เชื่อว่าปัญหาหนักอกของคุณพ่อคุณแม่ที่มีเด็กเล็กในบ้าน น่าจะหนีไม่พ้นเรื่องฝุ่น ที่เป็นสาเหตุหลักอันดับหนึ่งของการเกิดภูมิแพ้ ลองสังเกตดูครับว่าถ้าลูกๆ มีอาการ คัดจมูก จาม มีน้ำมูกใส เวลาตื่นนอนตอนเช้า หรือบางครั้งมีน้ำตาไหล ระคายเคืองตา หรือเป็นผื่นคัน ไม่ทราบสาเหตุ … เหล่านี้ให้สันนิษฐานไว้ก่อนเลยว่า ไรฝุ่นบุกห้อง ของแท้แน่นอน!

ถ้าใครติดตามบล็อกนี้มาตั้งแต่แรกๆ จะทราบว่าผมพยายามลดความเสี่ยงเรื่องฝุ่นมาตลอด เพราะตัวเองเป็นภูมิแพ้ไรฝุ่นอยู่แล้ว แล้วก็ไม่ลืมที่จะส่งต่อทางกรรมพันธุ์มาให้ลูกชายคนโต พอมีลูกสาว ก็มีเหตุคลอดก่อนกำหนด

ตอนนั้นคุณหมอบอกว่าต้องเคลียร์ห้องให้สะอาดเลยนะ ฝุ่นนี่ขอให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ ก็เลยจัดเครื่องฟอกอากาศ (อ่านบทความ เลือกเครื่องฟอกอากาศไม่ยากอย่างที่คิด) และหุ่นยนต์ดูดฝุ่น (อ่านรีวิว หุ่นยนต์ดูดฝุ่น LG Hom-Bot Square VR62701LVM) มาประจำการที่บ้าน

แต่ยังมีจุดหนึ่งที่มองข้ามมาตลอด นั่นคือ “ที่นอน” ที่ที่ควรจะสะอาดที่สุดในห้องนอนของเราและลูกน้อย หารู้ไม่ว่าเป็นแหล่งสะสมฝุ่นและเชื้อโรคชั้นดี เหตุผลก็คือ แทบไม่มีใครคิดจะทำความสะอาดมันเลย การซักผ้าปูและปลอกหมอนด้วยน้ำอุ่น อาจช่วยได้ระดับหนึ่ง

แต่ความจริงที่คนไม่ค่อยรู้คือ ไรฝุ่นมันอยู่ลึกลงไปในฟูกที่นอนต่างหาก!

แม้จะรู้ว่าวิธีที่ประหยัดที่สุดคือการยกไปตากแดด แต่ไม่ง่ายครับ อย่าว่าแค่ขนาด 6 ฟุตเลย… 3.5 ฟุตก็ไม่ยกแล้ว T-T นี่ยังไม่คิดถึงคนที่อยู่คอนโดนะ จะเอาระเบียงที่ไหนมาตาก…

ไรฝุ่น คืออะไร? มาจากไหน? -> ใครรู้แล้วข้ามส่วนนี้ไปได้เลยครับ
เล่าย่อๆ ละกันเนอะ ไรฝุ่น (Dust Mite) มีชื่อทางวิทยาศาสตร์อ่านยากๆ ว่า Dermatophagoides farinae เป็นแมลงขนาดเล็ก ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า อาศัยอยู่บนโลกของเรามานานกว่า 500 ล้านปีแล้ว

หลายคนสงสัยว่ามันมาจากไหน แล้วมาอยู่บนที่นอนหมอนมุ้งในบ้านเราได้ยังไง คำตอบคือ มันลอยมาตามอากาศดังนั้นการป้องกันไม่ให้มีไรฝุ่นอยู่ในบ้านเลย 100% เป็นไปได้ยากถึงยากที่สุด แม้ผลการวิจัยจะบอกว่าไรฝุ่นไม่ได้เป็นอันตรายกับมนุษย์ แต่สิ่งที่เป็นอันตรายนั้นคือมูลหรือซากศพของมันที่สามารถฟุ้งกระจายและลอยเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจของเราในขณะนอนหลับได้ง่ายมาก และผู้ที่ไวต่อละอองฝุ่นเหล่านี้จะมีอาการภูมิแพ้ขึ้นทันที

