สวัสดีทุกท่านครับ พอดีมีโอกาสพาครอบครัวไปเที่ยวโตเกียวเมื่อช่วงพฤษภาคมที่ผ่านมา ก็เลยอยากนำประสบการณ์มาแชร์เผื่อคุณพ่อคุณแม่ท่านใดอยากพาเด็กๆ ไปเปิดโลกในต่างแดนดูสักครั้ง ^^

การเดินทางทริปนี้เกิดขึ้นในช่วงปลายเมษา-ต้นพฤษภาครับ สภาพอากาศถือว่ากำลังเย็นสบายไม่หนาวไม่ร้อน จุดหมายของทริปนี้คือพาเด็กๆ ไปเปิดหูเปิดตาหาประสบการณ์ใหม่ๆ บ้าง คุยกับภรรยาว่าตั้งใจอยากจะพาเด็กๆ ไปเดินดูบรรยากาศต่างเมือง และแวะชมมิวเซียมที่กระจายอยู่ในโตเกียวมากมายหลายแห่ง


หลังจากจองได้ที่พักแล้ว ก็เริ่มวางแผนปักหมุดจุดเที่ยวที่น่าสนใจไว้ในแอพฯ Google Maps จะบอกว่าใครยังไม่มี Google Maps ในมือถือ แนะนำให้โหลดมาติดเครื่องไว้เลยครับ สะดวกมากที่สุดในสามโลก โดยเฉพาะตอนนี้ที่ Google เค้าเพิ่งเพิ่มฟังก์ชันการทำลิสต์รายชื่อสถานที่โดยแบ่งเป็น 3 กลุ่มคือ “Favorites”, Starred Places”, และ “Want to Go” ซึ่งอันสุดท้ายนี่ล่ะครับมีประโยชน์มาก ทั้งสำหรับการวางแผนเดินทาง รวมไปถึงขณะที่เรากำลังเดินทางและเกิดเหตุที่ทำให้ต้องเปลี่ยนแพลน ซึ่งจะทำให้เราประเมินสถานการณ์ในการเดินทางต่อไปยังจุดต่อไป ทั้งเรื่องเส้นทาง ระยะเวลาที่ใช้ ได้ทันที

ภาพข้างล่างคือแผนที่ Want to Go ของคุณพ่ออยากรู้ คุณหนูอยากไป และต้องเอาใจภรรยา …ออกมาได้ทริปประมาณนี้ครับ (การปักสามารถทำได้ทั้งบนมือถือ หรือจะบนพีซี, แมค ได้หมดครับ)


ที่ดีงามของการปักหมุดสถานที่ไว้ก่อนแบบนี้คือ เราจะได้เห็นภาพรวมของแผนที่ ว่าแต่ละที่ที่เราอยากไปนั้นมันอยู่ละแวกใกล้กัน หรืออยู่ไกลกันจนเสียเวลาเดินทางเกินไปไหม? นอกจากนี้ยังสามารถกดแชร์ให้ภรรยาได้รู้ได้ดูได้เห็นอีกด้วย  …  พอแชร์ไปให้ คำถามแรกที่สวนมาคือ “เราไปกัน 5 วันนะคะคุณสามี แบบนี้มันคือชะโงกทัวร์ชัดๆ!!!”

แต่!! อย่าลืมครับว่าทริปนี้เราไปกับสองลิง จะเอาเป๊ะเรื่องเวลาคงไม่ได้ ไหนจะอารมณ์หงุดหงิดง่วงนอน ความเหนื่อยเมื่อยล้าอีก … ก็ปักๆ เผื่อไว้ ไปได้ก็ไป ไปไม่ได้เราก็มีแผนสำรอง โอเค๊???

เมื่อได้สถานที่ที่อยากจะไปแล้ว ก็มาจัดกรุ๊ปวางแผนเรื่องการเดินทางกันต่อ
ได้แพลนหลวมๆ ประมาณนี้ (ภรรยามองหน้า นี่คือหลวมแล้ว??)

Day 1
Asakusa -> Aqua Park Shinagawa -> Toshiba Science Museum -> Tokyo Station (1st Avenue)
 -> Tokyo Tower -> Ameyoko Market -> Hotel

Day 2
Tokyo Disneyland 

Day 3
Yokohama — Hara Model Railway Museum -> Cup Noodle Museum -> Mitsubishi Minatomirai Industrial Meseum -> ตึกม่วง Takeya -> Hotel

Day 4
Odaiba — Megaweb Toyota City Showcase -> Lego Discovery Center ->
National Museum of Emerging Science and Innovation (Miraikan) -> Shinjuku -> Tokyo Metropolitan Government Buildiing (observation room) -> Hotel

Day 5
Ueno Park -> Nation Museum of Nature and Science -> Airport

ร้านที่ต้องแวะ
Tokyo Hands, Ito-ya [คุณแม่ขอร้อง] 
Sofmap, Yodobashi Akiba [คุณพ่อขอแวะ]

เอาหละไปดูกันครับว่า ทริปกระเตงลูกสองครั้งนี้ จะไปได้จริงกี่ที่?

ทริปนี้เราพักกันที่ Centurion Hotel Ueno ครับ (คุณภรรยาเป็นคนเลือก) ซึ่งต้องบอกว่าโลเคชั่นเยี่ยม อยู่ใกล้สถานี Keisei Ueno Station ที่เราจะนั่งรถไฟจากสนามบินนาริตะ ประมาณว่าถึงปุ๊บแวะเก็บกระเป๋าแล้วเที่ยวต่อได้เลย

ห้องที่เราพักครับ ดูเหมือนใหญ่ แต่เล็กนิดเดียว (ขอยืมรูปของทางโรงแรมนะครับ เค้าถ่ายได้อลังมาก)

 

Day 0
มาถึงเคาน์เตอร์ TG ที่สุวรรณภูมิก็เจอเหตุการณ์ที่มันจะป่วนๆ พอให้อารมณ์หงุดหงิดนิดๆ  เพราะที่นั่งหมายเลข 60D บนเครื่อง A380 ที่ผม Booking ไว้ทางออนไลน์ ดันมีคนอื่นมาเสียบแทนซะงั้น (ที่นั่ง 60D มันดีงามยังไง ลองไปอ่านข้อมูลที่นี่ครับ http://spin9.me/2016/03/04/best-economy-seat-on-tg-a380/) ถามเจ้าหน้าที่ว่ามันเกิดขึ้นได้ยังไง ก็ตอบแบบงงๆ ว่ามันมีการสลับเครื่อง ที่นั่งเลยเปลี่ยน (แต่ทำไมผมเปลี่ยนคนเดียว ในขณะที่ภรรยากับลูกๆ ก็ยังเป็นที่เดิม) สุดท้ายขี้เกียจเสียเวลาเลยเลือกที่นั่งอื่นที่อยู่ใกล้ๆ กันแทน


