กลับมาพบกันอีกครั้งประเดิมกับโฉมใหม่เว็บใหม่ของ daddylittlethings.com ด้วยเรื่องราวสนุกๆ มีสาระกันครับ (ฝากติดตามเพจกด Like ที่ FB daddylittlethingsTH กันด้วยนะคร้าบ ^^) วันนี้ผมมีเทคนิคดีๆ สำหรับผู้ที่เลี้ยงน้องหมาโดยเฉพาะใครที่กำลังลังเลว่าจะพาน้องหมานั่งรถไปเที่ยวดีไหม ต้องเตรียมอะไรยังไง มาดูกันเล้ยยย

ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณฟอร์ดประเทศไทย ที่สร้างสรรค์กิจกรรมดีๆ นี้ขึ้นมา ซึ่งงานในวันนี้มีกิมมิคที่น่าสนใจคือการ “เตรียมตัวในการพาน้องหมาไปเที่ยว” กับงาน #คู่ซี้4ขา โดยพระเอกในงานนี้อย่างรถยนต์ ฟอร์ด เอคโค่สปอร์ต ถึงกับต้องกลายเป็นพระรองในสายตาสื่อมวลชนไปในทันที เพราะต้องเจอกับความน่ารัก ขี้อ้อน ของน้องหมาเซเลบชื่อดังทั้ง กัปตันควิ้นท์ พี่หมาพันธุ์ไซบีเรียน ฮัสกี้, เจ้าโม ชิวาว่าตัวจิ๋ว รวมไปถึงน้องหมาโกลเด้น รีทรีฟเวอร์ น่าฟัดที่ยกมากันทั้งขโยง (จำชื่อไม่ได้ T-T)

ก่อนเดินทางไปสมทบกับน้องหมาอีกเกือบสิบตัวที่ Dog Space BKK เพื่อทำกิจกรรมฝึกสุนัขเบื้องต้น เราก็ได้รับข้อมูลน่าสนใจเกี่ยวกับการเตรียมตัวพาน้องหมาไปเที่ยวจากทีมครูฝึกจากศูนย์ฝึกสุนัขตำรวจ Thai K9 รวมไปถึงเคล็ดลับและประสบการณ์ตรงจากเจ้าของน้องหมา ที่จะช่วยให้การเดินทางมีความปลอดภัย ไร้อุปสรรคตลอดเส้นทาง ใครอยากรู้ ตามมาดูกันเลยครับ 

 

 

ข้อควรรู้สำหรับนักเดินทางมือใหม่
> เช็คก่อนว่าจุดหมายที่คุณกำลังจะมุ่งหน้าไปนั้นอนุญาตให้นำสัตว์เลี้ยงเข้าไปได้หรือไม่
> ตรวจสอบสภาพร่างกายของน้องหมาให้แน่ใจว่าแข็งแรงพร้อมสำหรับการเดินทาง
> หากเคยมีประวัติเมารถ ให้กินยาแก้เมา แก้อาเจียนป้องกันไว้ด้วย 
> รถยนต์ของคุณต้องมีพื้นที่กว้างขวางและมีช่องเก็บสัมภาระเพียงพอสำหรับการขนย้ายอุปกรณ์ที่จำเป็นต่างๆ และก็ถึงคิวของฟอร์ด เอคโค่สปอร์ตบ้าง ตรงนี้ขอพื้นที่โฆษณานิดหน่อยนะฮะ …

ฟอร์ด เอคโค่สปอร์ตเป็นหนึ่งในรถคอมแพคเอสยูวีที่ตอบโจทย์การใช้งานอเนกประสงค์ของผู้บริโภคที่มีไลฟ์สไตล์เป็นเอกลักษณ์อย่างผู้ที่ชื่นชอบสัตว์เลี้ยงด้วยพื้นที่เก็บของท้ายรถที่มีความจุถึง 705 ลิตร เมื่อพับเบาะหลังมาชนกับเบาะหน้า ผู้ใช้งานจะมีพื้นที่กว้างพอสำหรับการบรรจุเครื่องซักผ้าหนึ่งเครื่องหรือกรงสุนัขขนาดใหญ่ได้เลยทีเดียว นอกจากนี้ภายในตัวรถยังมีพื้นที่เก็บสัมภาระเป็นสัดส่วนมากถึง 20 ช่อง ผู้ใช้งานจึงหมดกังวลเรื่องข้าวของระเกะระกะไม่เป็นระเบียบได้อย่างหายห่วง