สำหรับบางคนที่ไม่เชื่อว่าบ้านตัวเองมีไรฝุ่น ลองดูสถิติเหล่านี้ครับ

– ในฝุ่นบ้าน 1 กรัม สามารถพบไรฝุ่นได้ถึง 500 ตัว
– น้ำหนัก 1 ใน 10 ของหมอนเก่าอายุ 6 ปี มาจากไรฝุ่นและมูลของไรฝุ่น
– ในที่นอน 1 หลัง มีไรฝุ่นอาศัยอยู่ประมาณ 2 ล้านตัว
– เศษหนังกำพร้าของคน 1 กรัม เป็นอาหารให้ไรฝุ่นหนึ่งล้านตัวมีชีวิตได้นาน 1 สัปดาห์ ให้ตายเหอะ!

เอาหล่ะ เข้าเรื่อง(ซะที)

‘ATOCARE EP880’ เครื่องดูดกำจัดไรฝุ่น พลังตบสูง
ไม่รู้นอนคลุกไรฝุ่นมานานแค่ไหนแล้ว T-T แต่รู้แน่ว่า วันนี้ต้องแยกทาง! หลายปีก่อนหน้านี้เคยได้ดูสาธิตเครื่องดูดกำจัดไรฝุ่นยี่ห้อหนึ่ง แต่ราคาเกินพละกำลังไปมาก สุดท้ายไปได้เครื่องดูดฝุ่นธรรมดาแต่มาพร้อมหัวดูดที่เรียกว่า ‘Sani Punch’ ลักษณะเป็นแผงพลาสติกเสริมอยู่ใต้หัวดูดเพื่อตบฝุ่นให้หลุดจากที่นอนแล้วดูดทิ้ง แต่ใช้แล้วไม่ประทับใจ เพราะแผงตบ ตบได้แผ่วเบาราวแมวย่อง ฝุ่นที่ตบและดูดได้ เห็นเป็นฝุ่นละเอียดนะแต่ออกมาปริมาณน้อยมากๆ แอบเสียดายตังค์เลยทีเดียว

จนได้มาเจอกับ ‘ATOCARE EP880’ เครื่องนี้ ที่ต้องบอกว่า ระบบตบฝุ่นของเค้ากินขาดครับ แถมยังมีระบบฆ่าเชื่อด้วยแสง UV แบบในเครื่องแพงๆ ที่เราไม่มีปัญญาซื้ออีกด้วย เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา ไปดูกันเลย …

การประกอบเครื่อง ไม่มีอะไรยุ่งยากเลยครับ แค่ใส่ Dust Basket ท้ายเครื่อง (หมุนให้ลงล็อคตามสัญลักษณ์) แล้วต่อท่อดูดเข้ากับตัวเครื่องทั้งสองด้าน ก็พร้อมดูดทันที

แบรนด์ ‘ATOCARE’ (ออกเสียง- เอโต้แคร์) เพิ่งมาทำตลาดในเมืองไทยได้ไม่นานครับ ต้นกำเนิดเค้าอยู่ที่เกาหลีใต้ เน้นผลิตเครื่องใช้ประเภทสุขอนามัยหลายอย่างทั้งเครื่องดูดกำจัดไรฝุ่น เครื่องฆ่าเชื้อโรคบนเครื่องนอน เครื่องเพิ่มความชื้นในอากาศ (ลองแวะไปดูสินค้าของเขาได้ที่ www.atocare.co.kr ครับ) ตอนนี้มีตัวแทนอย่างเป็นทางการโดย บริษัท ไทยอินเตอร์คอนติเนนตัล เทรดดิ้ง มีหน้าที่จัดจำหน่ายและบริการหลังการขาย หายห่วง!

