่ไม่สนใจในตัวฉันเลย ฉันจะหยิบใส่ไว้ในปากตัวเองแล้วทำให้มันส่งเสียงแหลมๆ ในขณะที่ฉันก็ถือกล้องไปด้วย”

แล้วลูกของตัวเองหล่ะ? พวกเขาไม่สนใจของเล่นเสียงแหลมๆ พวกนี้แล้วและรู้สึกประหลาดใจกับแม่มากกว่า “ลูกฉันเห็นฉันพร้อมกับกล้องตลอดเวลา พวกเขารู้จักฉัน และโดยปกติแล้วพวกเขาไม่มองมาที่ฉันเพื่อค้นหาอะไรเลย”

แต่กระนั้นก็เถอะ กลยุทธ์ต่างๆที่เธอมีก็สามารถนำมาปรับใช้ และเรื่องในครอบครัวก็เอามาใช้ได้ ลูกคุณอาจไม่สนใจหรือไม่อยากจะค้นหาอะไรในตัวคุณ แต่คุณรู้ว่าบริเวณไหนของบ้านที่ลูกคุณชอบ คุณรู้ว่าพวกเขาชอบทำอะไร คุณรู้ตารางเวลาของพวกเขา บางทีคุณอาจจะเจออะไรเข้าก็ได้ อย่างที่ซัมเมอร์ทำเพื่อให้ได้ภาพที่สองนี่ “นั่นคือลูกสาวฉันเอง กำลังเล่นกับแม่เหล็กบนตู้เย็นอยู่ ตอนนั้นฉันคงทื ใจะพูดบางอย่างให้เธอหันมามองฉันแล้วยิ้ม ส่วนสำคัญที่สุดในการถ่ายภาพลูกของตัวเองคือต้องจับภาพเวลาสำคัญในขณะที่ลูกคุณกำลังมีส่วนร่วมอยู่ นั่นเป็นเวลาสำคัญที่เป็นธรรมชาติที่คุณจำเป็นต้องหาให้เจอ”

และเมื่อเวลานั้นมาถึง คุณจำเป็นจะต้องพร้อมอยู่แล้ว

จริงๆ แล้ว คุณควรเตรียมพร้อมก่อนที่ช่วงเวลาสำคัญนั้นจะมาถึง กดชัตเตอร์ลงครึ่งหนึ่งค้างไว้มิลลิวินาทีก่อนถึงเวลาสำคัญที่ต้องการเก็บภาพ “เรื่องเหล่านั้นคุณจะเรียนรู้จากประสบการณ์ ทั้งการเรียนรู้ว่าภาพประเภทไหนที่คุณอยากได้ และ รู้ว่าลูกคุณทำอะไร”

แม้ว่าจะมีข้อยกเว้นอยู่บ้าง แต่โดยส่วนมากแล้ว คุณควรจะถ่ายภาพในระดับเดียวกับกับเด็ก “คุณไม่อาจเอาชนะเด็กๆ ด้วยการใช้กำลังได้” ซัมเมอร์กล่าว “เธอไม่อยากมองขึ้นไป เธออยากให้คุณไปอยู่ในระดับเดียวกับเธอ ซึ่งเป็นที่ที่เธอจะไว้ใจคุณและมองมาที่คุณ”

เคล็ดลับการถ่ายภาพแบบมืออาชีพ:

– ให้ถ่ายภาพเด็กทารกหลังจากเด็กนอนหลับพักผ่อนและได้รับการป้อนอาหารจนอิ่มดีแล้ว ไม่เช่นนั้นคุณอาจจะต้องผจญกับความเกรี้ยวกราดของเด็ก

– เด็กๆ สนุกสนานและน่าทึ่ง ถ้าคุณทำความรู้จักกับพวกเด็กๆ ให้มากขึ้น คุณก็จะจับภาพพวกเขาได้

– ให้รู้ว่าพื้นที่บริเวณไหนในบ้านที่เด็กๆ รู้สึกสะดวกสบายเวลาอยู่ตรงนั้น และ/หรือ สิ่งที่พวกเขาชอบทำ

– ให้พาตัวเองลงมาที่ระดับเดียวกับเด็กๆ แล้วพวกเขาจะไว้ใจคุณมากขึ้น

– เลนส์ที่คุณมองผ่านนั้นสร้างความแตกต่างเป็นได้อย่างมาก ซัมเมอร์ชอบเลนส์ที่มีทางยาวโฟกัสคงที่ หรือเลนส์ฟิกซ์