อุปกรณ์ที่จำเป็นเพื่อการเดินทางที่ราบรื่น
แผ่นรองปูพื้นรถขนาดพอประมาณ หากเป็นรุ่นที่สามารถซับน้ำได้ดีจะดีมาก
> กระเป๋าสำหรับใส่อุปกรณ์ส่วนตัวของน้องหมา
> สายจูง ขาดไม่ได้ (ไม่ว่าน้องหมาของเราจะเชื่องขนาดไหนก็ตาม) แบบสายกลมจะจับกระชับมือกว่าสายแบน
> ควรมีป้ายชื่อคล้องคอน้องหมาพร้อมระบุเบอร์ผู้ที่ติดต่อฉุกเฉินกรณีเกิดการพลัดหลง
> เตรียมน้ำ อาหารและยาประจำตัวให้พร้อม
> ลดความประหม่าในการเดินทางให้น้องหมาด้วยการนำของเล่นชิ้นโปรดหรือผ้าขนหนูที่น้องหมาคุ้นเคยใส่รถไปด้วย เพราะจะช่วยทำให้เจ้าตูบรู้สึกปลอดภัยและไม่แปลกที่จนเกินไป
> สำคัญคืออย่าลืมเตรียมถุงเก็บมูลสุนัขและน้ำยาดับกลิ่นให้พร้อม

ขณะเดินทาง
> ควรให้น้องหมานั่งอยู่ในที่นั่งหรือเบาะ โดยอาจติดตั้งสายรัดนิรภัยที่ออกแบบมาเป็นพิเศษเพื่อเพิ่มความปลอดภัยอีกขั้น
> จำไว้ให้ขึ้นใจว่า แม้คุณจะขับขี่ด้วยความเร็วต่ำกว่า 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง สัตว์เลี้ยงที่ไม่ได้รับการดูแลที่ถูกวิธีขณะเดินทางและแม้จะมีน้ำหนักตัวเพียง 30 กิโลกรัม อาจกลายเป็นจรวดมิสไซล์ขนาดจิ๋วที่มีน้ำหนักมากถึง 1,350 กิโลกรัมได้เมื่อเกิดการชนจากด้านหน้า
> ห้ามให้น้องหมานั่งตักคนขับหรือแม้กระทั่งบริเวณที่นั่งข้างคนขับเป็นอันขาด ลองจินตนาการภาพผู้ขับขี่ที่มีสุนัขนั่งอยู่บนตัก แม้ว่าสุนัขตัวนั้นจะเชื่องแค่ไหน แต่ไม่มีใครการันตีได้ว่าเขาจะไม่ตกใจหากมีอะไรเกิดขึ้นกะทันหันตรงหน้า ถ้าหากสุนัขลุกหรือกระโดดขึ้นมา ผู้ขับขี่จะไม่อาจบังคับพวงมาลัยได้อย่างปลอดภัย และเหตุการณ์อาจเลวร้ายลงไปอีกหากสุนัขกระโดดหนีลงไปด้านล่างซึ่งจะขัดขวางการควบคุมของเบรคและคันเร่งได้

แอคท่าถ่ายรูปเฉยๆ ขับจริงแบบนี้ห้ามนะฮับ โฮ่ง!

คนเดินทางยังต้องแวะเข้าปั๊ม สุนัขก็เช่นกัน
> ควรจอดพักเพื่อได้ออกมายืดเส้นยืดสายทุกๆ 2-3 ชั่วโมง
> หากมีความจำเป็นต้องแวะซื้อกาแฟหรือข้าวของจิปาถะอื่นๆ ไม่ควรปล่อยสุนัขทิ้งไว้ในรถตามลำพัง เพราะน้องหมาอาจเครียด และเกิดภาวะฮีทสโตรกจากสภาพอากาศที่ร้อนจัดของบ้านเรา
แม้ธรรมชาติของหมาจะระบายความร้อนออกจากร่างกายผ่านทางปากและทางอุ้งเท้า แต่หากร้อนจัดๆ ก็ต้องเอาผ้าชุบน้ำเช็ดตัว เช็ดท้อง เพื่อช่วยลดความร้อนในร่างกายอีกทางหนึ่งด้วย

ขอให้พาน้องหมาเที่ยวอย่างมีความสุขนะครับ ^^

 

 

 

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here