Day 1 
7 ชั่วโมงผ่านไป แล้วเราก็เดินทางถึงสนามบินนาริตะเวลาประมาณ 6.00 น. จากที่นี่เราเลือกเข้าเมืองโดยรถไฟ Kesei Skyliner ไปลงสุดสายที่ Keisei Ueno Station สามารถซื้อตั๋วได้ที่เคาน์เตอร์ของ Keisei ในสนามบินที่อยู่ตรงชั้น G (ผมซื้อที่ Terminal 1 เดินออกจากประตู Arrival Hall เคาน์เตอร์จะอยู่เยื้องมาทางซ้ายมือครับ)

ด้วยทริปนี้ตั้งใจจะเดินทางโดย Metro เป็นหลัก ก็เลยซื้อตั๋วแบบแพคเกจไป-กลับ Keisei Skyliner บวกตั๋วรถไฟใต้ดิน Tokyo Metro 72 ชั่วโมง ในราคาคนละ 5,400 เยน ซึ่งคุ้มมากๆ เพราะปกติแค่ตั๋ว Skyliner เที่ยวเดียวก็ปาไป 2,480 เยนแล้ว (ส่วนเด็กโตคิดครึ่งราคา 2,700 เยน  เด็กเล็กฟรีครับ) โดยราคาพิเศษนี้จะซื้อได้เฉพาะนักท่องเที่ยวเท่านั้น ตอนซื้อเจ้าหน้าที่จะขอดูพาสปอร์ตด้วยครับ

แล้วเราก็ได้ตั๋วมาคนละชุด เจ้าหน้าที่จะบอกเราว่าตั๋วรถไฟ Skyliner ขาไป Ueno เนี่ย จะระบุวันที่ เวลา ตู้รถไฟ และหมายเลขที่นั่งไว้ เราก็ไปขึ้นให้ตรงตู้ นั่งให้ตรงที่นั่ง ส่วนตั๋วขากลับเราจะได้เป็นตั๋วเปล่า (Open Ticket) ยังไม่ระบุวัน โดยเราจะต้องไปแลกตั๋วจริงตอนที่จะเดินทางกลับอีกที  แต่ตอนนี้เจ้าหน้าที่เขาจะเก็บเอาไว้ในซองให้กันไม่ให้เราสับสนหยิบมาใช้สลับกันครับ

ได้ตั๋วแล้วเดินลงบันไดเลื่อนมาชั้น B1 ก็เจอเคาน์เตอร์ Keisei อีกจุด (ปัดโถ่ ไปต่อแถวอยู่ชั้น G ตั้งนาน ลงมาตรงนี้โล่งไม่มีคนเลย ใครไปคราวหน้าแนะนำเดินลงไปซื้อชั้น B1 เลยครับ) ที่ชั้นนี้ถ้าใครมีรถเข็นเด็กสามารถใช้ลิฟท์ลงไปที่ชั้นแพลตฟอร์มได้ โดยเดินแฉลบมาทางขวาของบันไดเลื่อนทางลงแพลตฟอร์ม จะเห็นร้าน Family Mart แบบตู้กดอัตโนมัติ สังเกตจะเห็นป้ายลิฟท์โดยสารจะอยู่แถวๆ นั้นเลย (ห้องน้ำก็อยู่ตรงนั้น บอกเด็กๆ ให้จัดการธุระให้เรียบร้อยเลย) กดลิฟท์ลงมาปุ๊บก็เจอรถไฟเลย สะดวกสุดๆ


Skyliner คันที่เรานั่งนี้เป็นรุ่น Keisei AE series เริ่มใช้เมื่อปี 2009 วิ่งด้วยความเร็วประมาณ 160 กม./ชม. วิ่งจากสนามบินนาริตะ ไปสุดสายที่ Keisei Ueno Station ใช้เวลาประมาณ 45 นาที ช่วงเวลานี้จึงเหมาะให้เด็กๆ งีบสะสมพลังอีกซักพักครับ

จากสถานี Keisei Ueno Station ถ้าใช้ลิฟท์ขึ้นมาจะเจอถนน Chuo Dori อยู่ตรงหน้าพอดี ให้เดินมาทางขวาไปตามถนนประมาณ 300 เมตร จนเจอสี่แยกใหญ่ที่มีห้าง Matzusakaya อยู่หัวมุมด้านซ้ายฝั่งตรงข้าม อ๊ะ! ยัง ยังไม่ได้เวลาช๊อป (เพราะห้างยังไม่เปิด) เลี้ยวขวาที่แยกนี้เดินต่ออีก 50 เมตรก็จะถึงโรงแรมครับ จัดการฝากกระเป๋าเรียบร้อย เด็กๆ ยังงัวเงียง่วงนอน ก็เลยแวะ Family Mart ที่อยู่หน้าโรงแรมซื้อนมกับขนมปังรองท้องเบาๆ ไปก่อน


Centurion Hotel Ueno -> Senso-Ji Temple
9 โมงเช้าของวันแรกที่โตเกียว เริ่มต้นด้วยพาเด็กๆ ไปไหว้พระขอพรที่วัดอาสะกุสะครับ การเดินทางใช้ Tokyo Metro สาย Ginza Line (สายสีส้ม) จากสถานี Metro Ueno-Hirokoji (G15) ไปยัง สถานี Asakusa (G19) ใช้เวลาเดียวแค่ 20 นาที (บัตร 72 ชั่วโมงที่ซื้อไว้ จะเริ่มนับเวลาจากตรงนี้ครับ)




ไหว้พระและเดินช็อบปิ้งพอหอมปากหอมคอแล้ว ก็ได้เวลามื้อเที่ยงมื้อแรกที่โตเกียว ขอประเดิมด้วยราเมนเจ้าอร่อย Arashi Ramen ที่อยู่ไม่ไกลจากปากทางเข้าวัด หน้าร้านมีรูปเมนูให้ตัดสินใจ แต่ท้องไส้ไม่ลังเล สั่งให้เดินเข้าร้านทันที

การสั่งราเมนแทบทุกร้านที่นี่จะใช้วิธีกดตู้เอาครับ เล็งเมนูที่ชอบไว้ ดูราคาแล้วหยอดเหรียญหรือธนบัตรให้มูลค่าพอ แล้วกดสั่ง สามารถเพิ่ม Topping ได้ตามใจชอบ เราเลือกสั่ง Topping เป็นไข่ยางมะตูมมาอีก 1 ใบ พอได้ Ticket แล้วก็เอาไปยื่นให้พนักงานจากนั้นก็ยืนรอโต๊ะครับ

