เอาจริงๆ เวลาเอ่ยชื่อ Xiaomi อาจไม่คุ้นหูใครหลายคน (อ่านว่า ‘เสี่ยวมี่’ หรือ ‘เสี่ยวหมี่’ ก็ได้) แต่ถ้าเป็นขาไอที ชอบเล่นมือถือ แบรนด์นี้นี่ถือว่าขึ้นชื่อในเรื่องสินค้าเทคโนโลยีที่เน้นดีไซน์เรียบง่าย ใช้วัสดุคุณภาพ ประสิทธิภาพดี ในราคาที่จับต้องได้ หรือบางคนถึงขนาดเปรียบว่าเป็น “แอปเปิ้ล” เชื้อสายจีนกันเลยทีเดียว

นอกไปจากมือถือที่กำลังดังในบ้านเราแล้ว Xiaomi ยังมีสินค้าในกลุ่มอื่นๆ ทั้งโน้ตบุ๊ก ทีวี กล้อง ของเล่น สกูตเตอร์ไฟฟ้า, อุปกรณ์ Smart Health เช่น สมาร์ทวอทช์ เครื่องชั่งน้ำหนัก รองเท้าวิ่ง รวมไปถึงสินค้ากลุ่ม Smart Home ที่น่าสนใจมากมาย อย่างแปรงสีฟัน หม้อหุงข้าว เครื่องดูดฝุ่น เครื่องกรองน้ำ ฯลฯ อีกมากมายสารพัด รวมถึงเครื่องฟอกอากาศเครื่องนี้ ซึ่งจุดเด่นของสินค้า Xiaomi คือการเอาฟังก์ชันฉลาดๆ ใส่ลงไปในสิ่งของเครื่องใช้ธรรมดา เช่น รองเท้าที่สามารถวัดอัตราชีพจรและนับก้าวเดินได้ หม้อหุงข้าวที่สั่งงานผ่านสมาร์ทโฟนได้ เอาคร่าวๆ ประมาณนี้เนอะ ถ้าอยากรู้ว่าเขามีอะไรบ้างคลิกไปดูที่เว็บไซต์ทางการของ Xiaomi ได้

จริงๆ ผมอยากได้เครื่องฟอกอากาศ Xiaomi มานานแล้วแต่ไม่มีโอกาสไปเมืองจีนหรือไม่มีใครหิ้วมาขายซะที พอไปเจอในร้านออนไลน์ เลยจัดมาลองให้สมใจ

Xiaomi Air Purifier 2S เป็นเครื่องฟอกอากาศรุ่นใหม่สุด (เปิดตัวเมื่อช่วงปลายปีที่ผ่านมา) ซึ่งถ้าใครเคยเห็นรุ่น 2 มาก่อนก็พอจะคุ้นหน้าคุ้นตากันอยู่เพราะภายนอกแทบเหมือนกันทุกอย่าง ยกเว้นที่เพิ่มมาใหม่คือจอแสดงผลที่สามารถบอกค่าฝุ่นละออง ความชื้น และอุณหภูมิห้องแบบเรียลไทม์ เรียกได้ว่ายกเอาจอของรุ่น Pro ที่ใหญ่กว่ามาใส่ให้เลยก็ว่าได้ (รุ่น 2 เฉยๆ จะไม่มีจอนะครับ ระวังซื้อผิด)

มาตรวจสอบสเปคเรื่องการฟอกอากาศกันก่อนว่าตรงตามที่เราต้องการหรือเปล่า
พื้นที่ที่ครอบคลุมการทำงาน:
Xiaomi Air Purifier 2S ครอบคลุมพื้นที่การทำงาน 21-37 ตารางเมตร ซึ่งผมแพลนว่าจะใช้ในห้องนอนลูกขนาด 16 ตารางเมตร … ถือว่า เหลือๆ!

