ด้วยความที่ตัวผมมีปัญหาเรื่องภูมิแพ้มาตั้งแต่เด็ก คุณพ่อจึงซื้อเครื่องฟอกอากาศมาตั้งไว้ในห้อง .. ก็รู้สึกในตอนนั้นว่าอากาศในห้องสดชื่นจัง อาการแพ้ฝุ่นและขนสุนัขแม้จะไม่หายขาดแต่ก็ดีขึ้นอย่างรู้สึกได้ ตั้งแต่นั้นมาที่บ้านเลยไม่เคยขาดเครื่องฟอกอากาศเลย เพียงแต่รุ่นที่ใช้ก็เป็นรุ่นทั่วๆ ไปที่ขายตามห้าง ราคาไม่เคยซื้อเกินสองหมื่น ลดราคาก็ซื้อ มีโปร 1 แถม 1 ก็ซื้อ โดยไม่เคยหาข้อมูลเพิ่มเติมว่ามันมีข้อดีข้อเสียต่างกับรุ่นที่แพงมากๆ สาม-สี่-ห้าหมื่นอัพ อะไรยังไง จนกระทั่งมีครอบครัว มีเจ้าตัวเล็กคนที่สอง ซึ่งคลอดก่อนกำหนด (คลอดตอน 7 เดือน) และคุณหมอก็กำชับว่าจำเป็นต้องดูแลเรื่องสุขอนามัยมากเป็นพิเศษ ในห้องที่น้องอยู่ต้องสะอาดและมีฝุ่นให้น้อยที่สุด ห้ามอยู่ใกล้กับเด็กหรือผู้ใหญ่ที่ไอ จาม หรือมีน้ำมูกโดยเด็ดขาด

แย่แล้ว! ผมยิ่งแพ้ฝุ่นจนน้ำมูลใสไหลย้อยบ่อยๆ อยู่ด้วย ไม่อยากนอนแยกห้องกับเค้า จึงเข้าไปหาข้อมูลในอินเทอร์เน็ตเกี่ยวกับเรื่องของการดูแลทารกคลอดก่อนกำหนด แล้วก็มาพบข้อมูลน่าสนใจเกี่ยวกับ ‘เครื่องฟอกอากาศ’ ที่ผมและหลายๆ อาจไม่เคยรู้หรือใส่ใจกับมันมากพอ (จริงๆ คือมีข้อมูลให้อ่านน้อยมาก)

ไหนๆ ก็อ่านแล้ว ก็เอามาสรุปจนกลายมาเป็นที่มาของบทความนี้ซะเลย เผื่อจะได้เป็นข้อมูลเผื่อใครที่กำลังอยากรู้เหมือนผมจะได้ไม่ต้องไปค้นให้เหนื่อย

เครื่องฟอกอากาศจำเป็นไหม?
คนที่ตอบได้ดีที่สุดคือตัวคุณเองครับ ทั้งนี้โดยพิจารณาจากสภาพแวดล้อมภายในบ้าน ในห้องนอน ยกตัวอย่างเช่น หากละแวกบ้านอยู่ใกล้ถนนมีฝุ่นมาก ใช้นิ้วปาดขอบหน้าต่างวาดรูปได้ทุกชั่วโมง แบบนี้ต้องจัดมาใช้ด่วน ส่วนบ้านไหนที่อยู่ในหมู่บ้าน เลี้ยงสุนัข ล้อมรอบด้วยสวน ต้นไม้ อากาศดีกว่า มีปัญหาเรื่องฝุ่นน้อย แต่อาจได้ปัญหาเรื่องละอองเกสรดอกไม้ เชื้อรา ไรฝุ่น และเส้นขนของสุนัข ซึ่งทั้งหมดล้วนแต่เป็นสาเหตุของการเกิดโรคภูมิแพ้ โรคหอบ หืด และอาการระคาย เคืองบริเวณตา ลามไปจมูก

iStock_000007884788Large (1)