ร้านอาหารที่นี่ไม่เหมือนบ้านเราตรงที่ถ้าเห็นมีที่นั่งแล้ว จะเนียนเล่นเก้าอี้ดนตรี เดินดุ่ยๆ ไปนั่งเลยไม่ได้นะครับ ต้องรอให้พนักงานบอกว่านั่งได้ก่อนแล้วค่อยไปนั่ง



ตามแพลนที่วางไว้ ต้องไปต่อที่พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ Shinagawa Aqua Park ครับ แต่ประเมินสภาพเด็กๆ ซึ่งเริ่มออกอาการรวนๆ ทั้งเพลียทั้งง่วงนอนแล้ว เลยตัดสินใจเปลี่ยนแผนไปเดินเล่นช็อบปิ้งชิลๆ ที่ Ginza แทน การเดินทางก็ใช้ Tokyo Metro สาย Ginza Line จาก Asakusa Station (G19) มาลงที่ Ginza Station (G09) ได้เลย

ที่ Ginza วันอาทิตย์เค้าจะปิดถนนให้คนลงมาเดินได้อย่างสบายใจ เราก็เข็นรถเดินกันสบายเลยครับ



เดินดูบรรยากาศไปเรื่อยๆ จนมาถึงร้าน Tokyo Hands ที่คุณภรรยาหมุดหมายไว้ ซึ่งสาขาที่ Ginza จะเป็นสาขาย่อย ตั้งอยู่บนชั้นที่ 5-9 ของห้าง Marronnier Gate ครับ … แต่ละชั้นจะแบ่งเป็นแผนกๆ เช่นเครื่องใช้ภายในบ้าน เครื่องเขียน อุปกรณ์ศิลปะ DIY เพื่อที่จะได้ไม่เสียเวลาเดินรอกันและกัน จึงเลือกที่จะแยกกันเดินตามความชอบใจเสร็จแล้วค่อยโทรหากันดีกว่า

ปกติเข้าห้าง เจอของสวยๆ งามๆ เด็กน้อยจะต้องตื่นเต้นตาวาว แต่รอบนี้เหมือนจะสภาพร่างกายไม่อำนวย น่าจะอ่อนเพลียจากการเดินทางพอสมควร ได้ของมาพอประมาณจึงตัดสินใจพาเด็กๆ กลับโรงแรมไปพักผ่อนเอาแรงก่อนดีกว่า ขากลับใช้ Tokyo Metro สาย Ginza Line เหมือนเดิม ลงที่สถานี Ueno-Hirokoji (G15) ครับ

ถึงโรงแรมประมาณ 5 โมงเย็น หลังส่งคุณภรรยาและเด็กๆ เข้าห้องอาบน้ำพักผ่อนแล้ว ผมก็ขอตัวออกมาเดินต่อที่ตลาด Ameyoko ที่อยู่ไม่ไกลจากโรงแรม เดินดูบรรยากาศยามเย็นและแวะซื้ออาหารเย็นกลับไปฝาก



ทุ่มครึ่งแรงยังเหลือครับ ขอภรรยาไปเดิน Akihabara ดูน้องเมด (อันหลังนี้ไม่ได้บอกนะ) จับรถไฟ Tokyo Metro สาย Ginza Line สถานีเดิม Ueno-Hirokoji (G15) มาลงที่สถานีถัดไป Suehirocho Station (G14) แล้วเดินต่ออีกนิด ระหว่างทางจะเห็นน้อง Maid แต่งตัวน่ารักน่าเอ็นดูเหมือนในการ์ตูนเปี๊ยบ ^^ ยืนเรียงรายริมถนนส่งสำเนียงน่ารักๆ (แต่ฟังไม่ออก) พอเห็นเราหน้าตาคล้ายญี่ปุ่น เค้าล้อเล่น ก็ปรี่เข้ามายื่นคูปองอะไรซักอย่างแล้วอธิบายเป็นภาษายุ่นชุดใหญ่ @#r9*%## ผมตอบไป “พี่มีเมียแล้วน้อง” … ระหว่างที่น้องกำลังอึ้ง ก็รีบเดินฉากมาอย่างน่าเสียดาย …

เร่งฝีเท้าเดินไม่เกิน 5  นาทีก็มาถึงตึก SofMap ที่เราหมายมั่นปั้นมือไว้ บอกเลยว่าให้เวลาทั้งวันก็อยู่ได้ แต่ขณะนี้เวลา 20.00 เหลือเวลาให้เดินอีกแค่ชั่วโมงเดียว …  แงๆๆ


สรุป Day 1 ได้แค่ Asakusa -> Ginza ส่วน Ameyoko Market กับ Akihabara ได้แค่ชะโงกครับ T-T

 

Day 2
เมื่อคืนตอนกลับมาถึงโรงแรม ลองกดเช็คสภาพอากาศของวันนี้ดู ปรากฏพยากรณ์บอกว่าฝนจะตกตั้งแต่เที่ยงไปจนบ่ายแก่ๆ !! คุยกับภรรยาว่าเอาไงดี อาจต้องเปลี่ยนแผนจาก Disneyland แล้ว เพราะถ้าฝนตกคงกร่อยแน่ๆ ก็สรุปกันว่ายกเอาทริป Day 4 ที่จะไปโอไดบะ มาสลับเป็นวันนี้แทน แล้ว Disneyland ค่อยไปพรุ่งนี้ละกันเช้าของวันนี้ก็เลยไม่รีบมาก ปล่อยให้เด็กนอนอืดๆ กันให้เต็มอิ่ม ซักประมาณ 9 โมงเช้าก็ออกมาหาของกินรองท้องใกล้ๆ โรงแรมจุดหมายแรกที่จะไปวันนี้คือ LEGOLAND Discovery Center Tokyo ที่อยู่ในห้าง DECKS Tokyo Beach การเดินทางสามารถใช้ได้ทั้ง JR และ Tokyo Metro ซึ่งไม่บอกก็รู้ว่าต้องเลือก Metro อยู่แล้ว (ใช้ให้คุ้ม แม้ JR จะเร็วกว่า 5 นาทีก็ไม่สนฮะ) เริ่มจากสถานี Ueno-Hirokoji (G15)  เหมือนเดิมครับ ใช้ Ginza Line (สายสีส้ม) นั่งไป 7 สถานี ลงที่ Shimbashi Station (G08) จากนั้นเดินต่ออีกประมาณ 350 เมตร เพื่อไปต่อรถไฟสาย Yurikamome ข้ามสะพานสายรุ้งไปยังเกาะโอไดบะ
รถไฟสาย Yurikamome นี้ใช้ตั๋ว Tokyo Metro 72hr. ไม่ได้นะครับ (แอบเสียใจ) ต้องกดซื้อตั๋วใหม่ที่สถานี หรือหากใครมีตั๋วแบบเติมเงิน Suica, Passmo ก็ใช้ได้ โดยจะมีให้เลือกทั้งแบบตั๋วเที่ยวเดียว หรือแบบตั๋ววัน จะขึ้นลงกี่ครั้งก็ได้ใน 1 วัน ซึ่งเมื่อคำนวณจากแพลนที่วางไว้ แบบ 1-Day Ticket น่าจะคุ้มกว่า ค่าตั๋วผู้ใหญ่คนละ 820 เยน เด็กโตก็ครึ่งราคา (410 เยน) ส่วนเด็กเล็กฟรีเหมือนเดิมครับความพิเศษของรถไฟสาย Yurikamome ที่รับรองเด็กๆ ต้องตื่นเต้นคือ เป็นรถไฟที่ “วิ่งเองโดยไม่มีคนขับ” วิ่งจอดรับผู้โดยสารตามสถานีวนเป็นวงกลม (มีสองราง วนซ้าย-วนขวา) ทั้งหมด 16 สถานีแบบอัตโนมัติ ควบคุมการวิ่งด้วยระบบคอมพิวเตอร์ทั้งหมด