ปริมาณอากาศที่ทำความสะอาดได้ (CADR): 
ตามสเปคระบุค่า Clean Air Delivery Rate ไว้ที่ 310m3/h (ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง) ปกติค่านี้ควรจะแจ้งเป็น CFM (คิวบิกฟุตต่อนาที) แต่ไม่เป็นไรครับ จับเอา 310 มาคูณด้วย 0.588 ก็จะได้ออกมาเป็น 182 CFM ซึ่งอย่างที่เคยบอกไว้ในบทความ ‘เลือกเครื่องฟอกอากาศ ไม่ยากอย่างที่คิด’ ว่าค่า CFM มาตรฐานไม่ควรน้อยกว่า 125 CFM … ถือว่า ผ่าน!

อัตราการเปลี่ยนถ่ายอากาศสะอาด (ACH):
ค่า Air Change per Hour ในสเปคของตัวนี้ไม่ได้บอกเอาไว้เช่นกัน แต่คำนวนเองได้ โดยเอา CFM x 60 (นาที) = 10,920 แล้วเอามาหารปริมาณอากาศในห้อง 1,549 ลูกบาศก์ฟุต (172.13 x 9) ดังนั้นค่า ACH จะได้เท่ากับ 7 หมายความว่า ภายในหนึ่งชั่วโมง เครื่องฟอกอากาศตัวนี้จะเปลี่ยนถ่ายอากาศสะอาดได้ 7 รอบ … ถือว่า เยี่ยม!



ไส้กรอง:
เครื่องฟอกอากาศ Xiaomi เกือบทุกรุ่นจะใช้ไส้กรองแบบเดียวกัน นั่นคือไส้กรองทรงกระบอก อากาศไหลเข้าได้ 360 องศา มีระบบกรอง 3 ชั้นคือ Primary Filter ดักฝุ่นทั่วไป, Japan Toray H11-grade HEPA Filter ที่สามารถกรองฝุ่นละอองขนาดเล็กระดับ 2.5 ไมครอน (PM2.5) ได้ 99% และ Activated Carbon Filter กรองกลิ่นไม่พึงประสงค์ โดยสเปคระบุใช้งานได้ประมาณ 4,000 ชั่วโมง

นอกจากไส้กรองมาตรฐานแล้ว (สีฟ้า ติดมากับตัวเครื่อง) ยังมีไส้กรองแบบ Anti-Bacteria (สีม่วง) ที่เพิ่มความสามารถในการยับยั้งเชื้อแบคทีเรียที่ลอยอยู่ในอากาศได้ด้วย เห็นว่าน่าสนใจก็สั่งเพิ่มมาอีกอันนึง ถ้าได้ลองแล้วจะมาเล่าให้ฟังอีกทีนะครับ อ้อเกือบลืม ไส้กรองทุกชิ้นยังมีการฝังชิป RFID เอาไว้เพื่อคอยตรวจสอบอายุการใช้งานซึ่งจะแสดงและแจ้งเตือนเมื่อถึงกำหนดเปลี่ยนผ่านแอพพลิเคชั่นบนมือถือด้วย

เผื่อใครอยากรู้ PM2.5 คืออะไร แวะอ่านในรีวิวนี้ก่อนนะครับ ‘รีวิว: เครื่องฟอกอากาศ Philips AC3256 เด่นด้วยฟังก์ชัน PM2.5’

ความสามารถด้านการกรองผ่านสบายหายห่วงแล้ว ลองมาดูการออกแบบและฟังก์ชันพิเศษที่ติดมากับเจ้าเครื่องนี้กันบ้าง …

ดีไซน์
Xiaomi Air Purifier 2s มีรูปร่างหน้าตาเรียบๆ ทรง Tower สี่เหลี่ยมจตุรัส มีช่องดูดอากาศเข้ารอบตัวทั้งสี่ด้าน ติดตั้งใบพัดเป่าอากาศสะอาดออกด้านบน มีปุ่มกดปุ่มเดียวทำหน้าที่ทั้งเปิดปิดเครื่อง (กดค้าง) และเปลี่ยนโหมด ด้านหน้าติดตั้งจอแสดงผลทรงกลม ไม่รู้สิดูลงตัวบอกไม่ถูก ส่วนตัวชอบดีไซน์น้อยๆ แบบนี้มาก วางไว้ห้องไหนก็ดูสวยลงตัวไปหมด

ฟังก์ชันไฮเทค
ในส่วนของการวัดข้อมูลปริมาณฝุ่นนั้นรับหน้าที่โดย Laser PM Sensor ที่สามารถตรวจจับฝุ่นละอองที่มีอนุภาคขนาด 0.3 ไมครอนได้อย่างแม่นยำ ซึ่งหากเซ็นเซอร์ตรวจพบค่าอากาศที่เกินค่าเหมาะสม เครื่องจะทำงานโดยอัตโนมัติเลยนะ

อย่างที่บอกไปตอนต้นครับว่า Xiaomi มักจะใส่ฟังก์ชันฉลาดๆ ไว้ในสินค้าของตัวเอง ซึ่งสำหรับ Xiaomi Air Purifier 2S ก็เช่นกัน ไล่ตั้งแต่จอแสดงผล OLED ทรงกลม สามารถหรี่แสงไฟตอนปิดไฟนอนอัตโนมัติไม่ต้องกลัวแยงตา แสดงข้อมูลครบครันแบบเรียลไทม์ ทั้งปริมาณฝุ่นละอองตามดัชนี Particulate Matter 2.5 (PM2.5) และมีแถบสีแสดงไว้ด้านล่างบอกคุณภาพอากาศ สีเขียว = ปกติ, สีส้ม = ปานกลาง, สีแดง = แย่

ถัดลงมาด้านล่าง มีตัวเลขบอกปริมาณความชื้นในอากาศ อุณหภูมิห้อง โหมดการทำงาน และไอคอนแสดงสถานะการเชื่อมต่อ Wi-Fi … ใช่แล้วครับ สามารถเชื่อมต่อ Wi-Fi ในบ้าน (รองรับมาตรฐาน 802.11 b/g/n) ช่วยให้เราสามารถควบคุมสั่งงานผ่านสมาร์ทโฟนได้ด้วย!

หลังจากที่เราตั้งค่าให้เครื่องฟอกอากาศเชื่อมต่อกับเครือข่ายไร้สายในบ้านแล้ว ก็ต้องไปดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่น Mi Home มาติดตั้งบนสมาร์ทโฟน (มีทั้ง iOS และ Android) ทีนี้เราก็สามารถสั่งเปิดปิดจากมือถือ รวมไปถึงตั้งค่าการทำงานแบบละเอียดยิบได้เลย เช่น กำหนดขนาดของห้องที่เราตั้งเครื่องไว้ โดยพัดลมจะทำงานในระดับที่เหมาะสมไม่เบาไม่แรงจนเกินไป (ยืดอายุของไส้กรองไปในตัวด้วย) การตั้งเวลาเปิด-ปิดเครื่อง เปิด-ปิดหน้าจอแสดงผล  และในหน้าหลักของแอพ นอกจากจะแสดงข้อมูลสภาพอากาศให้เห็นแล้ว ยังบอกสภาพของฟิลเตอร์และจะแจ้งเตือนเมื่อถึงเวลาต้องเปลี่ยน

แต่ต้องบอกไว้ก่อนว่าตัวแอพน่าจะยังค่อยสมบูรณ์ บางฟังก์ชันยังไม่สามารถใช้งานได้ เช่น การแสดงข้อมูลสภาพอากาศภายนอกในบริเวณที่เราพักอาศัย ซึ่งน่าจะเป็นเพราะตัวแอพพลิเคชันนั้นเชื่อมกับเซิร์ฟเวอร์ที่อยู่ในประเทศจีนนั่นเอง นอกจากนี้ฟังก์ชันสั่งงานด้วยเสียงก็ดูเหมือนจะใช้ได้ เพราะมีคำอธิบายว่ารองรับคำสั่งง่ายๆ เช่น “Turn on/Turn off air purifier” แต่หลังจากพยายามลองแล้วไม่สำเร็จครับ ถ้าพูดจีนใส่อาจได้ก็ได้นะครับ ใครพูดจีนได้ลองดูให้ผมหน่อย)

