27.5 C
Bangkok
December 14, 2017
Home มุมความรู้

มุมความรู้

เทคนิคการจัดสิ่งของและจัดสรรพื้นที่ภายในรถสำหรับทุกไลฟ์สไตล์การใช้งาน
โดยปกติแล้วบ้านไหนที่ต้องการซื้อเครื่องฟอกอากาศมาใช้งาน จะมีความต้องการหลักๆ หรือปัญหาที่ต้องการแก้ไขอยู่สองอย่างคือ การลดฝุ่น และสารก่อภูมิแพ้ภายในห้อง ซึ่งเครื่องฟอกอากาศในท้องตลาดแทบทุกรุ่นสามารถตอบโจทย์ได้สบายๆ (อ่านวิธีการเลือกซื้อเครื่องฟอกอากาศให้เหมาะสมกับการใช้งาน คลิกที่นี่) แต่ถ้าเงื่อนไขในการซื้อมาใช้งาน มีมากกว่าแค่การลดฝุ่น/สารก่อภูมิแพ้ภายในห้อง นั่นก็คือมีเรื่องของการกำจัด 'กลิ่นไม่พึงประสงค์' เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ขอบอกเลยว่า ต้องทำการบ้านมากขึ้นเป็นสองเท่า ทั้งนี้ก็เพราะว่าเทคโนโลยีที่สามารถกำจัดกลิ่นได้นั้น ค่อนข้างมีความซับซ้อน หลากหลาย ทำความเข้าใจยาก ไหนจะชื่อเฉพาะของแต่ละยี่ห้อที่เรียกไม่เหมือนกันอีก หลายคนพลาดเพราะมักเข้าใจผิดคิดว่าเครื่องฟอกอากาศรุ่นไหนๆ ก็กำจัดกลิ่นได้ แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่ครับ ก็เลยเป็นที่มาของบทความนี้ ที่จะมาอธิบายและแนะนำเกี่ยวกับเรื่องเครื่องฟอกอากาศที่สามารถกำจัดกลิ่นได้ (มีคน Inbox มาถามเยอะมาก) อย่างน้อยก็เพื่อเป็นแนวทางในการตัดสินใจเลือกซื้อเครื่องฟอกอากาศที่ตรงตามวัตถุประสงค์ ไม่ใช่ซื้อมาแล้ว อ้าวว!!! ทำไมกลิ่นยังอยู่??? เครื่องนึงก็ไม่ใช่พันสองพัน จริงไหมครับ ^^ ก่อนอื่นมาทำความเข้าใจเรื่อง 'กลิ่นภายในบ้าน' กันก่อน กลิ่นที่เกิดขึ้นภายในบ้านนั้นมาจากเหตุปัจจัยหลายอย่าง บางกลิ่นก็ไม่มีผลอะไรกับร่างกาย (แต่ส่งผลเรื่องอารมณ์) ในขณะที่บางกลิ่นก็อันตรายแบบไม่น่าเชื่อ กลิ่นที่ฮิตติดอันดับต้นๆ จนต้องพึ่งพาเครื่องฟอกอากาศ คือ กลิ่นสัตว์เลี้ยง ไม่ว่าจะเป็นน้องหมา น้องแมว น้องกระต่าย น้องนก น้องเม (เฮ้ย ตัวหลังนี่ไม่น่าจะใช้นะ!) ซึ่งเครื่องฟอกอากาศรุ่นพื้นฐานที่มาพร้อมฟิลเตอร์ HEPA นั้นจะสามารถกรองได้เฉพาะขน ละออง อนุภาคฝุ่น และสารที่ก่อให้เกิดภูมิแพ้จากสัตว์เท่านั้น ไม่สามารถกรองกลิ่นได้  (กลิ่นที่เกิดจากสัตว์เลี้ยง เช่น กลิ่นอุจจาระในกระบะทรายแมว กลิ่นอึในกรงกระต่าย) กลิ่นจากควันบุหรี่ นี่ก็ไม่แพ้กันครับ คุณแม่บ้านหลายท่านหลังไมค์มาถามเยอะมากว่าเครื่องฟอกรุ่นไหนกำจัดได้บ้าง?...