เริ่มต้นจากสถานี Shimbashi (U01) แนะนำว่าควรนั่งที่ขบวนหน้าสุดหรือไม่ก็ท้ายขบวนไปเลย จะได้เห็นวิวสวยๆ ของอ่าวโอไดบะ และขณะที่กำลังวนไต่ระดับเพื่อข้ามสะพานสายรุ้งนี่วิวสวยมาก





รถไฟขบวนนี้ผลิตโดย Mitsubishi เป็นรถไฟฟ้าล้อยางที่วิ่งอยู่บนรางรถไฟยกระดับ จุดเด่นก็อย่างที่บอกคือการควบคุมด้วยระบบคอมพิวเตอร์แบบไร้คนขับ

นั่งชมวิวมาเรื่อยๆ จนถึงสถานีที่ 5 ชื่อว่า Odaiba-kaihinkoen Station (U06) ก็ได้เวลาลงจากรถไฟครับ เดินไม่ไกลจากสถานี ก็จะถึงห้าง DECKS Tokyo Beach ตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้า จุดหมายแรกคือ LEGOLAND Discovery Center Tokyo อยู่ที่ชั้น 3 ระหว่างทางก็เดินดูของกันไปเพลินๆ ครับ

มาถึงด้านหน้ากำลังเช็คเรทค่าผ่านประตู ปรากฏเจ้าคนโตออกอาการอารมณ์ไม่ดี ไม่อยากเข้า ถามไปถามมา บอกว่าอยากไปคาเฟ่แมว ขอไปเล่นกับน้องแมวก่อน ก็โอเคไม่อยากบังคับฝืนใจ เพราะถ้าเข้าไปแล้วไม่ยอมเล่นอะไรเลยนี่เราจะพาลหงุดหงิดไปด้วย (ค่าเข้าแพงเอาเรื่องครับ) สุดท้ายผ่านแล้วก็ผ่านเลยครับ ไม่ได้เดินย้อนกลับมา มีแค่รูปให้ดูเป็นความทรงจำที่แสนเศร้าของพ่อ …

มาถึงนี่ แต่ได้แค่มอง สวรรค์อยู่ใกล้แค่เอื้อม ฮื้อๆๆ 

เดินออกมาด้านหลังเป็นระเบียงทางเดินยาวเชื่อมต่อทุกอาคารเข้าด้วยกัน ลมเย็นสบาย แดดเริ่มหาย แต่ยังมองเห็นวิวอ่าวโตเกียวและสะพานสายรุ้งสวยงาม สุดทางบริเวณห้าง Aqua City จะมองเห็นสัญลักษณ์สำคัญที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวมาถ่ายรูปแทบตลอดเวลาอย่างเทพีเสรีภาพ ซึ่งเป็นรูปปั้นที่รัฐบาลฝรั่งเศสมอบให้ญี่ปุ่นเนื่องในโอกาสฉลองความสัมพันธ์อันยาวนานกว่า 3 ศตวรรษ แต่มีขนาดเล็กกว่าเทพีเสรีภาพที่ตั้งอยู่ที่นิวยอร์กนะครับ



ยังถ่ายรูปได้ไม่ทันไร ลมเริ่มแรง ฝนเริ่มลงเม็ด พยากรณ์บอกเที่ยงจะตก เหลือบมองนาฬิกาตอนนี้ 12.01 PM  แม่เจ้า จะแม่นไปไหน!!
เด็กๆ วิ่งสิครับวิ่ง!!!

เข้ามาในห้าง Aqua City นั่งพักเหนื่อยเล็กน้อยก่อนจะเดินลงไปชั้นล่างเพื่อตามหาคาเฟ่แมว ก็ไปเจอกับร้าน PeteMo มองไปข้างในเห็นมีบ้านเป็นตู้กระจกขนาดใหญ่ด้านในใส่แมวน่ารักๆ (มากกกก) อยู่เจ็ดแปดตัว

เดินด้อมๆ มองๆ มองหาป้ายราคาค่าเข้าชม เจอแต่ป้ายราคาน้องแมวที่ราคาเริ่มต้นไม่มีตัวไหนต่ำกว่า 300,000 เยน!!! เริ่มเอะใจ ราคาแม๊วแมวขนาดนี้เค้าจะให้เข้าไปอุ้มเล่นได้หรอ เดินไปถามพนักงาน ได้ความว่าโซนที่เป็นคาเฟ่แมว ยกเลิกให้บริการไปนานแล้วค่ะ …

หันมาบอกลูกชายปุ๊บ เริ่มมีดราม่า ต่อมน้ำตาแตก บอกเสียใจมาก … ก็เข้าใจนะ อุตส่าห์ตั้งใจอยากมาเล่นกับน้องแมว แต่ฝันสลาย




พามานั่งพักบริเวณโซนร้านอาหารหาอะไรอร่อยๆ กิน (อยู่หน้าร้าน PeteMo เลย)ปรับอารมณ์ไม่ให้จมไปกับความเศร้า (พ่อก็แอบเสียใจนะ ไม่ได้กลับไป Legoland แล้ว T-T) เติมพลังและสลัดความผิดหวังทิ้งไปเรียบร้อย

ระหว่างที่เรากำลังจะไปขึ้นรถไฟที่สถานี Daiba (U07) ก็มีเหตุไม่คาดคิด ที่ทำให้โปรแกรมของวันนี้ปั่นป่วนรวนไปหมด …
นั่นคือการบังเอิญเดินผ่านร้าน Flying Tiger Copenhagen … ให้เดาครับว่าแวะไม่แวะ? ^^

