kids-and-technology

ไม่ใช่เรื่องผิดอะไร หากคุณจะให้ในสิ่งที่ลูกต้องการ เป็นใครก็รักและปรารถนาดี อยากมอบสิ่งที่ดีที่สุดแก่ลูกทั้งนั้น แต่บางครั้งถ้ามันเกินคำว่า ‘พอดี’ ก็อาจส่งผลเสีย อันเป็นที่มาของพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ กลายเป็นเด็กถูกสปอยล์ … เคยได้ยินคำว่า ‘พ่อแม่รักแกฉัน’ ใช่ไหมครับ?ยกเว้นว่าคุณจะเป็นมหาเศรษฐีหมื่นล้าน ลูกโตขึ้นมาเป็นแบบไหน ไปก่อความวุ่นวายอะไร ก็ไม่วอรี่เพราะมีเงินซะอย่าง แต่ที่สำคัญคือต้องห้ามตายนะครับ (เพราะลูกคงแก้ปัญหาเองไม่ได้)… ถ้ามั่นใจว่ามีคุณสมบัติครบทุกข้อ อนุโลมให้กดข้ามไปได้เลย^^

มีประโยคหนึ่งที่ Jerry Seinfeld นักแสดงตลกชาวอเมริกันเคยให้สัมภาษณ์ไว้อย่างน่าสนใจ
ลูกของเขาเคยถามว่า
“พ่อๆ เรารวยใช่มั้ย?”
เขาตอบกลับไปว่า
“ใช่ พ่อรวย แต่ไม่ใช่หนู”

… ประโยคนี้สำคัญครับ ลองคิดดูว่าคนระดับ Seinfeld สามารถเสกอะไรให้ลูกก็ได้ตามต้องการ แต่สิ่งที่เขาปรารถนาคือการเลี้ยงลูกให้ “ติดดิน” หรือกรณีของ ครอบครัว Beckham ที่แม้จะรวยล้นฟ้า ก็ไม่ลืมที่จะมอบความลำบาก สอนให้ลูกๆ ของเขารู้จักคุณค่าของเงิน โดยปล่อยให้เจ้าหนูบรูคลิน ไปเป็นเด็กเสิร์ฟ ล้างจาน ทำงานหาเงินด้วยตัวเองที่คาเฟ่ใกล้บ้าน …

จงจำไว้ว่า … ไม่ว่าระดับรายได้ของคุณจะเพิ่มสูงขึ้นแค่ไหน เป้าหมายในการเลี้ยงลูกต้องไม่เปลี่ยนแปลง!

กลับมาพูดในประเด็นพาดหัวครั้งนี้กันต่อ ว่าด้วยสิ่งของที่คุณซื้อให้ลูก โดยในหลายๆ ประเทศมีการเก็บข้อมูลเรื่องนี้ไว้ ซึ่งผลลัพธ์ส่วนใหญ่ไปในแนวทางเดียวกันคือ สิ่งของที่คุณมอบให้เด็กๆ มีนัยยะต่อพฤติกรรมของพวกเขาโดยตรง และต่อไปนี้คือของขวัญ 10 อย่างที่เลี่ยงได้ควรเลี่ยง