มีใครเลี้ยงลูกแล้วเค้าได้ดั่งใจไปหมดทุกเรื่องไหมครับ? มีใครไม่เคยปวดหัว หรืออารมณ์พุ่งปรี้ด เวลาที่ลูกกวนใจ? ทำไมลูกไม่เข้าใจสิ่งที่เราบอก ห้ามเท่าไหร่ก็ไม่ยอมฟัง? และอื่นๆ อีกมากมายเหนือจินตนาการและการคาดเดา ... ปัญหาเหล่านี้จะบรรเทาลงได้ ด้วยการ 'มองโลกจากมุมของลูก' ซึ่งเป็นหัวข้อเสวนาที่ดีมากๆ ที่ผมได้มีโอกาสได้เข้าฟังนักจิตวิทยาคลินิกชื่อก้องอย่าง 'ครูพบ' ที่มาบอกเล่าและแบ่งปันประสบการณ์ร่วมกับคุณพ่อคุณแม่หลายสิบครอบครัว บางคนอาจไม่เข้าใจว่าทำไมแค่เลี้ยงเด็กคนนึง จะต้องเรื่องมากขนาดนี้ ต้องไปอบรมเข้าคอร์สนู่นนั่นนี่ (โดยเฉพาะคุณปู่คุณย่า คุณตาคุณยาย ที่มักจะทำเสียงชิชะใส่) บอกเลยว่าเนื้อหาที่ได้ฟังในวันนั้นเป็นอะไรที่ 'เหนือการคาดเดา' บางอย่างเป็นเรื่องที่แสนจะธรรมดา แต่เพราะเราใช้มุมมองแบบ 'ผู้ใหญ่' มาคาดหวังให้ 'เด็ก' เป็นอย่างที่เราต้องการ ปัญหามันจึงเกิดฉะนั้นแล โอกาสนี้ก็เลยขอสรุปประเด็นที่สามารถจดบันทึกไว้ทัน มาแบ่งปันกับพ่อแม่ทุกท่าน และถือเป็นโอกาสทบทวนตัวเองไปด้วย หวังว่าจะทำให้ทุกท่านเข้าใจพฤติกรรมของลูกมากขึ้นอีกนิด เพื่อที่จะนำพาให้เขาเติบโตขึ้นโดยมีพัฒนาการที่สมบูรณ์พร้อมทั้งร่างกายและจิตใจครับ Note: เนื้อหาต่อไปนี้เป็นการสรุปจากเลคเชอร์ในความเข้าใจของผมเอง อาจไม่ถูกต้องทั้งหมด อยากให้คุณพ่อคุณแม่อ่านเพื่อเอาไอเดียคอนเซ็ปต์คร่าวๆ ก่อนนะครับ ส่วนการนำไปปฏิบัติจริงนั้น บางเรื่องจำเป็นต้องเข้าคอร์สอบรบกับครูพบก่อนจึงจะเข้าใจอย่างลึกซึ้งและถูกวิธี... (สนใจแวะบ้านครูพบไปที่นี่ครับ http://kroopob.blogspot.com) เอาหล่ะ ถ้าโอเคตามนี้ ก็ไปอ่านกันเลยครับ ======================= หัวข้อหลักครั้งนี้จะพูดถึงทฤษฎี 'Theory-of-Mind' ความสามารถในการเข้าใจคนอื่นในมุมของเค้า ไม่ใช่มุมของเรา เพื่อที่จะเข้าใจเหตุผลของพฤติกรรม สุภาษิตว่า 'เอาใจเขามาใส่ใจเรา' การที่เด็กไม่พูด แต่แสดงพฤติกรรมบางอย่างออกมาแทน อาจเกิดจากการที่เขามีคำศัพท์ไม่เพียงพอ วิธีการเติมคำศัพท์ให้เค้า ไม่ต้องอาศัยวิชาอะไรมาก แค่ใช้วิธี "พากษ์สถานการณ์" พูดสถานการณ์ต่างๆ ให้เด็กฟัง ไม่จำเป็นต้องเข้าใจลูก ในมุมอายุของลูก...