ร้าน Flying Tiger Copenhagen เค้าว่าเป็นแบรนด์จากเดนมาร์คครับ เริ่มขยายสาขาไปในหลายประเทศแล้ว (แว่วมาว่าไม่นานนี้เจอกันที่กรุงเทพ) จุดเด่นคือสินค้าที่เป็นข้าวของเครื่องใช้ภายในบ้านถูกออกแบบให้มีสไตล์ที่ทันสมัย ในราคาน่ารักๆ มีทั้งของเล่น ของใช้ ของตกแต่ง เครื่องเขียน เครื่องครัว อุปกรณ์ DIY มุมจักรยาน ขนม ฯลฯ หลายอย่างนี่ถือว่าถูกเลยนะครับ โดยเฉพาะเครื่องครัวที่ทำจากไม้ คุณภรรยาหันมามองหน้า อยากได้ แต่หนทางวันนี้ยังอีกยาวไกล ถ้าแบกกันตั้งแต่ตอนนี้มีหวังไหล่พังแน่ๆ ก็เลยได้มาแค่ของกระจุ๊กกระจิ๊กพอเป็นกระสัย



เสียเวลา (และเสียทรัพย์) ไปพอสมควร ตอนนี้เกือบบ่ายสามแล้ว ก็ได้เวลาย้ายขบวนไปยังสถานี Aomi (U10) จุดหมายต่อไปคือพาเจ้าลูกชายไปดูรถเป็นการปลอบใจที่ Megaweb Toyota City Showcase ซึ่งตั้งอยู่ในบริเวณห้าง Venus Fort สังเกตง่ายๆ คือมีชิงช้าสวรรค์ตั้งตระหง่านมองเห็นมาแต่ไกล



ลงจากสถานีเดินต่อมาตามทางเชื่อมเข้าบริเวณห้าง จะมองเห็นป้าย Megaweb Toyota City Showcase  เด่นอยู่ด้านขวามือเลย ที่พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เปิดให้เข้าชมฟรีครับ โมโม่ไม่รอช้ารีบเดินดุ่ยๆ เข้าไปก่อนใคร

บรรยากาศภายในคล้ายเราเดินอยู่ในงานมอเตอร์โชว์ไม่ผิดเพี้ยนครับ เพียงแต่รถทุกคันที่นี่มีแต่ยี่ห้อโตโยต้า (เออ คงจะเจอนิสสันมั้ง แหม่!) แต่ที่พิเศษกว่าคือ เราสามารถสามารถเข้าไปนั่งรถทุกคันได้ จะหมุนพวงมาลัย โยกเกียร์ กดปุ่มนู่นนั่นนี่ ได้แบบไม่มีเจ้าหน้าที่มาห้ามมายืนคุม แม้กระทั่งรถต้นแบบอย่าง Toyota Mirai ที่ใช้พลังขับเคลื่อน Fuel Cell ก็เปิดให้เข้าไปนั่งเล่นให้หนำใจกันเลยทีเดียว จะมียกเว้นก็พวกรถต้นแบบล้ำๆ บางคัน และรถที่โชว์โครงสร้างภายใน ที่มีการกั้นโซนไว้ชัดเจน

นอกจากรถแล้ว ยังมีมุมโชว์นวัตกรรมต่างๆ ของโตโยต้า ที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าชมได้ลองสัมผัสกันจริงๆ แบบไม่มีกั๊ก มีโซนให้เด็กๆ ไปลองหัดขับรถ ในขณะที่ผู้ใหญ่ ก็มี Mega Theater โรงหนัง 4D ที่จำลองเหมือนเรานั่งอยู่หลังพวงมาลัยของรถโตโยต้าบนสภาพถนนรูปแบบต่างๆ (เนื้อเรื่องประมาณว่า กว่าจะมาเป็นรถที่ออกขาย เค้าออกแบบช่วงล่างของรถโดยเก็บข้อมูลสภาพถนนรูปแบบต่างๆ มาแล้วทั่วโลก) ก่อนเดินออกมาเป็นแว่บๆ ตรงมุม Ride One Station เหมือนว่าให้เลือกลองขับรถรุ่นไหนก็ได้ในสนามจริง สนใจรุ่นไหน จิ้มเอาเลย!







ออกมาจาก Megaweb เข็มนาฬิกาชี้เกือบ 5 โมงเย็นแล้ว … ทริปวันนี้ ผมพลาดเรื่องเวลาไปหน่อย เพราะยังเหลืออีกที่ที่แพลนไว้คือ National Museum of Emerging Science and Innovation (Miraikan) ซึ่งดูเหมือนเวลาจะไม่ทัน เพราะปิดทำการแค่ 5 โมงเย็น ใช้เวลาที่เหลือถ่ายรูปกับชิงช้า เดินชมบรรยากาศรอบๆ ซักพัก ใจจริงอยากถ่วงเวลาให้ถึงหัวค่ำ อยากอยู่ดูแสงสีสวยๆ ที่นี่ แต่ก็ตัดสินใจกลับไปแวะที่ชินจูกุ เพื่อตามไปชิมร้านเทมปุระเจ้าอร่อย (Tempura Tsunahachi) ระหว่างดูแผนที่ Google Maps ก็เจอว่าไม่ไกลจากร้านอาหาร มีคาเฟ่แมวอีกแห่งเปิดอยู่ด้วย ก็เลยว่าหลังมือเย็นจะพาเด็กๆ ไปเล่นให้สมความตั้งใจ


จาก Venus Fort เราเลือกที่จะนั่งรถไฟไร้คนขับ Yurikamome กลับมาที่ Shiodome Station เพื่อนั่ง Tokyo Metro สาย Oedo Line (สายสีชมพู) ไปลงที่ Shinjuku Station (จริงๆ สามารถใช้ Ginza Line ไปต่อ Marunouchi Line ก็ได้ เดินใกล้กว่า แต่อารมณ์ตอนนั้นคือเหนื่อย ขอนั่งยาวๆ ไม่อยากเปลี่ยนรถไฟหลายรอบ) จากสถานี Shinjuku เดินต่ออีกนิดหน่อย รวมแล้วขากลับมานี้ใช้เวลาประมาณ 50 นาทีครับ

มาถึงที่ร้าน Tempura Tsunahachi ประมาณหนึ่งทุ่ม ยืนรอคิวหน้าร้านประมาณ 15 นาที ก็ได้เข้าไปข้างในรอต่ออีก 15 นาที T-T เราเลือกที่จะนั่งเคาน์เตอร์ครับเพราะรอโต๊ะคงอีกนานมาก เมนูอาหารมีให้เลือกทั้งแบบ a la cart และแบบ course มื้อนี้เราเลือกแบบ Special Tempura Zen ราคา 2,730 เยนมาสองชุดมาแบ่งกันกับเด็กๆ ครับ

