a-jeuxvideo

วันนี้ขอนำข้อมูลน่าสนใจจากการได้ไปรับฟังการบรรยายเรื่อง ‘เด็กติดเกม’ ซึ่งจัดโดยหน่วยงานเวชศาสตร์ผู้ป่วยเด็กและวัยรุ่น คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี โดย รศ.นพ.ศิริชัย หงษ์สงวนศรี คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ได้ให้คำแนะนำที่น่าสนใจสรุปได้ดังนี้ครับ

ปัจจุบันมีเด็กจำนวนมากใช้เวลาเกินควรกับไอที จนก่ออันตรายต่อสุขภาพ มีผลกระทบด้านลบต่อพัฒนาการด้านต่างๆ รวมทั้งได้รับผลร้ายจากการรับเนื้อหาที่ไม่เหมาะสม เช่น เกม เว็บไซต์ ปัญหาเด็กติดเกมฯ เหล่านี้เป็นปัญหาที่มีแนวโน้มที่เพิ่มขึ้นและทวีความรุนแรงขึ้นตลอดเวลาทั้งในประเทศไทยและทั่วโลก

“เด็กบางคนที่อยู่กับจอคอมพิวเตอร์หรือ ตู้เกมทั้งวัน การเล่นอย่างขาดการควบคุมที่เรียกว่าติดเกมนั้น ส่งผลให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพกาย ทั้งเรื่องสายตา ปวดกระดูกข้อมือและหลัง ความอ่อนล้าของกล้ามเนื้อ เด็กขาดโอกาสในการเรียนรู้จากการทำกิจกรรมอื่นๆ ใช้เวลากับการเล่นเกมจนขาดความกระตือรือร้น ขาดความรับผิดชอบต่อตนเองที่จะทำกิจวัตรประจำวัน และหน้าที่สำคัญ โดยเฉพาะเรื่องการเรียน อดนอน ตื่นสาย เพลีย ง่วงในช่วงเวลาเรียน หรือมีพฤติกรรมสังคมเปลี่ยนแปลง เช่น แยกตัว ไม่นอน ไม่กินข้าว ซึ่งโทษต่อสุขภาพจิตมีมากมาย เช่น เกิดความขัดแย้งในจิตใจภายในหรือขัดแย้งกับผู้คนรอบข้างได้ เคยชินกับการได้ดังใจ เพราะเกมสั่งได้ บังคับได้ ไม่มีวินัย ไม่มีการบังคับควบคุมตนเอง ไม่สนใจทำอย่างอื่นที่สำคัญจำเป็น โทษต่อสังคมหรือทักษะทางสังคมของเด็ก

shutterstock_58743445-625x416

แม้เด็กที่อ้างว่าการเล่นเกมคอมพิวเตอร์ โดยเฉพาะเกมออนไลน์ จะทำให้ได้เพื่อน แต่ว่าความสัมพันธ์ออนไลน์นั้นเป็นความสัมพันธ์ในโลกที่ไม่มีอยู่จริง เป็นโลกที่ถูกอุปโลกน์ขึ้น คนที่คุยกันไม่จำเป็นต้องเปิดเผยตัวตนที่แท้จริงต่อกัน และอาจรุนแรงถึงโทษต่อการผลิตผลงานของชีวิต เช่น สอบตก เสียการเรียน เสียความสัมพันธ์กับคนในครอบครัว หรืออาจถึงขั้นเสียผู้เสียคนจากการมีพฤติกรรมอันธพาล ขโมยเงิน มั่วสุมเล่นการพนัน ใช้ยาเสพติด หรือมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่เหมาะสม เป็นต้น”

ดูแลแก้ไขอย่างไรเมื่อลูกติดไซเบอร์
คุณหมอได้เน้นย้ำว่า สถาบันครอบครัวคือเกราะป้องกันอันเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญของการดูแลเอาใจใส่และแนะนำในสิ่งที่ถูกที่ควรให้แก่เด็กๆ พร้อมทั้งเป็นสถานที่รักษาและบำบัดเด็กติดเกมที่ดีที่สุด