เชื่อว่าคงไม่มีคุณพ่อคุณแม่คนไหนที่ไม่อยากให้ลูกตัวเองไม่ฉลาด วันนี้ผมขอนำข้อมูลที่น่าสนใจที่จะทำให้ลูกของท่านฉลาดขึ้นได้จริงไม่อิงนิยาย เพราะ 10 วิธีต่อไปนี้นั้นการันตีโดยข้อมูลทางสถิติและวิทยาศาสตร์แล้ว 1. เรียนดนตรี ผลการศึกษาพบว่า การเรียนดนตรีจะทำให้เด็กๆ ฉลาดขึ้น เมื่อเปรียบเทียบระดับไอคิว (IQ) ระหว่างกลุ่มเด็กที่เรียนดนตรี กับกลุ่มเด็กที่ไม่ได้เรียนดนตรี พบว่ากลุ่มที่เรียนดนตรีจะมีไอคิวโดยรวมสูงกว่า 2. เล่นกีฬา สุขภาพร่างกายที่แข็งแรง ส่งผลให้เด็กๆ เรียนรู้ได้ดีขึ้น ในปี ค.ศ. 2007 นักวิจัยชาวเยอรมันพบว่า คนเราจะสามารถท่องจำคำศัพท์ได้เร็วขึ้น 20% หลังจากการออกกำลัง นอกจากนี้จากการศึกษาของ นพ.จอห์น ราเทย์ ค้นพบว่าเมื่อให้กลุ่มอาสาสมัครออกกำลังกายเป็นประจำ เป็นระยะเวลา 3 เดือน สมองส่วนที่ควบคุมความจำจะทำงานได้ดีขึ้นถึง 30% 3. อ่านหนังสือกับลูก ถ้าคุณพ่อคุณแม่มีลูกเล็กๆ ที่กำลังเริ่มหัดอ่านหนังสือ อย่าปล่อยให้ลูกนั่งมองภาพสวยๆ ขณะที่คุณพ่อคุณแม่อ่านหนังสือให้ฟังเท่านั้น แต่ควรให้ลูกอ่านคำบางคำในหนังสือไปด้วย คุณพ่อคุณแม่ควรอ่านไปพร้อมๆ กับลูก ไม่ใช่อ่านให้ลูกฟังเพียงอย่างเดียว 4. นอนหลับอย่างเพียงพอ ผู้เชี่ยวชาญพบว่าการนอนหลับไม่เพียงพอเพียง 1 ชั่วโมง จะทำให้สมองของเด็ก ป. 6 มีประสิทธิภาพลดลงไปเท่ากับเด็ก ป.4 และผลการเรียนของเด็กๆ ก็มีความเกี่ยวข้องกับระยะเวลาในการนอนหลับด้วย จากการศึกษาพบว่าเด็กวัยรุ่นที่ได้เกรดเฉลี่ยเท่ากับ เอ (A) นอนหลับนานกว่าเด็กที่ได้เกรดเฉลี่ยเท่ากับ บี (B) ประมาณ 15 นาที และเด็กที่ได้เกรดเฉลี่ย...
อย่าเพิ่งหงุดหงิดหัวเสีย ปัญหาพี่น้องทะเลาะกัน เป็นเรื่องปกติสามัญที่ต้องเจอทุกบ้านครับ เอาง่ายๆ ขนาดเราเองที่เป็นพ่อเป็นแม่ มีวุฒิภาวะมากกว่า ก็ยังมีช่วงเวลาไฟท์กันเลย (จริงไหม?) ความจริงแล้วปัญหานี้เหมือนจะไม่มีอะไร ก็แค่บอกคนพี่ให้เสียสละ รักน้อง ก็จบ! แต่หารู้ไม่ว่านั่นแหล่ครับจะยิ่งทำให้ปัญหามันบานปลายงอกเงยกันไปใหญ่ จากการเป็นลูกคนเดียว ได้ความรัก รับการเอาอกเอาใจประคบประหงม เป็นคนสำคัญอันดับหนึ่ง อยู่ๆ มีคนที่เราเรียกว่า ‘น้อง’ มาแย่งความรักไปหน้าตาเฉย ลองคิดเอาเองละกันว่าถ้าเป็นเราบ้างจะรู้สึกอย่างไร จะบอกว่าวิธีการเลี่ยง หรือลดปัญหาพี่น้องทะเลาะกัน ต้องเริ่มตั้งแต่เนิ่นๆ ตอนที่คุณแม่เริ่มตั้งครรภ์น้องกันเลยทีเดียว ไม่ใช่น้องออกมาแล้ว เพิ่งจะมาบอกให้รักน้อง ดูแลน้อง ฝันไปเถอะ ^^ ในช่วงตั้งครรภ์ หมั่นบอกลูกคนโตให้รู้ว่าเขากำลังจะมีน้องเล็กๆ และเป็นน้องของเขา ลองให้พี่สัมผัสและรู้สึกถึงน้องในท้อง เช่น เวลาน้องเตะ และรับรู้ไปเรื่อยๆ แอบตีเนียนอธิบายว่าตอนที่เขาอยู่ในท้องก็ดูแลอย่างดีแบบนี้เหมือนกัน อาจจะลองเล่านิทานที่มีตัวละครที่เป็นพี่น้อง จะทำให้เขาเข้าใจได้เร็วขึ้น แน่นอนครับ ช่วงเวลาสำคัญคือตอนที่น้องเกิดมาใหม่ๆ แม้เราจะเตรียมตัวมาอย่างดีแล้ว แต่เด็กซึ่งตอนนี้กลายเป็น ‘ผู้พี่’ แล้วก็อาจมีปฏิกิริยาให้เห็นบ้าง เพราะเป็นครั้งแรกที่เข้ารู้สึกว่าต้องถูกแบ่งความรักความเอาใจใส่ ไม่ได้ให้เวลากับเขาคนเดียวเหมือนเดิมอีกต่อไป ขั้นตอนนี้ยากที่สุดครับ ต้องพยายามสังเกตอารมณ์ความรู้สึกให้ดี คุณพ่อคุณแม่ (รวมถึงคนในบ้าน) ต้องไม่เห่อน้องเกินงาม ให้ความสนใจกับคนพี่บ้างตามสมควร ถ้าแม่ต้องดูแลน้อง พ่อก็ควรมาเล่นกับพี่ ถึงตอนที่น้องเริ่มโต เริ่มเล่นด้วยกันได้ ปัญหาแย่งของเล่นก็จะตามมา  ลองสังเกตอยู่ห่างๆ (ยกเว้นกรณีลงไม้ลงมือกันรุนแรง) แอบดูวิธีการจัดการการทะเลาะด้วยตัวพวกเขาเองก่อน แต่ถ้าเริ่มหยิก ตี เตะ ขว้างของใส่กัน ผมจะรีบจับแยกและบอกด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า ไม่ควรทำแบบนี้ ตีกันแบบนี้ต้องหยุดเล่นก่อน...
ได้รับแชร์ข้อมูลนี้จากคุณครูโรงเรียนอนุบาลบ้านพลอยภูมิที่น้องโมโม่เรียนอยู่ อ่านแล้วรู้สึกว่ามีประโยชน์มาก เป็นข้อมูลพื้นฐานสั้นๆ ง่ายๆ ที่จริงๆ คุณพ่อคุณแม่ทุกท่านควรทราบและนำไปปฏิบัติโดยเฉพาะใครที่มีลูกอยู่ในวัยอนุบาลและประถม (ซึ่งถือเป็นช่วงวัยสำคัญในการปลูกฝังพื้นฐานที่ดี) ก็เลยอยากจะนำมาแชร์บอกต่อ เป็นข้อมูลจากการบรรยายพิเศษในหัวข้อ "สร้างลูก (ศิษย์)รัก ให้เป็นนักคิด โดย รศ. ดร. อุษณีย์ อนุรุทธ์วงศ์ เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557 ณ โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ฯ เรียบเรียงโดย ภญ. เพชรรัตน์ กรอนันต์สิริ (ชิงชิง)  อย่างไรต้องขอขอบคุณไว้ ณ ที่นี้ครับ ^^ 1. พ่อแม่เป็นผู้ที่มีบทบาทสูงสุดในการพัฒนากระบวนการคิดของลูก มิใช่โรงเรียน 2. สมองเป็นอวัยวะที่ "ถ้าไม่ถูกใช้ ก็จะถูกทำลาย" use it or lose it 3. เด็กในวัย 0-8 ปี เรียนรู้ด้วยระบบ "ดูด" จากสิ่งแวดล้อมรอบๆตัว ไม่ใช่การถูกสอน 4. การถักทอความคิด เกิดจากการสังเกตุ "ธรรมชาติ" คนที่เข้าถึงธรรมชาติจะพัฒนาเป็นอัฉจิยภาพได้ 5. การฝึกให้เด็กแก้ปัญหา ช่วยให้เด็กเกิดความคิดสร้างสรรค์ 6. ความสามารถในด้านมิติสัมพันธ์ ทำให้เด็กรู้จักการพลิกแพลง และมีจินตนาการที่ดี...