kidswatchingtv

  1. โทรทัศน์ในห้องนอน
    หลายครอบครัวเห็นตรงกันว่า โทรทัศน์พร้อมบริการเคเบิลทีวีหรือยูทูป คือหนึ่งในอันดับต้นๆ ที่ไม่ควรซื้อให้เป็นอันขาด เพราะไม่เพียงแต่จะทำให้พวกเขาหาข้ออ้างที่จะขลุกอยู่ในห้องทั้งวัน ยังส่งผลต่อพัฒนาการด้านการเข้าสังคม การเล่นกับเพื่อนๆ ที่อันตรายที่สุดคือคุณจะไม่มีวันรู้เลยว่ารายการทีวีสุดโปรดที่ลูกคุณชอบดูนั้นคืออะไร การตั้งโทรทัศน์ไว้ในห้องนั่งเล่น ดูร่วมกันทั้งครอบครัวเป็นครั้งคราว น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่าครับ
  2. ดีวีดีการ์ตูน
    ข้อนี้ไม่ต่างจากโทรทัศน์นัก ดีกว่านิดหน่อยตรงที่คุณพ่อคุณแม่สามารถควบคุมเนื้อหาให้เด็กๆ ได้ เด็กบางคนอาจชอบดูการ์ตูนอยู่เรื่องสองเรื่อง เช่น ลูกสาวอาจชอบ Frozen มาก ดูเป็นร้อยๆ รอบ แต่จะดีกว่าไหมถ้าเพลาๆ ลงบ้าง เอาเวลาไปเล่นกีฬา หรือสนุกนอกบ้านกับเพื่อนๆ ได้ออกเหงื่อ พัฒนาการทักษะพื้นฐานของร่างกาย และยังได้มิตรภาพดีๆ อีกด้วยkids-using-smartphone
  3. สมาร์ทโฟน
    ปัญหาโลกแตกสำหรับหลายครอบครัว บ้างก็ว่าจำเป็น บ้างก็ว่าไม่ ลองพิจารณาบริบทการเลี้ยงลูกของคุณเองว่า ถ้าคุณเป็นคนไปรับ-ส่งลูกที่โรงเรียนเองทุกวัน จำเป็นไหมที่ลูกต้องมีสมาร์ทโฟน หรือหากกังวลเรื่องความปลอดภัย โทรศัพท์ฟีเจอร์โฟนธรรมดาสำหรับการไปเข้าค่ายแคมป์ซัมเมอร์วันสองวัน ก็น่าจะเพียงพอแล้ว หรือในกรณีที่ลูกโตพอและมีความรับผิดชอบมากพอแล้ว ก็อาจเป็นข้อยกเว้น แต่อย่าลืมกำหนดกฏเกณฑ์ในการใช้ โดยเฉพาะสิทธิ์ในการเข้าถึงข้อมูลทุกอย่างในโทรศัพท์ เพื่อความปลอดภัยของลูกคุณเองbday-party
  4. ปาร์ตี้วันเกิดสุดหรู
    คุณอาจเห็นหลายบ้านที่ยอมจ่ายเงินหลายพันหลายหมื่นบาทเพื่อจัดงานวันเกิดให้ลูกสุดที่รักอายุครบ 1 ขวบ … จริงๆ ไม่ได้อิจฉาตาร้อนนะครับ จะว่าไปบ้านนั้นก็ไม่ได้ผิดอะไร แต่มองอีกมุมนึง การสร้างความคุ้นเคยในลักษณะนี้ให้เด็กตั้งแต่ยังเล็ก จะทำให้เค้ารู้สึกว่านี้คือเรื่องธรรมดาที่ต้องมีต้องเป็น (ถ้าวันใดขาดจะทุกข์มาก) ที่จริงการฉลองวันเกิดที่บ้านแบบพร้อมหน้า พ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย และเค้กเล็กๆ หนึ่งชิ้น ก็อบอุ่นเพียงพอแล้ว (ใครอยากชวนเพื่อนสนิทมาร่วมจอยด้วยก็ไม่ว่ากัน)
  5. แท็บเล็ต โน้ตบุ๊ก และแกดเจ็ตอิเล็กทรอนิกส์
    เด็กในยุคนี้เกิดมาก็เห็นคอมพิวเตอร์ที่สามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้ทุกที่ แท็บเล็ตที่มีทั้งเกมและวิดีโอสนุกๆ ให้เล่นให้ดูตลอดเวลา … ข้อเสียของอุปกรณ์เหล่านี้คือมันเป็นสื่อที่มีการเคลื่อนไหวเร็วเกินไป โดยเฉพาะเด็กเล็ก จะส่งผลต่อความคิดสร้างสรรค์ ขาดสมาธิจดจ่อ ทำให้กลายเป็นโรคสมาธิสั้น มีปัญหาในห้องเรียน เพราะสื่อธรรมชาติรอบตัว หรือสิ่งที่คุณครูสอนบนกระดาน หนังสือนิทานที่ครูเล่า มันไม่เร้าใจพอ .. สำหรับเด็กโตที่มีความรับผิดชอบเพียงพอ การมีคอมพิวเตอร์ไว้เพื่อการหาข้อมูลทำการบ้าน ถือว่าโอเค แต่ควรจัดหาโต๊ะวางในห้องนั่งเล่น ให้อยู่ในโซนที่เปิดเผยเพื่อความสะดวกในการสอดส่องดูแลvideo-games-1024x682
