1-3

เป็นข้อมูลที่ฟังแล้วน่าตกใจไม่น้อย … ว่าโรคเบาหวาน’ในเด็ก’ถูกพบมากขึ้น และมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นทุกปี โดยรายงานของสมาพันธ์เบาหวานนานาชาติ (International Diabetes Federation – IDF) ระบุว่าเด็กอายุเพียงแค่ 5 ขวบ ก็ป่วยเบาหวานและส่งผลทำให้เกิดโรคหลอดเลือดสมองตีบแล้ว!

ปัจจุบันมีจำนวนผู้เป็นเบาหวานทั่วโลกกว่า 415 ล้านคน และคาดว่ากำลังจะเพิ่มขึ้นถึง 600 กว่าล้านคน ในอีก 20 ปีข้างหน้า โดยเอเชียเป็นหนึ่งทวีปที่มีคนเป็นเบาหวานมากที่สุดในโลก สำหรับประเทศไทย มีผู้เป็นเบาหวานจำนวนถึง 4,025,100 ราย และในจำนวนนี้มีผู้เป็นเบาหวาน ซึ่งไม่รู้ตัวว่าตนเองเป็น อยู่ประมาณ 2 ล้านคน ซึ่งหมายความว่า ปัจจุบันผู้เป็นเบาหวานที่รักษาอยู่ในโรงพยาบาลมีอยู่แค่ครึ่งเดียว ในขณะที่อีกครึ่งหนึ่งไม่รู้ตัวว่าเป็นเบาหวาน จึงทำให้ไม่ได้รับการรักษา ส่งผลให้ผู้ป่วยเหล่านี้ รอจนเกิดโรคแทรกซ้อน ถึงจะเริ่มเข้าสู่กระบวนการรักษา ปัจจุบันพบว่า มีอัตราผู้เสียชีวิต อันเนื่องมาจากโรคเบาหวานมากถึงปีละเกือบ 76,000 คน (ข้อมูลโดย IDF – ธันวาคมปี พ.ศ. 2558)

ทุกวันนี้ เราอาจคุ้นชินกับการทานอาหารนอกบ้าน ทานอาหารฟาสฟู้ด ขนมปัง ชา กาแฟ น้ำอัดลม รวมไปถึงบรรดาชาเขียวและน้ำหวานสารพัดยี่ห้อกันโดยไม่เคยตระหนักถึงพิษภัยที่แฝงอยู่ใน ‘ความหวาน’ เหล่านั้น อันเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น หรือมีน้ำตาลตกค้างในกระแสเลือดมากเกินไป ทำให้หลอดเลือดอักเสบเสียหาย จนเกิดโรคต่างๆ ตามมาอีกมากมาย

diabete

บังเอิญ(อีกแล้ว) ได้มีโอกาสไปฟังข้อมูลเกี่ยวกับโรคนี้ในงาน “สู้กับโรคเบาหวานอย่างเท่าทัน หมั่นติดตามระดับน้ำตาลอย่างสม่ำเสมอ” จัดโดยบ.โรช ไดแอกโนสติกส์ (ประเทศไทย) บริษัทชั้นนำด้านเวชภัณฑ์ของโลก โดยในงานมีนายแพทย์เอกลักษณ์ วโนทยาโรจน์ จากศูนย์โรคเบาหวานและไทรอยด์ โรงพยาบาลเทพธารินทร์ มาเล่าให้ฟังถึงสาเหตุและเคล็ดลับการดูแลสุขภาพ ซึ่งเห็นว่ามีประโยชน์ดีจึงขออนุญาตนำสรุปเล่าให้ฟังกันต่อครับ

ก่อนอื่นมารู้จักโรคเบาหวานกันก่อนว่าเกิดจากอะไร…?

โรคเบาหวานเกิดจากการที่ร่างกายผลิตอินซูลินไม่เพียงพอ อินซูลินเป็นฮอร์โมนที่ผลิตจากตับอ่อน มีหน้าที่หลักคือเผาผลาญคาร์โบไฮเดรต และนำน้ำตาลจากกระแสเลือดเข้าสู่เนื้อเยื่อเพื่อสร้างพลังงาน

แต่เมื่อร่างกายผลิตอินซูลินไม่เพียงพอ น้ำตาลถูกส่งไปยังเซลล์และเนื้อเยื่อไม่ได้ จึงตกค้างอยู่ในกระแสเลือดนานๆเข้าก็ทำให้เลือดข้นหนืด ไหลเวียนลำบาก (หนืดขนาดไหน ลองนึกภาพน้ำเชื่อมที่แม่ค้าตักใส่ในโหลตามตลาดนัด)

เมื่อสภาวะเลือดผิดปกติ จึงไปตกตะกอนตามอวัยวะต่างๆ หรือตามเส้นเลือดฝอยจนทำให้อวัยวะนั้นเสียหาย รับความรู้สึกไม่ได้ โดยมากจะเป็นอวัยวะที่อยู่ห่างไกลจากหัวใจ  เลือดส่งไปไม่ถึง หรือไปแล้วค้างไม่ไหลเวียนกลับมา ทำให้เนื้อเยื่อบริเวณนั้นมีสีคล้ำ รู้สึกชา นานไปก็เน่า…ตาย เกิดเชื้อโรคย้อนเข้ามาในกระแสเลือดจนทำให้เสียชีวิตได้