เมื่อวานนี้ (13/09/57) มีโอกาสดีได้พาเด็กๆไปร่วมชมนิทรรศการที่บอกได้คำเดียวว่าหาดูได้ยาก เพราะไม่ได้มีให้ดูทุกวันแต่จัดแค่ปีละครั้ง นั่นก็คืองาน ‘เอนฟา เบรน เอ็กซ์โป 360° จีเนียส’ จัดโดยบริษัท มี้ด จอห์นสัน นิวทริชัน (ประเทศไทย) จำกัด และกลุ่มผลิตภัณฑ์เอนฟา เอพลัส และที่อยากจะบอกคือ งานนี้ไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ครับ ไม่จำเป็นต้องดื่มนมเอนฟา แต่ในงานมีขายนมเอนฟาครับ ถ้าน้องคนไหนทานอยู่ก็จัดได้เลย ราคาโปรโมชั่นแถมมีของแถมเพียบ แต่ถ้าไม่ได้ซื้ออะไร ก็ไม่ต้องห่วง เค้ายังสแตมป์บัตรจอดรถได้ฟรีอีก 4 ชั่วโมงต่างหาก! สำหรับปีนี้ต้องบอกว่าอลังการงานสร้างกว่าปีที่ผ่านๆ มาหลายเท่า เพราะใช้พื้นที่ในรอยัล พารากอน ฮอลล์ แบบจัดเต็ม เอาเป็นว่าใครจะพาเด็กๆ ไปขอให้เตรียมเสบียงอาหารเผื่อไว้ด้วยเพราะรับรองว่าเด็กๆ จะได้ใช้พลังและเล่นสนุกกันจนแทบลืมเวลา (คุณพ่อคุณแม่หิวแทน) โดยธีมงานของปีนี้ยังคงเน้นไปที่การปลดล็อกศักยภาพสมองของเด็กๆ และธีมงานสำหรับปีนี้คือ '4 ปฏิบัติการทางสมอง เส้นทางสู่ 360° อัจฉริยะรอบด้าน' ภายในงานมีกิจกรรมเชิงปฏิบัติการทางสมองในรูปแบบอินเตอร์แอคทีฟให้คุณพ่อคุณแม่ได้เรียนรู้เทคนิคการกระตุ้นทักษะแห่งอัจฉริยภาพของเด็กๆ ทั้ง 4 ด้าน ได้แก่ ฉลาดเรียนรู้ ฉลาดเคลื่อนไหว ฉลาดสื่อสาร และฉลาดด้านอารมณ์  ผ่านโซนกิจกรรมที่น่าสนใจทั้งหมด 5 โซน แต่ก่อนจะเข้าไปดูกันผมขออนุญาตบอกข้อมูลการจัดงานเผื่อคุณพ่อคุณแม่ท่านใดสนใจอยากพาเด็กๆ ไปเล่น (มีถึงแค่วันอาทิตย์หน้าเท่านั้น) งาน ‘เอนฟา...
ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณทีมงานบริษัทไมโครซอฟท์ ประเทศไทย ที่เปิดโอกาสให้ผมในฐานะตัวแทนคุณพ่อ ได้แวะไปเยี่ยมชม ‘Smart Classroom’ ของโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย นนทบุรี และได้พูดคุยกับดร.สุพจน์ ศรีนุตพงษ์ ผู้อำนวยการโครงการภาครัฐ ของไมโครซอฟท์ ถึงที่มาที่ไปและแนวทางของโครงการในการพัฒนาระบบการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ บอกเลยครับว่าน่าตื่นเต้นและดีใจแทนน้องๆ ที่โรงเรียนนี้จริงๆ ความจริงแล้ว การนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอน จะประสบความสำเร็จไม่ได้เลยหากขาดการวางแผนหรือวางแนวคิดให้ครอบคลุมทุกมิติของการเรียนรู้ ไม่ใช่แค่การนำดีไวซ์ใหม่ๆ เข้ามาใช้งานในห้องเรียนเท่านั้น ทั้งหมดทั้งปวง นำมาสู่แนวคิดเรื่อง ‘ห้องเรียนอัจฉริยะ’ หัวใจหลักของ Smart Classroom คือการนำเทคโนโลยีทั้งระบบมาขับเคลื่อนให้เกิดการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง นำไปสู่ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาของผู้เรียนอย่างแท้จริง รวมถึงช่วยขยายโอกาส และสร้างความเสมอภาคทางการศึกษา แนวคิด Smart Classroom ของไมโครซอฟท์ ประกอบไปด้วยการรวม 4 องค์ประกอบสำคัญ เข้าด้วยกัน 1. ความพร้อมของบุคลากรครู 2. เนื้อหาการเรียนการสอนแบบดิจิตอล 3. ซอฟต์แวร์และบริการ 4. ดีไวซ์ที่นำมาใช้ในห้องเรียน โดยทั้ง 4 องค์ประกอบมีพื้นฐานอยู่บนแนวคิดด้านทักษะสำคัญสำหรับศตวรรษที่ 21 ไม่ว่าจะเป็นความคิดสร้างสรรค์ การคิดวิเคราะห์ การสื่อสาร หรือความเข้าใจในเทคโนโลยี สำหรับในโครงการนำร่องนี้ จะมีการนำทั้ง 4 องค์ประกอบมาประกอบการเรียนการสอนในวิชาวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และภาษาอังกฤษ สำหรับนักเรียนในระดับชั้น ม.1 ซึ่งโรงเรียนที่โชคดี ในการนำร่องโครงการนี้มีสองแห่งคือ ‘โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย นนทบุรี’ และที่ ‘โรงเรียนวรราชาทินัดดามาตุวิทยา จังหวัดปทุมธานี’ ภายใน ‘Smart...
ยอมรับตามตรงว่าสังคมสมัยนี้อยู่ยากขึ้น ไหนจะทั้งขโมยขโจร พี่เลี้ยงใจร้าย คุณครูจอมโหด การลักพาตัวเด็ก ... ข้อข้ามนะครับ ฟังแล้วเครียด!! ไม่มีใครรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น วิธีที่ดีที่สุดก็คือการป้องกันไว้ก่อน ข้อมูลต่อไปนี้น่าจะเป็นประโยชน์สำหรับคุณพ่อคุณแม่ทุกท่านครับ 1. อย่าให้ลูกใส่เสื้อผ้าหรือหมวกที่มีชื่อติดอยู่ เพราะจะทำให้ผู้ร้ายเรียกชื่อลูกได้อย่างถูกต้อง ทำให้เด็กไว้ใจคนๆนั้น ให้เขียนชื่อไว้ด้านในของเสื้อผ้า ไม่ให้เห็นโดยง่าย 2. สอนให้ลูกรู้ว่า ผู้ร้ายมาได้ทุกรูปแบบ อาจเป็นคนที่ดูเป็นมิตร เป็นผู้หญิงหรือผู้ชายก็ได้ ถ้าเป็นเด็กเล็กๆ ให้สอนลูกให้รู้ว่า คนไหนเป็นคนไม่แปลกหน้า นอกนั้นที่เหลือ คือ คนแปลกหน้า 3. สอนให้ลูกรู้จักชื่อจริงของตัวเอง อายุ เบอร์โทรศัพท์ บ้านเลขที่ 4. สอนวิธีโทรศัพท์ทางไกลผ่านโอเปอเรเตอร์ แบบเรียกเก็บเงินปลายทาง 5. สอนวิธีติดต่อพ่อแม่หรือญาติ ในกรณีฉุกเฉิน หรือ ติดต่อเพื่อนบ้านที่ไว้ใจได้ วิธีโทรหาตำรวจ รถดับเพลิง หรือ รถพยาบาล ในกรณีที่ต้องการความช่วยเหลือดังกล่าว 6. หากลูกอยู่บ้านคนเดียว ถ้ามีคนโทรมา สอนลูกให้ตอบไปว่า พ่อแม่อยู่บ้าน แต่กำลังยุ่ง มารับสายไม่ได้ 7. หากลูกอยู่บ้านคนเดียว ถ้ามีคนมา อย่าเปิดประตู ให้บอกว่าพ่อแม่กำลังยุ่งอยู่ ให้คนแปลกหน้ากลับไปก่อนแล้วค่อยมาใหม่ สอนลูกว่าอย่าพูดคุยกับคนแปลกหน้ายืดเยื้อ ถ้าลูกกลัว ให้โทรหาคุณที่ทำงาน หรือ ตำรวจ หรือ เพื่อนบ้านที่ไว้ใจได้...