จุดเด่นของเทมปุระที่นี่คือการยืนทอดทีละชิ้นให้เราเห็นกันหน้าเคาเตอร์เลย เชฟทุกคนดูมีประสบการณ์ แต่งตัวสะอาดสะอ้าน ค่อยๆ ทอดไม่มีท่าทีรีบร้อนแม้คนจะเยอะแค่ไหนก็ตาม จะยกกล้องขึ้นมาถ่ายก็บังเอิญเหลือบไปเห็นป้ายห้ามถ่าย (เกือบไปละ) นั่งรอซักพักก็จะค่อยๆ เสิร์ฟมาทีละชิ้นสองชิ้น เริ่มจากกุ้งทอด ผักทอด ฯลฯ ตามที่เซตที่เราสั่ง ถามเรื่องรสชาติ บอกเลยว่าอร่อยมากครับ (หรือเป็นเพราะเราหิวมากก็ไม่รู้ 555) ของทอดเค้ากรอบหอม ไม่อมน้ำมันเลย ซอสเทมปุระของทางร้านก็รสชาติหวานหอมกำลังดี หรือเราจะเลือกโรยเกลือที่ทางร้านเตรียมไว้ ก็อร่อยไปอีกแบบ แนะนำว่าถ้าผ่านมาชินจุกุ แวะมาทานไม่ผิดหวังครับ

หิ้วท้องมาจากโอไดบะ สังเกตสภาพเด็กๆ ครับ ^^”

อิ่มมื้อเย็นแล้ว ภารกิจต่อไปคือพาเด็กๆ ไปตามหาคาเฟ่น้องแมวชื่อ Cat Café Calico จากร้าน Tempura Tsunahachi เดินต่อไปไม่ไกลครับ พิกัดอยู่ที่ชั้น 6 บนตึก Fuji Bldg. ใกล้ๆ กับร้านดองกี้สาขาใหญ่ ก็เลยบอกภรรยาว่าเดี๋ยวไปส่งที่ร้านแล้วจะขอมาเดินดูของที่ร้านนี้นะ ปรากฏขึ้นไปถึง พนักงานของร้านบอกว่าต้องอายุ 12 ขวบขึ้นไปเท่านั้นถึงจะใช้บริการได้ … โอ้โห เฟลซ้ำเฟลซ้อน สรุปวันนี้โมโม่ก็เลยจะเศร้าๆ หน่อย … ก่อนกลับเลยพาไปซื้อของเล่นที่ Yodobashi ได้เป็นตุ๊กตาหมาแมวใส่ถ่านเดินได้เห่าได้ เล่นปลอบใจไปก่อนนะลูก

สรุป Day 2 โปรแกรมเริ่มรวนได้ที่ ได้ไปแค่ Odaiba — Megaweb Toyota City Showcase ->  เดินเล่น Shinjuku ครับ

Day 3
แล้ววัน Disneyland ที่เด็กๆ รอคอยก็มาถึง พยากรณ์อากาศบอกวันนี้อากาศแจ่มใส ไม่มีฝน จึงชวนกันออกจากโรงแรมแต่เช้าเพื่อเลี่ยงคนแออัด เส้นทางรถไฟวันนี้ใช้ Metro ต่อ JR ครับ จากหน้าโรงแรมเลี้ยวซ้าย ไปลงใต้ดินที่สถานี Naka-Okachimachi Sta. ใช้ Hibiya Line (สายสีเทาอ่อน) ไปลงที่ Hatchobori Station (สถานีนี้ต่อรถไฟเดินใกล้กว่าและง่ายกว่าที่ Tokyo Station เยอะเลยนะครับ) จากนั้นเดินขึ้นมาข้างบนเพื่อซื้อตั๋ว JR สาย Keiyo Line ไปยัง Maihama Station ใช้เวลาเดินทางประมาณ 45 นาทีก็มาถึง Tokyo Disneyland แล้ว เย้!!!ออกจากสถานี Maihama มองไปด้านซ้ายคือสถานีรถไฟโมโนเรล Disney Resort Line แต่พิจารณาจากปริมาณประชากรที่ดูค่อนข้างแออัด (ขนาดมาถึงตอน 9 โมงนะเนี่ย) เราจึงตัดสินใจเลี้ยวขวา ใช้ของขาเดินมุ่งหน้าไปยังประตูทางเข้าแทน เอาเข้าจริงเดินชิวๆ ไม่ถึง 10 นาทีก็ถึงแล้ว ไปต่อแถวขึ้นโมโนเรลน่าจะนานกว่ามาถึงก็ไม่รอช้า ยื่นบัตรผ่านประตูที่ซื้อล่วงหน้าจากบ้านเรา (ผมซื้อที่เคาน์เตอร์ของ H.I.S. ครับ) ให้เจ้าหน้าที่ทางเข้าประตู ก็เดินผ่านฉลุยเข้ามาด้านในได้เลย ไม่ต้องเสียเวลาไปต่อคิวที่บูธขายบัตรให้เมื่อยตุ้ม แนะนำเลยครับ สะดวกมาก (เช็คราคาและซื้อออนไลน์ได้ที่นี่ครับ http://www.his-bkk.com/th/article/disneysea_land.php)สำหรับ Disneyland คงไม่ต้องบรรยายมากครับ ทุกอย่างน่าเล่นไปหมด แถวยาวเหมือนกันหมด จะเล่นอะไรก็รีบตัดสินใจแล้วไปต่อคิว ส่วนการกด FastPass ปัจจุบันสามารถทำได้แค่อย่างละเครื่องเล่นเท่านั้น ไม่สามารถวิ่งไปกดล่วงหน้าหลายๆ เครื่องเล่นได้เหมือนแต่ก่อนแล้ว

วันนี้ใช้เวลาทั้งวันอยู่ที่นี่ครับ ชมขบวนพาเหรดจุใจทั้งรอบกลางวัน บ่าย หัวค่ำ ปิดท้ายด้วยโชว์แสงสีบนตัวปราสาท สวยงามอลังการ ประทับใจกลับไปทุกคน







สรุป Day 3 โปรแกรมเป๊ะครับ เย้!!!