หลังจากพิจารณาแล้วว่าจำเป็น ปัญหาต่อมาก็น่าจะเป็นเรื่องของการเลือกซื้อ ซึ่งหลังจากที่หาข้อมูลอยู่นาน ก็พบว่ามีข้อสังเกตุหลายอย่างที่ต้องคำนึงถึงมากกว่าแค่ ดูขนาดห้อง และ ราคาอะไหล่ของแผ่นกรอง (ก่อนหน้านี้ที่เคยซื้อดูแค่นี้จริงๆ) ไม่ว่าจะเป็นประเภทของแผ่นกรองชนิดต่างๆ การดูแลรักษา ประสิทธิภาพในการกรอง อัตราการเปลี่ยนถ่ายอากาศสะอาด มลภาวะทางเสียง แม้กระทั่งการใช้พลังงาน (เพราะส่วนใหญ่ต้องเปิดตลอดเกือบทั้งวัน) เอาเป็นว่าถ้าใครขี้เกียจไปหาอ่าน ผมจะเล่าให้ฟัง… (คร่าวๆ แต่ยาวหน่อย ^^)

ต้องพิจาณาอะไรบ้าง? เครื่องฟอกอากาศที่ดีจะต้องทำงานได้เงียบและสามารถลดอนุภาคฝุ่นละอองต่างๆ ภายในห้องได้อย่างมีประสิทธิภาพซึ่งวัดได้จากอัตราการเปลี่ยนถ่ายอากาศต่อชั่วโมงและมีค่า (CADR) ที่ค่านี้ยิ่งมากยิ่งดี ว่าแต่ CADR มันคืออะไรหล่ะ?

Spec

CADR มาจากคำว่า Clean Air Delivery Rate ซึ่งเป็นตัวเลขที่ได้จากการวัดปริมาณอากาศทั้งหมดที่ระบบฟอกอากาศสามารถทำความสะอาดอากาศปนเปื้อนสิ่งสกปรกที่เฉพาะเจาะจงอย่างใดอย่างหนึ่งได้ในช่วงเวลา 1 นาที ซึ่งค่านี้จะช่วยให้เราสามารถตัดสินใจได้ง่ายขึ้น หากตัวเลือกที่เราต้องการซื้อนั้นมีการใช้แผ่นกรองที่มีคุณภาพหรือประสิทธิภาพเท่าๆ กัน

ค่า CADR นี้จะถูกทดสอบโดยหน่วยงานที่เป็นกลางคือ Association of Home Appliance Manufacturers (ย่อว่า AHAM) โดยค่า CADR นี้ยังถือเป็นค่ามาตรฐานกลางที่รับรองโดยหน่วยงานด้านการปกป้องสิ่งแวดล้อมและสถาบันสุขภาพปอดแห่งสหรัฐอเมริกา

ผลการทดสอบ CADR จะถูกระบุเป็นตัวเลขที่มีหน่วยเป็นคิวบิกฟุตต่อนาที (CFM) จำนวนสามชุด ชุดแรกคืออัตราการทำความสะอาดอากาศที่ปนเปื้อนควันบุหรี่ (smoke) ชุดที่สองคืออากาศที่มีฝุ่นละออง (dust) และชุดสุดท้ายคืออากาศที่ปนเปื้อนละอองเกษรดอกไม้ (pollen) ยิ่งตัวเลขมากเท่าใด แสดงว่าประสิทธิภาพการกรองยิ่งดีเท่านั้น (แนะนำว่าตัวเลขทั้งสามชุดไม่ควรต่ำกว่า 125) และตัวเลขนี้ยังบ่งบอกถึงประสิทธิภาพของเครื่องฟอกในแง่ของปริมาณอากาศ (Air Volume) ที่ถูกทำความสะอาดผ่านระบบกรองด้วย