“ถ้าลูกเล่นเกมจนติดเกมไปแล้ว การแก้ไขก็จะต้องการ ‘ความมั่นคง’ จากพ่อแม่มาก ทั้งความมั่นคงทางอารมณ์ และความตั้งใจที่จะแก้ปัญหาอย่างจริงจัง เริ่มจากการตกลงกติกากันให้ชัดเจน ซึ่งคุณพ่อคุณแม่ก็ต้องกำกับให้เป็นตามข้อตกลง ในช่วงแรกเด็กจะหงุดหงิด และต่อต้านผู้ใหญ่ เพราะเขาเคยต่อรองได้ผลมาก่อน คุณพ่อและคุณแม่ต้องพยายามอย่าใช้อารมณ์กับลูก ด้วยท่าทีธรรมดา แต่มั่นคงว่า “เราตกลงกันแล้วก็ต้องทำตามที่ตกลง” อย่าเอาแต่พูดบ่นโดยไม่มีท่าทีเอาจริง ในช่วงแรกอาจต้องชักจูงให้ลูกมาสนใจในกิจกรรมอื่นซึ่งคุณพ่อคุณแม่ต้องให้เวลากับเขาพอสมควร อย่าท้อถอยหรือพูดประชด เมื่อเด็กเห็นว่าต่อรองไม่ได้ก็จะทำตามในที่สุด

นอกจากนี้ อีกทางเลือกหนึ่ง คือ การดึงความสนใจของลูกให้ออกห่างจากเกม โดยอาจแบ่งการใช้เวลาในวันหยุดของลูกๆ ออกอย่างเป็นกิจจะลักษณะ ตัวอย่างเช่น ในวันเสาร์ หากิจกรรมอื่นๆ ที่อยู่ในความสนใจของลูกให้ทำ เช่น ให้ลูกเข้าคอร์สเรียนดนตรี เรียนศิลปะ เต้นรำ เล่นกีฬา เรียนภาษาเพิ่มเติม เข้าค่ายเยาวชน พยายามหากิจกรรมต่างๆ ที่คิดว่าเหมาะสมกับลูกมาให้เขารู้จัก ให้เขาได้เลือกเอง

สิ่งที่เด็กได้รับนอกจากเพิ่มทักษะด้านต่างๆ แล้วยังมีเพื่อนมากขึ้น รู้จักเข้าสังคมกับคนอื่นๆ โดยเฉพาะกับเด็กรุ่นเดียวกัน การหากิจกรรมให้ลูกทำเหล่านี้จะทำให้ลูกไม่อยู่กับตัวเองมากเกินไป และมีโลกทัศน์กว้างขึ้น วันอาทิตย์สร้างสรรค์กิจกรรมที่ทำร่วมกันในครอบครัว เช่น ช่วยคุณแม่ทำอาหาร ช่วยคุณพ่อปลูกต้นไม้ ไปเที่ยวต่างจังหวัด ไปปิกนิก ไปเยี่ยมญาติ การที่ลูกติดเกมไม่ได้เป็นเรื่องเลวร้าย แต่การติดเกมทำให้การเรียนรู้ในชีวิตของเด็กขาดสมดุลไป ดังนั้นยังไม่สายที่คุณพ่อคุณแม่จะร่วมกันคลี่คลายสถานการณ์ที่เป็นอยู่ แต่ขอย้ำว่าต้องใจเย็นและห้ามใช้อารมณ์เด็ดขาด

This is an image of a toddler learning ABC's on an iPad

จำไว้ว่าการเล่นเกมไม่ใช่เรื่องเลวร้าย เพียงแต่คุณพ่อคุณแม่จะต้องดูแลในเรื่องต่อไปนี้
1. เกมที่เลือกเล่นหรือซื้อ จะต้องสามารถช่วยฝึกการสังเกต ฝึกทักษะ ฝึกไหวพริบ สร้างสรรค์ โดยพ่อแม่ต้องเรียนรู้เกมที่ลูกเล่นด้วย พูดคุยกับลูกเรื่องเกมที่เขาสนใจ เลือกเกมที่เป็นกีฬา การผจญภัย หรือเกมในทางสร้างสรรค์อื่นๆ มาเล่นกับลูก
2. ดูแลเวลาเด็กเล่นเกม และดูเกมที่ลูกเลือกเล่น พ่อแม่ต้องมีกติกาชัดเจนว่าเล่นเกมได้เวลาไหน เป็นเวลานานเท่าไหร่ เช่น ให้เล่นได้หลังจากทำการบ้านเสร็จแล้ว ไม่เกินครึ่งชั่วโมงหรือใช้ไม่ไม่เกิน 2 ชม. ต่อวัน โดยที่ไม่รบกวนการทำการบ้านและช่วยงานบ้าน
3. อย่ามัวอยู่แต่บ้าน พาลูกไปเที่ยวหรือกิจกรรมอื่นๆ เช่น เล่นดนตรี ทำงานศิลปะ เล่นกีฬา
4. สิ่งที่พัฒนาเด็กในช่วง 6 ปีแรก ไม่ใช่ความรู้ แต่เป็นความรักความผูกพัน และที่สำคัญที่สุดพ่อแม่เป็นตัวอย่างที่ดีต่อการใช้สื่อ