อีกคำถามสำคัญ ว่าน่าเชื่อถือแค่ไหนเรื่องการดูดไรฝุ่น? ATOCARE เครื่องนี้เค้าผ่านมาตรฐานได้รับการรับรองโดยสถาบันทดสอบผลิตภัณฑ์ชั้นนำ 3 แห่งคือ British Allergy Foundation (สถาบันโรคภูมิแพ้ ประเทศอังกฤษ), Korea Atopy Association (สภาบันโรคภูมิแพ้ ประเทศเกาหลี) และได้รับรางวัลผลิตภัณฑ์ยอดเยี่ยม จากผู้เชี่ยวชาญด้านสัตว์เลี้ยง ประเทศญี่ปุ่น Japan Society Animal Specialty Education

ทดสอบใช้งาน: พลังดูดเหลือเชื่อ แถมฆ่าเชื้อด้วยแสง UV
เพราะ ATOCARE EP880 ถูกออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาไรฝุ่นโดยเฉพาะ ตัวเครื่องจึงมีดีไซน์กะทัดรัดเหมาะมือ จับไถได้แบบเตารีด แค่น้ำหนักตัวเครื่องจะมากกว่าหน่อย (ประมาณ 2.5 กิโลกรัม)

ไฮไลท์ของเครื่องรุ่นนี้ก็คือระบบการตีฝุ่นด้วยแปรงหมุนลูกกลิ้งความเร็วสูงถึง 3,600 รอบต่อนาที ซึ่งการใช้งานจริงนั้นสามารถรับรู้ถึงแรงสั่นสะเทือนบนฟูกที่นอนอย่างชัดเจน (ต่างกับเครื่องเดิมที่เคยใช้ฟ้ากับเหว) และทันทีที่ไถไปบนที่นอน ก็ได้เห็นผงฝุ่นก็ประดังประเดเข้ามาในถังเก็บ เยอะมากกกกจนน่าตกใจ เฮ้ย! นี่เรานอนคลุกฝุ่นขนาดนี้ไปได้ยังไง!!

เครื่องมีน้ำหนักเบาครับ เด็กใช้งานได้สบาย อย่าลืมให้ใส่หน้ากากอนามัยป้องกันฝุ่นด้วย (ในรูปแค่ action เฉยๆ เลยไม่ได้ใส่ครับ ^^) ส่วนเรื่องเสียงนั้น ดังประมาณเดียวกับเครื่องดูดฝุ่นทั่วๆ ไป

ลักษณะของฝุ่นที่ถูกมอเตอร์พลังสูงดูดออกมาได้ มีทั้งฝุ่นหยาบที่ถูกระบบดูดแบบไซโคลนหมุนอัดรวมกันเป็นก้อนและฝุ่นละเอียดที่เนียนเหมือนผงแป้ง (พวกไรฝุ่นและมูลของมันจะอยู่ในนี้แหล่ะครับ)

ที่สำคัญ ไม่ต้องห่วงว่าฝุ่นจะหลุดออกมาฟุ้งกระจายเพราะใช้ระบบแผ่นกรองแบบ HEPA ถึง 3 ชั้น สามารถกรองไรฝุ่นและฝุ่นที่มีอนุภาคขนาดเล็กถึง 0.2 ไมครอน ได้ประสิทธิภาพสูงถึง 99.97%

ดูสิ ดูดแค่แป๊บเดียว เห็นก้อนอะไรดำๆ นั่นไหม?
เปิดฝา Dust Basket ดูลักษณะของฝุ่นที่ดูดได้ ในภาพนี้จากที่นอน 3.5 ฟุต อายุเกิน 5 ปีครับ นี่แค่ส่วนเดียวนะครับ ยังมีไรฝุ่นค้างอยู่ในแผ่นกรอง HEPA เคาะออกมารวมกันได้เยอะกว่านี้ 3 เท่า! น่ากลัวมาก!

เรื่องแผ่นกรองนี่ มีข้อสังเกตเล็กน้อยครับ ด้วยความที่มันสามารถกรองฝุ่นที่ละเอียดมากๆ ได้ จึงอาจมีการอุดตันได้ค่อนข้างเร็ว ครั้งแรกที่ผมใช้งาน โดยการดูด Topper (เบาะเสริมที่นอน) อายุการใช้งานประมาณ 2 ปี (เคยดูดฝุ่นทำความสะอาด 3-4 ครั้ง) ปรากฏว่าใช้ไปสักพักเครื่องตัดการทำงานไปเลย ทีแรกก็สงสัยว่าเครื่องจะมีปัญหา แต่ปรากฏว่าพอไปทำความสะอาดแผ่นกรองเท่านั้นแหล่ะ ถึงบางอ้อทันที ฝุ่นละเอียดปริมาณมหาศาลถูกอัดกันแน่นในแผ่นกรอง ทั้งเคาะทั้งใช้แปรงปัดทำความสะอาดอยู่นาน ส่วนฝุ่นหยาบนั้นไม่สร้างปัญหา เพราะถูกระบบไซโคลนอัดรวมกันเป็นก้อนอยู่ก้นถัง