… อ่ะ มาอีกค่านึงละ ไปดูกันมันคืออะไร

Air Volume (หรือบางยี่ห้อจะใช้คำว่า Airflow) สำคัญยังไง?  … ลองนึกภาพสระว่ายน้ำสองสระที่ผ่านการใช้งานมานานจนน้ำเริ่มสกปรกมีสีขุ่นมัว ทั้งสองสระมีการติดตั้งแผ่นกรองที่มีคุณภาพเท่ากันทุกอย่าง จะแตกต่างกันก็แค่เครื่องปั๊มน้ำ โดยเครื่องปั๊มในสระ A สามารถส่งน้ำที่ผ่านการกรองแล้วได้ ¼ ของสระทุกๆ ชั่วโมง

ผ่านไป 2 ชั่วโมง น้ำในสระที่หนึ่งก็เริ่มใสขึ้นครึ่งหนึ่งเมื่อเทียบกับก่อนเริ่มทำความสะอาด และจะสะอาดหมดทั่วทั้งสระหลังจากผ่านไป 4 ชั่วโมง

ในขณะที่สระ B ปั๊มน้ำสามารถส่งน้ำสะอาดออกมาได้ชั่วโมงละ 1/10 หมายความว่า คุณจะต้องรอถึง 10 ชั่วโมงกว่าน้ำทั้งหมดในสระจะสะอาดนั่นเอง

นอกจาก CADR และ Air Volume แล้ว ยังมีตัวเลขอีก 2 ชุดที่ต้องพิจารณาด้วย (เยอะหน่อย อย่าเพิ่งท้อนะ ^^’)

Area Coverage (ขนาดห้องที่เครื่องสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ) เช่น 34 ตารางเมตร ซึ่งเราควรวัดขนาด กว้างxยาว ของห้องไว้ก่อนจะไปซื้อ อีกค่านึงคือ Air Changes per Hour (ACH) หรืออัตราการเปลี่ยนถ่ายอากาศสะอาดให้กับห้องภายในหนึ่งชั่วโมง เช่น หากระบุค่าเป็น ‘5’ ก็หมายความว่า อากาศให้ห้องจะถูกเปลี่ยนถ่ายให้เป็นอากาศที่สะอาดให้คุณหายใจได้อย่างสดชื่นถึง 5 รอบทุกชั่วโมง!

how-APs-work

นอกเหนือจากนี้ถือเป็นเรื่องรอง ไม่ว่าจะเป็นฟังก์ชัน ซึ่งถ้ายิ่งง่าย ปุ่มน้อย ยิ่งก็ยิ่งดี บางรุ่นอาจะเป็นระบบแมนนวลทั้งปุ่มเปิดปิดและปุ่มควบคุมระดับความแรง ซึ่งก็ดีคือ (น่าจะ)ทนทานกว่า ในขณะที่บางรุ่นจะเป็นปุ่มแบบดิจิตอล มีจอแสดงผล ฯลฯ เรื่องความสวยงามนั้นสุดแล้วแต่ใครจะมอง

แต่ที่สำคัญคือระบบนี้ควรจะมี Auto Mode ที่สามารถปรับระดับความแรงของมอเตอร์ได้โดยอัตโนมัติ (รุ่นลักษณะนี้จะมีเซนเซอร์ตรวจสภาพอากาศในห้องด้วย) ข้อเสียก็คือ (อาจจะ)พังง่ายกว่า และอะไหล่แพงกว่า และบางรุ่นก็แถมฟังก์ชันตั้งเวลาเปิด-ปิดการทำงาน หรือแม้กระทั่งรีโมทคอนโทรลมาให้ด้วย อีกเรื่องที่ต้องไม่ลืมก็คือ เรามักจะเปิดใช้เครื่องฟอกตอนกลางคืน ดังนั้นมันจึงควรต้องทำงานได้เงียบมากๆ ที่เหลือก็พวกอะไหล่ไส้กรอง ควรปรึกษาพนักงานขายว่าหาซื้อได้ยากง่ายแค่ไหน ราคาประมาณเท่าไหร่ จะใช้งานได้ยาวนานแค่ไหน หากสามารถถอดทำความสะอาดได้ด้วยก็จะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากขึ้น

จากวันที่น้อง’มามิ’ ออกจากโรงพยาบาลมาอยู่บ้าน นับรวมจนวันนี้ก็ 3 เดือนแล้ว น้องร่าเริง อ้วนท้วน แข็งแรง และไม่เคยป่วยเลย บอกไม่ได้หรอกครับว่าเครื่องฟอกอากาศมีส่วนขนาดไหน แต่ถ้าแลกความสบายใจ ผมว่าคุ้มแล้วครับ

Photo Feb 25, 13 08 18

*******************************

แถมท้าย คำถามคาใจ

  • ระบบ Plasma Cluster ดีมั้ย?