เลนส์ฟิกซ์ โดยทั่วไปจะมีน้ำหนักเบากว่าและเล็กกว่าเลนส์ซูม แต่เธอชอบเพราะมีรูรับแสงที่กว้างที่สุดที่ทำให้แสงผ่านเข้าไปได้มากกว่า เนื่องจากเธอมักจะถ่ายภาพในบ้านของลูกค้า ซึ่งมักจะมีปัญหาเรื่องการจัดแสง “ฉันพยายามที่จะใช้แสงธรรมชาติทุกครั้งที่ทำได้” เธอกล่าว “ถึงแม้จะเป็นเพียงแสงที่ผ่านเข้ามาจากหน้าต่างหนึ่งบาน ฉันจะพาเด็กไปที่หน้าต่างนั้นและใช้แสงนั้นถ่ายภาพ”

เธอยังชอบถ่ายภาพด้วยการเปิดรูรับแสงกว้างที่สุดอีกด้วย หรือถ่ายใกล้ๆ เพื่อให้ได้โฟกัสของภาพที่คมชัดบนวัตถุที่เธอต้องการจะถ่ายและฉากหลังเบลออย่างที่ต้องการ ทำให้ได้ภาพฉากพื้นหลังที่ไม่รบกวนสายตา เหมือนในภาพถ่ายของลูกสาวเธอที่กำลังเล่นกับแม่เหล็กอยู่

เลนส์ฟิกซ์ ยังช่วยให้เธอถ่ายภาพด้วยความเร็วชัตเตอร์ที่เร็วขึ้นได้อีกด้วย “ฉันมักไม่ค่อยมีเวลามากนัก การหาวของเด็กทารกนั้นเกิดขึ้นแค่หนึ่งวินาทีเท่านั้นเอง ฉันต้องการที่จะจับภาพที่เด็กกำลังหาวอยู่ หรือ ยิ้ม หรือ อะไรบางอย่างที่เกิดขึ้นรวดเร็วมาก การถ่ายภาพเด็กอ่อนและเด็กในวัยหัดเดินนั้น คุณอาจจะพลาดเวลาสำคัญได้ภายในหนึ่งวินาทีเลยทีเดียว ดังนั้น หากคุณไม่มีเลนส์ที่เร็วพอ คุณไม่มีทางทำได้แน่”

ประโยชน์ของเลนส์ฟิกซ์อย่างสุดท้าย: “มันบังคับให้คุณต้องเคลื่อนไหวร่างกายเพื่อให้ได้องค์ประกอบของภาพที่แตกต่างออกไป เลนส์ฟิกซ์ทำให้คุณได้คิด มันทำให้คุณประเมินฉากของคุณก่อนที่จัดองค์ประกอบของภาพ

ไม่ว่าเลนส์จะเป็นอย่างไร จุดโฟกัสที่แท้จริงจะต้องคงที่ “ฉันต้องการให้ดวงตาทั้งสองข้างคมชัด หรืออย่างน้อยหนึ่งข้างต้องคมชัดเสมอ ฉันอยากให้ดวงตาคุณจับอยู่ที่ดวงตาเด็กที่ต้องการจะถ่ายก่อน แล้วค่อยย้ายไปจับภาพถ่ายโดยรอบ”

และไม่ว่าจะโฟกัสที่ไหนไว้ ระบบวัดค่าแสงก็จะตามมา ซัมเมอร์ใช้ระบบวัดแสงเฉพาะจุด (Spot Metering) เกือบจะทุกครั้ง และใช้การอ่านจากจุดโฟกัส ซึ่งแน่นอน มักเป็นค่าโฟกัสที่ดวงตาของเด็กที่เธอถ่ายเสียเป็นส่วนใหญ่

เมื่อมองภาพถ่ายของซัมเมอร์ดูคร่าวๆแล้ว จะเห็นความชอบในภาพขาวดำของเธอ ซึ่งส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นการวางแผนไว้ เป็นการตัดสินใจทำบนคอมพิวเตอร์เกือบทุกครั้ง เธอจะศึกษาสีของภาพและตัดสินใจแปลงมันเป็นสีขาวดำตามความรู้สึกของเธอเองว่า ภาพนั้นจะให้ความรู้สึกที่รุนแรงและโดดเด่นเพียงใดหากเป็นภาพขาวดำ “ฉันพบว่าภาพขาวดำที่มีพลังมากที่สุดนั้น เป็นภาพที่มีอารมณ์และความรู้สึกอยู่เบื้องหลัง จำเป็นจะต้องมีเลยล่ะเพื่อที่จะให้มันเกิดพลัง บางครั้งฉันเอาสีออก เพื่อตัดสิ่งรบกวนสายตา ทำให้ค้นพบอารมณ์ของภาพถ่ายที่ดีกว่า” นอกเหนือจากการแปลงภาพ เธอจะลดขั้นตอนหลังการถ่ายภาพให้เหลือน้อยที่สุด “ฉันทำงานหนักมากเพื่อให้กล้องมีการเปิดรับค่าแสงถูกต้อง ถ้าการจัดแสงถูกต้อง คุณไม่ต้องทำอะไรมากในตอนหลัง”

© ซัมเมอร์ ลิน

ขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบในส่วนของคุณซัมเมอร์ ลิน จาก www.nikon.co.th ครับ