  6. เกมคอนโซล
    PlayStation, Wii, Xbox กลายเป็นวิดีโอเกมที่ต้องมีแทบทุกบ้าน ข้อเสียคือสิ้นเปลือง และเด็กๆ ส่วนใหญ่ถ้าได้เล่นก็จะติดหนึบ ใช้เวลาหมกอยู่กับมันแทบทั้งวัน หากบ้านไหนยังไม่มีก็ถือว่าโชคดีไป รอโอกาสให้ลูกโตพอที่จะรู้จักความรับผิดชอบ แล้วนำมาเป็นแรงบันดาลใจในการทำงานและเก็บหอมรอมริบ สอนให้รู้จักคุณค่าของเงิน สร้างวินัย ความรับผิดชอบ ลงมือทำเพื่อสิ่งที่ต้องการด้วยตัวเอง
  7. เสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้าแฟชั่น คอลเลคชั่นใหม่ล่าสุด
    ข้อนี้ใครที่มีลูกสาวต้องระวัง อย่ามัวแต่มองเรื่องแฟชั่นความสวยงามซึ่งเป็นคุณค่าเทียม แต่ควรเน้นถึงคุณค่าแท้ เน้นถึงประโยชน์ใช้สอยตามความจำเป็น เลือกเสื้อผ้าโทนเรียบๆ แทนลวดลายการ์ตูนสีฉูดฉาด ไม่เช่นนั้นแล้วลูกของคุณจะกลายเป็นเจ้าแม่แฟชั่นที่เพื่อนร่วมชั้นต้องอิจฉา แต่สุดท้ายคนที่ปั๊มเงินเหนื่อยก็คือคุณเองนั่นแหล่ะ96962233c2a1_g4_11
  8. วิดีโอเกมเนื้อหารุนแรง
    โอกาสที่ลูกของคุณจะได้พบเจอเรื่องเซ็กซ์ ภาษาหยาบคาย ภาพจำที่รุนแรง ทั้งจากสื่อยุคอินเทอร์เน็ต ทีวี รวมไปถึงการใช้ชีวิตนอกบ้านก็มีมากพออยู่แล้ว อย่าเพิ่มเติมความเลวร้ายด้วยการซื้อวิดีโอเกมที่มีเนื้อหารุนแรงให้พวกเขาอีกเลย (ตัวอย่าง เช่น  Grand Theft Auto ที่ตกเป็นข่าวฉาวไปทั่วโลก) หากต้องการเล่น แนะนำเกมจำพวกเสริมสร้างจินตนาการ ทักษะการคิดวิเคราะห์ อย่างเกมพัซเซิลต่างๆ จะดีกว่า
  9. ของเล่นที่มีชิ้นส่วนขนาดเล็กเกินไป
    สำหรับใครที่มีลูกเล็ก 0-2 ขวบ ช่วงวัยนี้เด็กจะชอบทดลองสิ่งต่างๆ รอบตัวด้วยการนำเข้าปาก ดังนั้นของเล่นที่เลือกซื้อ ควรเป็นของเล่นที่มีชิ้นส่วนขนาดใหญ่ อาจสังเกตตัวเลขระบุอายุบนฉลาก หรือหลีกเลี่ยงของเล่นที่มีป้ายสัญลักษณ์ Choking Hazard ซึ่งมีความเสี่ยงที่จะมีชิ้นส่วนติดคอเด็ก ยกตัวอย่างให้เห็นง่ายๆ อย่างเลโก้ สำหรับวัยเด็กเล็กควรเลือกรุ่น Duplo ที่บล็อคตัวต่อจะมีขนาดใหญ่ แทนรุ่นปกติที่มีชิ้นส่วนขนาดเล็กซึ่งเด็กสามารถหยิบเข้าปากกลืนได้img_4664
  10. ของเล่นที่ไม่ปลอดภัย
    เลือกซื้อของเล่นที่เหมาะสมกับวัย มีคุณภาพน่าเชื่อถือ โดยเฉพาะของเล่นพลาสติก ของเล่นไม้ทาสีสันสดใส หากสินค้านั้นไม่ได้มาตรฐาน อาจมีสารพิษหรือโลหะหนักปนเปื้อนเป็นอันตรายต่อเด็กๆ ได้ แนะนำให้สังเกตจากฉลากระบุข้อมูลสินค้า ที่ควรมีทั้งช่วงอายุที่เหมาะสมของเด็ก มาตรฐานการผลิต และการรับรองคุณภาพ

เหนือสิ่งอื่นใด นอกจากสิ่งของแล้วอย่าลืมให้เวลาเล่นกับลูก เติมเต็มช่วงเวลาคุณภาพ เพิ่มความรักความอบอุ่นในหัวใจของพวกเขาด้วยนะครับ

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here