มีก็ดี แต่ไม่มีก็ได้ … เคยปรึกษาคุณหมอที่เชี่ยวชาญเรื่องภูมิแพ้เด็ก เค้าแนะนำว่าถ้าเจาะจงว่าเอามาใช้กับเด็กเล็กอาจไม่ค่อยเหมาะเพราะมีผลวิจัยบอกว่าอาจทำให้ระบบทางเดินหายใจของเด็กเกิดการระคายเคือง บางรายจะรู้สึกคอแห้ง แสบจมูก ส่วนใครซื้อมาใช้อยู่แล้ว แนะนำให้ปิดฟังก์ชัน Plasma Cluster ตอนนอนก็ได้

  • แล้วเครื่องที่ไม่มี Plasma Cluster ฆ่าเชื้อโรคได้มั้ย?

ได้ครับ แต่เทคนิคการกำจัดเชื้อโรคในอากาศจะแตกต่างกัน Plasma Cluster จะใช้วิธีปล่อยประจุบวกและลบไปทำปฏิกิริยากับไอน้ำ (H2O) เพื่อทำลายแบคทีเรีย เชื้อรา และไวรัส ที่ลอยอยู่ในอากาศ ส่วนเครื่องที่ไม่มี ก็จะใช้หลักการดูดอากาศผ่านระบบกรองที่มีการปล่อยประจุไอออนลบเพื่อทำให้การดักจับด้วยแผ่นกรองเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ (เชื้อโรคต่างๆ จะถูกจับไว้ในแผ่นกรองและตายในที่สุด)

PCI_Why_Tab_revAug

  • แล้วรุ่นที่ปล่อยไอน้ำได้ด้วยหล่ะ จำเป็นไหม?

สภาพอากาศบ้านเราเป็นแบบร้อนชื้นอยู่แล้ว เครื่องฟอกบางรุ่นที่มีระบบพ่นไอน้ำจึงอาจไม่จำเป็นนัก เพราะหากมีความชื้นให้อากาศมากเกินไป จะทำให้รู้สึกอึดอัดไม่สบายตัว ส่วนในกรณีของห้องแอร์ การเพิ่มความชื้นในห้องแอร์มากเกินไป อาจทำให้แอร์ทำงานหนักขึ้น เพราะต้องกำจัดความชื้นในอากาศเพื่อลดอุณหภูมิ ส่งผลให้กินไฟมากขึ้นด้วย (แต่ความชื้นที่ลดลงโดยมากก็ยังอยู่ในระดับที่ไม่ส่งผลกับร่างกาย ยกเว้นจะกำหนดอุณหภูมิไว้ต่ำมาก สังเกตได้จากผิวของเราที่จะแห้งแตกลายในช่วงฤดูหนาว)