สภาพของแผ่นกรอง HEPA (ซ้าย) และแผ่นกรองหยาบ (ขวา) หลังจากผ่านการดูดแค่ครั้งเดียว แนะนำว่าควรเคาะฝุ่นและใช้แปรงปัดที่มีมาให้ ทำความสะอาดทุกครั้งหลังใช้งาน แนะนำให้ล้างน้ำเฉพาะแผ่นกรองหยาบและ Dust Basket ครับ (อย่าลืมตากให้แห้งก่อนใช้งานนะครับ)

แนะนำว่า ให้ถอดแผ่นกรองออกมาทำความสะอาดทุกครั้งหลังใช้งาน แม้ที่กล่องเก็บฝุ่นจะเขียนไว้ว่าสามารถล้างแผ่นกรองทั้งหมดด้วยน้ำได้ แต่เอาเข้าจริงไม่แนะนำนะครับ เพราะจะทำให้ประสิทธิภาพการกรองลดลง หรือหากล้างแล้วไม่ตากให้แห้งสนิทจริงๆ อาจส่งผลให้เกิดเชื้อราและกลิ่นเหม็นในตัวเครื่องได้ เอาเป็นว่าให้ล้างเฉพาะตัวกรองที่เป็นลวดตาข่ายก็พอครับ (ราคาอะไหล่ HEPA Filter ราคาชิ้นละ 690 บาท ดูดครั้งแรกๆ ฝุ่นเยอะหน่อย จะใช้งานได้ประมาณ 4-5 ครั้ง หลังจากนั้นอายุการใช้งานจะนานขึ้น เพราะฝุ่นน้อยลงครับ)

พลิกดูใต้เครื่อง ด้านบนสุดคือหลอดไฟ UV-C ยี่ห้อ Philips ที่เชื่อถือได้แน่นอนเพราะเครื่องดูดของ Philips เองก็ใช้รุ่นนี้ ถัดลงมาเป็นช่องดูดที่ติดตั้งแปรงปัด หมุน 3600 รอบ/นาที ขุดคุ้ยฝุ่นได้แรงสะใจ ล่างสุดเป็นเซนเซอร์วัดระยะห่าง ที่จะควบคุมไม่ให้หลอด UV ทำงานถ้าห่างจากพื้นผิววัตถุเกิน 3 เซนติเมตร

นอกจากระบบตีและดูดฝุ่นที่มีประสิทธิภาพแล้ว ไฮไลท์ที่สอง ต้องถือว่าเป็นของดีสำหรับบ้านที่มีเด็กเล็กๆ เลยครับ นั่นก็คือระบบรังสี UV-C ฆ่าเชื้อโรค เชื้อจุลินทร์ แบคทีเรีย และไวรัส แบบเดียวกับที่ใช้ในเครื่องกรองน้ำและเครื่องนึ่งขวดนมนั่นแหล่ะครับ โดยหลอด UV-C จะถูกติดตั้งอยู่บริเวณเหนือแปรงตีฝุ่น มีเซ็นเซอร์ควบคุมการทำงานอัตโนมัติ ทำงานเฉพาะเมื่อเครื่องวางสัมผัสกับพื้นผิวที่เรียบ และจะหยุดทำงานทันทีเมื่อยกขึ้น ปลอดภัยสบายใจได้ครับ (ไม่แนะนำให้จ้องมองหรือสัมผัสกับแสงโดยตรง)

 

ไฟสถานะด้านหน้าเครื่องแสดงโหมดการทำงานที่เลือก (ในภาพคือโหมด 1) ระบบจะทำงานทั้งหมด ทั้งดูด ปัด และฉายแสงยูวี สังเกตด้านใต้เครื่อง คือแสงไฟ UV กำลังทำงานครับ หลอด UV นี้จะมีไฟสีเขียวด้านหน้าเครื่อง บอกว่ากำลังทำงานอยู่ด้วย