ในขณะที่โรคเบาหวานที่พบในเด็กนั้น ส่วนใหญ่เป็นชนิด Type 1 Diabetes ที่ต้องพึ่งพาอินสุลินในการรักษา (insulin-dependent diabetes mellitus) ซึ่งร่างกายไม่สามารถสร้างอินซูลินให้เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย (เบต้าเซลล์ที่ทำหน้าที่สร้างอินซูลินถูกทำลายในตับอ่อน) การรักษาจึงต้องทำการฉีดอินซูลินเพื่อช่วย ในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้ ใกล้เคียงสภาวะปกติ ไม่สามารถใช้ยาควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ชนิดรับประทานได้

วิธีปฏิบัติตัวเมื่อเป็นเบาหวาน

โดยแนวทางการรักษาจากองค์กรระดับโลกต่างๆ ทั้ง สหพันธ์เบาหวานนานาชาติ (International Diabetes Federation, IDF) และ สมาคมโรคเบาหวานสหรัฐอเมริกา (American Diabetes. Association; ADA) ต่างให้คำแนะนำว่าผู้เป็นเบาหวานควรจะทำการตรวจระดับน้ำตาลในเลือดด้วยตัวเองอย่างสม่ำเสมอ (Self – Monitoring of Blood Glucose) ทั้งก่อนและหลังอาหาร เพื่อจะได้ทราบถึงที่มาของค่าน้ำตาลจากอาหารที่รับประทานเข้าไปและเป็นแนวทางในการเลือกรับประทานอาหารในแต่ละมื้อ ทำให้สามารถคุมเบาหวานได้อย่างมีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น และเมื่อถึงเวลาตรวจตามนัด แพทย์จะทำการตรวจน้ำตาลแบบ A1C เพื่อนำมาประเมินควบคู่กับผลตรวจรายวันของผู้เป็นเบาหวาน ก็จะได้ค่าเฉลี่ยของระดับน้ำตาลที่แม่นยำยิ่งขึ้น

1-1ด้วยเหตุนี้ โรช ไดแอกโนสติกส์ จึงได้คิดค้นพัฒนาเครื่องตรวจระดับน้ำตาลในเลือดด้วยตนเองรุ่นใหม่ล่าสุดอย่าง “Accu-Chek Guide” ที่ใช้งานง่าย แม่นยำ และที่โดดเด่นคือข้อมูลจากเครื่องตรวจระดับน้ำตาลจะถูกถ่ายโอนไปยังแอพฯ บนสมาร์ทโฟนได้ทันที ช่วยลดปัญหาความยุ่งยากในการจดบันทึกข้อมูล ทั้งยังสามารถเรียกดูข้อมูลได้ทุกที่ทุกเวลา

ซึ่งในส่วนของแอพฯ มีฟีเจอร์การใช้งานที่หลากหลาย เช่น ดูภาพรวมของข้อมูลระดับน้ำตาลในหลายรูปแบบ เช่น ตาราง กราฟ ว่ามีสูงหรือต่ำกว่าค่าเป้าหมาย สามารถถ่ายภาพอาหารที่รับประทานในแต่ละมื้อเพื่อช่วยให้จำได้ทานอาหารชนิดใดเข้าไป

ข้อมูลเหล่านี้ ผู้เป็นเบาหวานสามารถนำมาวิเคราะห์และประเมินผลการดูแลระดับน้ำตาลทั้งก่อนและหลังอาหารร่วมกับทีมแพทย์และนักโภชนาการได้อย่างสะดวกสบายและง่ายดายยิ่งขึ้น ช่วยให้แพทย์วินิจฉัยแนวทางการรักษาได้แม่นยำยิ่งขึ้น

 

แถมท้าย… กินอย่างไร ห่างไกลเบาหวาน

คุณหมอเอกลักษณ์ ยังได้แชร์เคล็ดลับวิธีการรับประทานอาหารสำหรับผู้เป็นเบาหวานและคนทั่วไป เพื่อให้ห่างไกลจากโรคเบาหวานว่า ไม่ควรบริโภคแป้งและน้ำตาลมากเกินไป เพราะแป้งส่วนเกินจะถูกแปรสภาพกลายเป็นสารไกลโคเจนหรือไขมัน ทำให้เกิดภาวะน้ำหนักเกิน เกิดภาวะอ้วนและอ้วนลงพุง ซึ่งปัญหาตรงนี้ทำให้เกิดระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น และมีน้ำตาลตกค้างในกระแสเลือดมากเกินไป ทำให้หลอดเลือดอักเสบเสียหายจนเกิดโรคต่างๆตามมาอีกมากมาย

นอกจากนี้ การปรุงอาหารด้วยวิธีที่ถูกต้อง นอกจากจะช่วยรักษาคุณค่าทางโภชนาการยังดีต่อสุขภาพในระยะยาวด้วย เช่น การต้ม นึ่ง ย่าง ซึ่งดีกว่าการทอด ที่สำคัญเวลาปรุงก็ต้องไม่เน้นรสชาติทางใดทางหนึ่งจนเกินไป เช่น หวานจัด เค็มจัด นอกจากนี้ ผู้เป็นเบาหวานควรรับประทานอาหารที่หลากหลาย เน้นทานผักและควบคุมปริมาณผลไม้ให้พอดี แค่นี้ก็ช่วยให้อาการทุเลาลงได้แล้ว

 

 

 

 

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here