เกิดเป็นพ่อเป็นแม่ของเด็กสมัยนี้ มีเรื่องให้ต้องปวดหัว และต้องทำการบ้านตลอด นั่งฟังข่าวเช้าตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา ทำให้เกิดความสงสัย ว่าทำไมเด็กสมัยนี้ ดูไม่ค่อยจะรักดีได้ยังไงไม่รู้ ทั้งลูกสาวลูกชาย พูดจาสั่งสอนจนปากเปียกปากแฉะ ก็ยังทำตัวแย่ๆ นิสัยก็ก้าวร้าว ไม่เชื่อฟัง การเรียนก็ตกต่ำ ไม่ยอมไปโรงเรียน ไม่ยอมทำการบ้าน แต่งตัวก็โป๊ เสื้อก็โชว์ไปถึงข้างใน ตบกันแย่งผู้ชาย หนำซ้ำยังมีเซ็กซ์ก่อนวัย มั่วสุม เสพยา เข้าบ่อน กินเหล้า สูบบุหรี่ เฮ้ยย จะหาดีสักอย่างได้มั้ย? จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว คือคำตอบของปัญหา มีข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญระบุตรงกันว่า พฤติกรรมการกระทำทั้งหลายทั้งปวงที่มนุษย์เราแสดงออกตั้งแต่เล็กจนโต ไม่ได้เกิดขึ้นจากการทำงานของสมอง แต่เกิดขึ้นจากจิตเป็นหลัก อย่างที่เราคุ้นกันว่า 'จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว' ไม่มีใครสามารถระบุได้ว่าจิตตั้งอยู่ที่ใดของร่างกาย รู้แต่ว่าจิตมีอำนาจ มีอิทธิพลเหนือชีวิตคนเรา จิตควบคุมการทำงานของสมอง ร่างกายและอารมณ์ความรู้สึกนึกคิด ถ้าเปรียบกับรถยนต์ ตัวถังรถก็ คือ ร่างกาย เครื่องยนต์ คือ สมอง ผู้ถือพวงมาลัย คือ จิต รถจะวิ่งไปถึงจุดหมายปลายได้ตลอดรอดฝั่งอย่างปลอดภัยหรือไม่ ขึ้นอยู่กับคนขับรถที่ถือพวงมาลัย ซึ่งก็คือจิตนั่นเอง สาเหตุ ที่ทำให้ลูกกลายเป็นเด็กรักดี มีพฤติกรรมที่ดี จึงเกิดขึ้นจากจิตที่ได้รับแต่ความทรงจำที่ดี สั่งสมแต่ความรู้สึกที่ดี ส่วนพฤติกรรมที่ไม่ดีทั้งหลายก็ล้วนเกิดขึ้นจากจิตที่สั่งสม หรือได้รับแต่ความทรงจำที่ไม่ดีอยู่ทุกเมื่อทุกวันนั่นเอง มารู้จักจิตให้ลึกไปถึงใจของเจ้าตัวเล็ก จิตของมนุษย์เราแบ่งออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ 1. จิตเหนือสำนึก คือ...

Popular

พักกายใจที่ ‘ไร่ปลูกรัก’ ที่เดียวเที่ยวทั้งวัน!

โอกาสที่เด็กในเมืองส่วนใหญ่จะได้ออกไปเหยียบหิน ดิน ทราย เล่นในท้องนา หาได้ไม่ง่ายนัก แต่ก็ไม่ยากจนเกินไป... จะว่าไปมนุษย์กับธรรมชาตินั้น มีสัมพันธ์แน่นแฟ้นเกินเข้าใจ หลายครั้งที่เราเหนื่อย ท้อ ... แค่มองออกไปบนท้องฟ้า ไปเดินเล่นในสวน หรือหากมีเวลาหน่อย การไปทะเล ภูเขา น้ำตก ตามแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ ก็สามารถชาร์จพลังให้เราได้อย่างรวดเร็วแม้จะเป็นช่วงเวลาสั้นๆ เด็กๆ ก็เช่นกันครับ การเปิดโอกาสพาลูกออกนอกบ้าน ไปสัมผัสธรรมชาติ สูดอากาศบริสุทธิ์ จะช่วยให้หัวใจ ปอด...