ระบบการทำงาน เลือกปรับได้ 3 ฟังก์ชั่นตามความเหมาะสม
ตัวเครื่อง ATOCARE EP880 มีระบบทำงานไม่ซับซ้อนครับ สามารถปรับโหมดการทำงานได้โดยเลื่อนสวิตช์ด้านบนบริเวณมือจับ บริเวณด้านหน้าตัวเครื่องมีไฟแสดงสถานการณ์ทำงานของแต่ละโหมดชัดเจน เข้าใจง่าย มีทั้งหมด 3 โหมดคือ

โหมด 1: ดูดไรฝุ่น และฆ่าเชื้อด้วยแสง UV
เป็นโหมดการทำงานหลัก รวมการทำงานทุกอย่างเพื่อดูดไรฝุ่นและฆ่าเชื้อ ในโหมดนี้แปรงจะหมุนตีที่นอน หมอน ผ้าห่ม โซฟา ที่นอนน้องหมา เบาะผ้าในรถยนต์ ฯลฯ เพื่อให้ไรฝุ่นหลุดออกมา โดยมีมอเตอร์พลังสูง 650 วัตต์ดูดเข้าไปเก็บในถังท้ายเครื่อง พร้อมกับหลอดไฟ UV-C ฉายแสงเพื่อฆ่าเชื้อไปด้วย

โหมด 2: ดูดฝุ่นด้วยท่อดูด สำหรับซอกเล็กๆ
โหมดนี้มีไว้สำหรับการดูดฝุ่นในซอกเล็กๆ ที่เครื่องไม่สามารถเข้าถึงได้ เพียงแค่ถอดหัวดูดจากตัวเครื่องด้านขวาออกมา ใช้งานเหมือนเครื่องดูดฝุ่นทั่วไป ในโหมดนี้ระบบแปรงหมุนและหลอด UV จะไม่ทำงานครับ

โหมด 3: ฆ่าเชื้อโรคด้วยแสง UV
โหมดนี้เป็นการฆ่าเชื้อโรคด้วยแสง UV เพียงอย่างเดียว วิธีใช้งานก็แค่วางเครื่องแนบไปกับวัตถุที่ต้องการฆ่าเชื้อ ได้หมดไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์มือถือ คีย์บอร์ดคอมพิวเตอร์ พวงกุญแจ แว่น ตุ๊กตา ของเล่น ฯลฯ แค่ 3-5 วินาทีเชื้อโรคก็ตายหมดครับ ข้อควรระวังของโหมดนี้ (และโหมด 1 ที่เปิดแสง UV) คือไม่ควรวางแนบวัตถุใดๆ นานเกิน 10 วินาที เพราะแสง UV-C อาจส่งผลให้พื้นผิวของวัตถุเปลี่ยนสีได้ และห้ามจ้องตา สัมผัสบนผิวหนังทั้งคนและสัตว์เลี้ยงครับ

สรุปส่งท้าย
จากการทดลองใช้งาน ATOCARE EP880 เมื่อเทียบกับเครื่องที่บ้านต้องบอกว่าดีกว่าหลายเท่า อาจจะเทียบไม่ได้กับเครื่องรุ่นใหญ่ราคา 7-8 หมื่น แต่ถือว่าสิ่งที่เครื่องนี้ทำได้ คือการฆ่าเชื้อโรคบนที่นอน ดูดกำจัดไรฝุ่น เศษฝุ่นและรังแค เส้นผมและขนสัตว์ ได้อย่างมีประสิทธิภาพน่าประทับใจ แถมยังราคาจับต้องได้ แนะนำอย่างยิ่งสำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่มีเด็กเล็กหรือคนที่เป็นโรคภูมิแพ้ครับ

ATOCARE EP880 ราคาปกติอยู่ที่ 12,900 บาท แต่ถ้าจังหวะดีๆ เจอช่วงจัดโปร ใช้แบงค์พันไม่ถึงสิบใบครับ ^^

สนใจแวะดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์และแฟนเพจของ ATOCARE Thailand ได้เลยครับ
www.vitainno.com
www.facebook.com/vitainno
www.facebook.com/atocarethailand

สนใจทดลองใช้ Atocare EP880 พร้อมโปรโมชั่นดีๆ เชิญแวะชมได้ที่บูธของ VITANANO ที่งานมหกรรม ‘บ้านและสวน’ งานมีถึงวันที่ 5 พ.ย. นี้ครับ (ชาเลนเจอร์ 2 ล็อก 22 บูธ O101-O102)

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here