Day 4 
เมื่อวานใช้พลังไปจนหมด เลยตกลงกับภรรยาว่าตัดโปรแกรมไปโยโกฮาม่าออกดีกว่า เช้านี้ก็เลยปล่อยให้เด็กๆ นอนตื่นสาย ชาร์จแบตให้เต็มที่ โปรแกรมวันนี้เราเลือกเก็บตกโปรแกรมของวันแรก คือที่พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ Aqua Park Shinagawa ครับ หลังจากนั้นค่อยว่ากันตามเวลาและสภาพร่างกายจะอำนวยละกัน … บอกแล้วว่าโปรแกรมมันจะรวนๆ หน่อย ^^บัตร Tokyo Metro 72hr. หมดอายุเช้านี้พอดี วันนี้เราเลยจะใช้ JR กันบ้างครับ จากโรงแรม Centurion Ueno Hotel เดินเลี้ยวซ้ายไปยังสถานี Okachimachi Station เพื่อขึ้น JR สาย Yamanote Line กดซื้อตั๋วไปลงสถานี Shinagawa Station ทริปนี้นั่งไป 8 สถานีใช้เวลาประมาณ 25 นาทีครับออกจากสถานี Shinagawa Station เดินข้ามถนนใหญ่ไปฝั่งตรงข้ามหน้าที่เห็นห้าง Wing แล้วเลาะไปตามถนนด้านขวามือประมาณ 300 เมตร ก็จะเจอป้ายบอกทางให้เลี้ยวซ้ายเข้าซอยเล็กๆ เดินขึ้นเนินไปตามทางก็จะเจอทางเข้า Aqua Park Shinagawa ครับ

ค่าผ่านประตู Aqua Park Shinagawa :
ผู้ใหญ่  2,200 เยน
เด็กโต (เกิน 8 ขวบ)    1,200 เยน
เด็กเล็ก (4 ขวบขึ้นไป)    700 เยนจุดเด่นของ Aqua Park แห่งนี้คือการจัดแสดงโลกของสัตว์น้ำโดยเน้นบรรยากาศแสงสีที่สวยงาม และมีธีมการจัดแสดงสลับสับเปลี่ยนหมุนเวียนกันไปตลอดทั้งปี ซึ่งตอนเราที่ไปจะเป็นธีม Flower Aquarium มีดอกไม้ทะเลสวยๆ มาโชว์ให้ดูกันอย่างจุใจไปเลยครับนอกจากสัตว์น้ำแล้ว ภายในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ยังมีสวนสนุกซ่อนตัวอยู่อย่างแนบเนียนอีกด้วย เริ่มต้นหลังจากผ่านทางเข้ามาปุ๊บ ก็จะเจอกับม้าหมุนประดับด้วยไฟ LED สวยงามอลังการมากมาย (เครื่องเล่นต้องเสียค่าบัตรต่างหากครับ) โชคดีที่เด็กๆ ไม่ได้รบเร้าอยากเล่น ขอยืนดูแป๊บนึงแล้วเราก็เดินเข้าไปดูปลาข้างในกัน


ในส่วนของตู้ปลาของที่นี่ เรียกว่าไฮเทคที่สุดเท่าที่เคยเห็นมาเลยครับ กระจกตู้ที่ใช้จะเป็นจอสัมผัส ให้เราสามารถแตะเพื่อเรียกดูข้อมูลของปลาที่อยู่ในตู้และสายพันธุ์ใกล้เคียงหรือเกี่ยวข้องแบบอินเทอร์แรคทีฟ ขนาดเรายังร้องว้าวว และเด็กๆ จะถูกใจแค่ไหน!




เกือบลืมบอกไป ว่าที่นี่จะมีจุดบริการถ่ายรูปให้ฟรีด้วยนะครับ พอถ่ายแล้วจะมีบัตรให้ไปรับรูปถ่ายที่เคาน์เตอร์ก่อนทางขึ้นไปดูโชว์โลมา ซึ่งรูปที่ได้ฟรีจะเป็นรูปโพลาลอยด์ใบเล็กที่แบกกราวน์เป็นเขียวๆ แต่ถ้าอยากได้รูปใหญ่ มีแบกกราวน์สวยๆ พร้อมกรอบกระดาษแข็งสวยงามเก็บไว้เป็นที่ระลึก 1,000 เยนถือว่าไม่แพงครับ

ไฮไลท์ที่พลาดไม่ได้ของที่นี่คือโชว์โลมาที่ทำได้อย่างอลังการทั้งแสงสีเสียง บรรยากาศน่ารักเป็นกันเอง เปิดเพลงสนุกๆ ให้ผู้ชมปรบมือเต้นเข้าจังหวะ และพระเอกของงานอย่างโลมาที่นี่ต้องบอกว่าน่ารักแสนรู้ไม่แพ้ที่ไหนที่เคยดูมาอย่างแน่นอน แนะนำว่าใครไม่อยากเปียกให้นั่งชั้นบนๆ หน่อย เพราะตอนท้ายของการแสดง น้องๆ โลมาจะจัดหนักสาดน้ำใส่คนดู ไม่ว่าจะเป็นการกระโดดลอยตัวตกกระแทกน้ำ โบกหางวักน้ำมาสาดใส่ให้ชื่นใจ แต่ไม่ต้องห่วงว่าจะเปียกชุ่มจนเที่ยวต่อไม่ได้ เพราะใครที่นั่งแถวล่างๆ จะมีเจ้าหน้าที่เตรียมเสื้อกันฝนเอาไว้ให้ใส่ด้วย น่ารักจริงๆ (คราวหน้ามาใหม่จะลองมาตอนกลางคืน บรรยากาศน่าจะสวยอลังการไปอีกแบบ)


ใช้เวลาที่ Aqua Park ไปพอสมควร ออกมาก็ใกล้เวลาเย็นแล้ว ตัดสินใจไปเดินช็อบปิ้งล้างแค้นที่ชินจุกุอีกรอบ จากสถานี Shinagawa ใช้ JR Yamanote Line มาลงที่สถานี Shinjuku ได้เลย ใช้เวลาประมาณ 30 นาที ด้วยเวลามีไม่มาก เราจึงตัดสินใจแยกกันเดินครับ คุณภรรยาอยากไปร้านเครื่องเขียน Ito-ya ส่วนผมอยากพาเด็กๆ ไปร้านของเล่นที่ Bic Camera โชคดีที่ทั้งสองที่นี้อยู่ใกล้ (เดินไม่ถึง 5 นาที) ก็นัดแนะเวลาและจุดนัดพบก่อนแยกย้ายกันไประเบิดกระเป๋าตังค์