เสียงรบกวนและการใช้พลังงาน
เรื่องของเสียงรบกวนนี่หลายคนกังวลเพราะกลัวนอนไม่หลับ แต่บอกเลยครับว่าในโหมดการทำงานแบบ Night Mode นั้นเงียบสนิทจนคิดว่าเครื่องดับ (ประมาณ 40dB) ส่วนโหมด Custom นั้นจะเริ่มได้ยินเสียงพัดลมทำงานก็เมื่อตั้งค่าขนาดของห้องที่ประมาณ 15 ตารางเมตรขึ้นไป โดยพัดลมจะหมุนด้วยความเร็วคงที่ไปเรื่อยๆ จนกว่าเราจะเปลี่ยนเป็นโหมด Auto หรือ Night Mode ในขณะที่การใช้ความเร็วพัดลมสูงสุด (กรณีตั้งค่าห้องใหญ่สุด หรือเซ็นเซอร์ตรวจพบปริมาณอากาศแย่ ก็จะได้ยินเสียงลมดังชัดเจน (ประมาณ 74dB)

สำหรับการใช้งานจริง แนะนำให้ปรับโหมด Custom ตั้งค่าพื้นที่ครอบคลุมห้องที่ใช้งาน เพราะรู้สึกถึงการทำงานของพัดลม และมีการหมุนเวียนของอากาศในห้องดีกว่า (มีลมแผ่วๆ ให้รู้สึก) ขณะที่โหมด Auto นั้นพัดลมหมุนค่อนข้างเบาแทบจะตลอดเวลา กลายเป็นความรู้สึกนอยด์ๆ กลัวอากาศไม่สะอาด ^^ แต่ถ้าใครชอบเงียบฉี่ ก็ไม่ว่ากันครับ

ส่วนเรื่องการใช้พลังงานไฟฟ้า วัดโดยอุปกรณ์ Volcraft Energy Check 3000 พบว่า Xiaomi Air Purifier 2S ใช้ไฟในโหมด Night Mode แค่ 1.5 วัตต์ โหมด Custom ตั้งพัดลมปานกลาง ใช้ไฟ 7.5 วัตต์ ส่วนถ้าเปิดพัดลมแรงสุด จะดึงไฟประมาณ 26 วัตต์เท่านั้น ถือว่าประหยัดใช้ได้เลยครับ

สรุปปิดท้าย: หากใครกำลังวางแผนจะซื้อเครื่องฟอกอากาศคุณภาพเหมาะสมมาใช้ และอยากลองเล่นฟังก์ชันล้ำๆ Xiaomi Air Purifier 2S เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ ทั้งจากฟังก์ชันการควบคุมผ่านสมาร์ทโฟนได้ ใช้เซ็นเซอร์ตรวจวัดคุณภาพอากาศคุณภาพสูง ไส้กรอง 3 ชั้นถอดเปลี่ยนง่าย ดีไซน์สไตล์มินิมอลเรียบหรูดูแพงหลักหมื่น แต่กระซิบให้ว่าสวยขนาดนี้ ฟังก์ชันจัดเต็มขนาดนี้ แบงค์พัน 10 ใบมีทอน!

เดี๋ยวจะหาว่าเชียร์อย่างเดียว ข้อเสียของเครื่องนี้ก็มีอยู่ครับ นั่นก็คือเรื่องของการรับประกันหลังการขาย เพราะปัจจุบันยังไม่มีศูนย์บริการอย่างเป็นทางการในประเทศไทย อะไหล่อาจต้องสั่งเอาจากออนไลน์หรือร้านค้าที่รับพรีออเดอร์ ซึ่งอาจไม่สะดวกนักหากโชคร้ายเครื่องมีปัญหา แต่เอาจริงๆ เท่าที่ใช้เครื่องฟอกอากาศมา ยังไม่เคยพังแม้แต่เครื่องเดียว

วันนี้ต้องขอตัวลาไปก่อน หวังว่าข้อมูลที่นำมาฝากนี้ น่าจะมีประโยชน์สำหรับใครที่กำลังมองหาเครื่องฟอกอากาศมาใช้งานกันนะครับ