  • เปรียบเทียบข้อดี-ข้อเสียของเครื่องฟอกสองระบบ และประสิทธิภาพแผ่นกรอง

ระบบปล่อยประจุบวกลบเพื่อฆ่าเชื้อโรคและทำให้ฝุ่นตกลงพื้น จะไม่มีประโยชน์อะไรเลยถ้าคุณไม่ขยันทำความสะอาดกวาดถูบ้านทุกวัน เพราะฝุ่นสามารถลอยและกระจายกลับไปในอากาศได้ทุกเมื่อ เนื่องจากเครื่องที่ใช้ระบบเหล่านี้โดยส่วนใหญ่จะมีค่า CADR ค่อนข้างต่ำถึงต่ำมาก (จึงมักไม่ค่อยหยิบยกมาโฆษณาหรือแม้กระทั่งใส่ไว้ในข้อมูลผลิตภัณฑ์) และใช้แผ่นกรองมาตรฐาน HEPA ธรรมดาที่สามารถดักจับฝุ่นละอองหยาบกว่า ในขณะที่ระบบที่เน้นการดูดอากาศให้ผ่านแผ่นกรอง TrueHEPA จะสามารถดักจับฝุ่นละอองขนาดเล็กๆ ได้ดีกว่า อีกทั้งยังมีค่า CADR สูงมาก ฝุ่นและเชื้อโรคจะถูกดูดเข้าไปกักในแผ่นกรอง ไม่กลับมาฟุ้งกระจายในอากาศอีก

13
แนะวิธีเพิ่ม: ทำแบบนี้ได้ ไม่ต้องใช้เครื่องฟอก!

สำหรับคนที่ยังคิดว่าเครื่องฟอกอากาศไม่จำเป็น หรือมองว่ามีราคาสูงเกินไป ก็สามารถป้องกันการเกิดภูมิแพ้จากฝุ่นควันได้ด้วยวิธีการง่ายๆ (แต่ปฏิบัติจริงยากมากเลยครับ) นั่นคือการหลีกเลี่ยงและลดการสร้างมลภาวะภายในบ้าน เริ่มจากการดูดฝุ่นบ่อยครั้งขึ้น ไม่สูบบุหรี่ภายในบ้าน ไม่ใช้เทียนหอม ติดตั้งพัดลมระบายอากาศในห้องครัว ห้องน้ำ และบริเวณซักรีด หลีกเลี่ยงการเก็บสารเคมี โซลเว้นท์ กาวที่มีกลิ่นฉุน หรือยาฆ่าแมลงไว้ในบ้าน

นอกจากนี้ยังควรตรวจสอบระดับของก๊าซเรดอนภายในบ้าน เนื่องจากมันเป็นสารก่อมะเร็งปอดรองจากบุหรี่ ก๊าซนี้เกิดจากการสลายตัวของแร่เรเดียมซึ่งมีปะปนอยู่ในดินและหินทั่วไปบนพื้นโลก การนำดิน หิน หรือทรายที่มีแร่เรเดียมเจือปนมาสร้างบ้าน วัสดุเหล่านั้นก็จะปล่อยก๊าซเรดอนออกมาตามปริมาณเรเดียมที่ปะปนอยู่ ซึ่งหากไม่มีการระบายอากาศที่เหมาะสมก็อาจเป็นอันตรายต่อผู้อยู่อาศัยได้ โดยในสหรัฐอเมริกามีผู้เสียชีวิตจากก๊าซเรดอนเฉลี่ยสูงถึงปีละ 5,000-20,000 คนเลยทีเดียว หลายประเทศเช่น สหรัฐอเมริกา อังกฤษ เยอรมนี ได้มีการกำหนดมาตรฐานระดับความเข้มข้นของก๊าซเรดอนภายในอาคารขึ้นใช้เพื่อการควบคุมอันตรายที่อาจเกิดขึ้น

สรุป: เครื่องฟอกอากาศที่ผมเลือก ได้แก่ แต่นแต้นน!! ..  ไม่บอกเดี๋ยวจะหาว่าเป็นหน้าม้ามาโฆษณา ใครอยากรู้สอบถามหลังไมค์ละกันครับ (หรือใครมีคำถามอยากปรึกษาก็ยินดีครับ บางครั้งอาจตอบช้าหน่อยต้องขออภัยล่วงหน้าครับผม)

อัพเดต 24 May 2016: ติดตามภารกิจตามหาเครื่องฟอกอากาศเครื่องใหม่ พร้อมรีวิวเต็มๆ ได้ที่ลิงค์นี้ครับ
รีวิวเครื่องฟอกอากาศ Philips AC3256 เด่นด้วยฟังก์ชัน PM2.5

Green Message2