ทุ่มตรงหอบถุงพะรุงพะรังกลับมาเจอกันหน้าสถานี Shinjuku เพื่อนั่งรถไฟกลับไปที่สถานี Ueno ครับ ขึ้นจากสถานีเดินย้อนขึ้นไปทางตึกม่วงซื้อขนมและของฝากให้เรียบร้อยเตรียมแพคกระเป๋าคืนนี้ (ตึกม่วงปิดเร็วมากครับ ประมาณ 2 ทุ่มก็ปิดแล้ว) จากนั้นก็เดินมาทานมื้อเย็นที่ร้านราเมนต่อด้วยซูชิสายพานที่ตลาด Ameyoko ก่อนจะแวะเดินเล่นทิ้งทวนอีกนิดหน่อย

สรุป Day 4 ไปได้แค่ Aqua Park Shinagawa -> Shinjuku เท่านั้นครับ
Day 5 
วันสุดท้ายแล้วเราตื่นเช้ากันหน่อย เพื่อจะใช้เวลาที่เหลืออีกครึ่งวันไปเดินเล่นที่สวนสาธารณะ Ueno Park และพิพิธภัณฑ์ National Museum of Nature and Science ครับ กระเป๋าสัมภาระเรา check out แล้วฝากเคาน์เตอร์ที่โรงแรมไว้ก่อนเพื่อหลีกเลี่ยงการแวะร้านค้ามากมายที่รายเรียงริมถนนใหญ่ (เดี๋ยวจะไม่เหลือเวลาเดินพิพิธภัณฑ์ T-T) ผมจึงเลือกเส้นทางด้านหลัง จากหน้าโรงแรมเดินเลี้ยวซ้ายไปตามซอยเล็กๆ จนสุดทางจนเจอถนนใหญ่ ฝั่งตรงข้ามจะเห็นบึงน้ำขนาดใหญ่ Shinobazuno Pond ก็ข้ามถนนเดินเลาะมาทางขวาไปสัก ข้ามฝั่งมาตรงข้ามด้านขวามือจะเป็นทางเดินลาดขึ้นไปยังบริเวณของสวนสาธารณะอุเอโนะ โตเกียวครับ
ถ้ามาถูกเวลาสวนสาธารณะอุเอโนะ พาร์ค แห่งนี้จะเป็นจุดชมดอกซากุระที่สวยงามสุดๆ เพราะ มีต้นซากุระกว่า 1,500 ต้น ที่จะออกดอกเบ่งบานสะพรั่งไปทั่วสวน เสียดายถ้ามาเร็วกว่านี้ซักหน่อยอาจจะได้เห็น (เพื่อนที่ไปก่อนหน้าประมาณ 1 อาทิตย์บอกยังพอมีให้เห็นบ้างแต่เริ่มร่วงเยอะพอควรแล้ว)ยังอุตส่าห์เหลือให้ดูตั้งเท่าเน้! T-Tสุดทางลาดขึ้นเนินมาด้านซ้ายมือก็จะเห็นศาลเจ้าโกโจเทน (Gojoten Shrine) ที่เงียบสงบและเย็นสบายอย่างบอกไม่ถูกใช้เวลาเดินเล่นถ่ายรูปไม่นานเราก็เดินต่อไปที่พิพิธภัณฑ์ ซึ่งระหว่างทางก็จะผ่านทางเข้า Ueno Zoo (คนเยอะมว๊วาาก) ผ่านร้าน Starbuck ที่ติด 1 ใน 10 สาขาที่สวยที่สุดในญี่ปุ่น (สวยมั้ยครับ??) ผ่านลานน้ำพุ แล้วเลาะมาทางขวาก็จะเห็นรูปปั้นวาฬยักษ์ แปลว่ามาถูกทางแล้ว จากจุดนี้เดินเลี้ยวขวาไปเล็กน้อยก็จะถึงทางเข้า National Museum of Nature and Science ครับ (ดูข้อมูลเว็บไซต์ของที่นี่ http://www.kahaku.go.jp/english/)





อัตราค่าผ่านประตู ผู้ใหญ่ 600 เยน เด็ก 300 เยนเท่านั้นครับ ถือว่าถูกมากเมื่อเทียบกับความรู้ที่อัดแน่นอยู่ในตึกทั้งหมด 8 ชั้น เสียดายที่เวลาเรามีไม่มาก จุดแรกที่อยากดูแต่ไม่ได้ดูคือ Theater 360 องศา ซึ่งแถวยาวมาก ถามเจ้าหน้าที่บอกต้องรอประมาณ 45 นาที … T-T เดินเข้ามาในห้องโถงจัดแสดงเรื่องราวเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของโลก รอบๆ ห้องจะมีการฉายโปรเจกเตอร์เล่าเรื่องกำเนิดของจักรวาล โลก และสิ่งมีชีวิต รวมไปถึงวิวัฒนาการของมนุษย์ตั้งแต่ดึกดำบรรพ์จนถึงปัจจุบัน แม้จะบรรยายเป็นภาษาญี่ปุ่น แต่ดูแล้วเข้าใจได้ไม่ยาก เพราะออกแบบแอนิเมชั่นเล่าเรื่องได้ดีมาก นอกจากนี้ก็จะมีการนำชิ้นส่วนของจริงไม่ว่าจะเป็นชิ้นส่วนอุกาบาศ กระดูกไดโนเสาร์ ชั้นชินโบราณ ที่หาดูได้ยาก ฯลฯ มาวางให้ดูกันอย่างใกล้ชิด (บางชิ้นก็จับได้ แต่บางชิ้นก็ ห้ามจับนะครับ)













เดินชมได้แค่สองชั้น เวลาก็ปาเข้าไปใกล้เที่ยงแล้ว เสียดายมากแต่ก็ต้องตัดใจกลับ รีบไปเอากระเป๋าที่โรงแรม ขากลับเราเดินกลับมาขึ้นรถไฟที่สถานี Keisei Ueno Station และที่บอกไปตอนแรกว่าตั๋วขากลับของเราจะยังเป็นตั๋ว Open ไม่ระบุวันเวลากลับ พอมาถึงสถานีเราก็ต้องเอาตั๋วนั้นมาแลกเป็นตั๋วจริงที่เคาน์เตอร์ เจ้าหน้าที่จะระบุเวลาและขบวนที่นั่งให้เรียบร้อย (รถไฟมีทุก 20 นาทีครับ) แล้วค่อยลงไปที่ชั้นชานชลา




มาถึงสนามบินนาริตะ T1 มีเวลาสลายเศษเหรียญในกระเป๋าอีกเล็กน้อย (จริงๆ ถ้าเหลือไม่เยอะ เก็บไว้เป็นที่ระลึกก็ได้นะครับ เพราะสลายไปสลายมายังไงไม่รู้ สุดท้ายต้องเอาบัตรมารูดเพิ่มอีก T-T)

ก็เป็นอันจบทริปที่โปรแกรมมันจะรวนๆ หน่อยไว้เพียงเท่านี้ ขอบคุณที่ติดตามครับผม

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here