collage-2016-05-24

หลังจากที่เลือกเครื่องฟอกอากาศมาประจำการในห้องนอนเมื่อครั้งคุณภรรยาคลอดลูกสาวคนเล็กเมื่อประมาณ 3 ปีก่อน วันนี้ภารกิจตามหาเครื่องฟอกอากาศเครื่องใหม่ก็เริ่มต้นอีกครั้ง เมื่อคุณลูกชายคนโตถึงวัยอยากแยกห้อง ขอมีห้องนอนส่วนตั๊วส่วนตัวกับเขาบ้าง (วินาทีที่ลูกเดินมาบอก ทำพ่อใจหายแว๊บเลยทีเดียว)

เอาหล่ะไหนๆ วันนี้ก็ต้องมาถึง ต้องใช้โอกาสให้เกิดประโยชน์ จึงจัดแจงข้อตกลงให้เขามีส่วนร่วมรับผิดชอบในการตัดสินใจครั้งนี้ด้วยซะเลย เริ่มตั้งแต่การวางแผนเตรียมห้อง เก็บของที่ไม่ใช้ ไม่เล่นแล้วไปบริจาค ทำความสะอาด เลือกสีที่ชอบมาทาผนัง เลือกตู้เตียง เฟอร์นิเจอร์ ยันเลือกสีผ้าปูที่นอน ฯลฯ ซึ่งก็สนุกถูกใจเขาหล่ะ เพราะได้มีโอกาสได้เรียนรู้ถึงพลังอำนาจ(เล็กๆ)ในการตัดสินใจของตัวเอง หลังๆ นี่หนักถึงขั้นว่าทุกอย่างต้องผ่านการอนุมัติจากคุณชายก่อนจึงจะมีสิทธิเอาเข้าไปวางในห้องได้ -_-‘

แล้วก็มาถึงสิ่งจำเป็น ขาดไม่ได้เลยก็คือ เครื่องฟอกอากาศ (อันนี้ขอใช้อภิสิทธิ์ความเป็นพ่อเลือกเอง) ซึ่งการเลือกซื้อคราวนี้ค่อนข้างสบายเพราะมีประสบการณ์แล้ว (อ่านข้อมูลประสบการณ์ในการเลือกซื้อเครื่องฟอกอากาศที่ผมเคยแชร์ไว้ได้ที่นี่ ‘เลือกเครื่องฟอกอากาศ ไม่ยากอย่างที่คิด’) ซึ่งแน่นอนว่าก่อนอื่นต้องกำหนดเงื่อนไขคร่าวๆ ไว้ก่อน สำหรับคราวนี้คือ

1. ครอบคลุมพื้นที่ในห้อง (50 ตรม.)
2. ในห้องฝุ่นค่อนข้างเยอะ อยากได้เครื่องที่เน้นการเปลี่ยนถ่ายอากาศ (ดูดเข้าไปกรองในฟิลเตอร์)
3. ค่า CADR จึงควรเกิน 200 ขึ้นไป (เพื่อการเปลี่ยนถ่ายอากาศได้อย่างทั่วถึง)
4. อายุการใช้งานฟิลเตอร์นานกว่าเดิมหน่อย (เครื่องก่อนหน้าต้องเปลี่ยนทุก 6 เดือน เหนื่อยเหมือนกันแฮะ)

เพื่อไม่ให้เสียเวลาตะลอนทัวร์ การทำการบ้านหาข้อมูลจากในเน็ตติดมือไปด้วย เพื่อที่เวลาไปเดินตามแผนกเครื่องใช้ไฟฟ้าจะได้ตีกรอบเป้าหมายได้ชัดเจน ช่วยลดอาการว่อกแว่กตาลายเมื่อไปเจอเครื่องฟอกมากรุ่นหลากยี่ห้อที่วางเรียงราย ไหนจะคำโฆษณาเชียร์จาก pc ทั้งหลาย

แต่ก็ไม่วาย … เจอเครื่องฟอกอากาศรุ่นใหม่ล่าสุดยี่ห้อนึง สะกิดต่อมอยากรู้อยากเห็นมาก จากรูปลักษณ์ตัวเครื่องที่สะดุดตา มีรูตรงกลางทะลุจากด้านหน้าไปหลังเครื่อง แถมด้วยคำว่า “PM2.5” บนจอแสดงผล!

PM2.5 … เอ มันคืออะไรน้า?? เหมือนจะเคยได้ยินคุ้นๆ อยู่เหมือนกันนะ!

แว่บแรกที่คิดถึง คือเหตุการณ์ฝุ่นละอองและควันเกินค่ามาตรฐานที่เคยเกิดขึ้นที่เชียงใหม่และหลายจังหวัดทางภาคเหนือเมื่อต้นปีก่อน (ประมาณมีนาคม 2558) โดยพบว่ามีค่าฝุ่นละอองขนาดเล็กในอากาศในปริมาณมากถึง 300-400 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (µg/m3) ส่งผลให้คนในพื้นที่ล้มป่วยเป็นจำนวนมาก ไม่เพียงแค่บ้านเรา แต่ปัญหานี้ยังเกิดขึ้นในประเทศต่างๆ จนกลายเป็นปัญหาระดับโลกไปแล้ว

rsz_la-sci-sn-china-exports-air-pollution-united-states-20140120
source: health.wedagroup.com

ลองไปค้นข้อมูลในเรื่องนี้ดู ก็พบว่ารัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการรักษาสิ่งแวดล้อมทั่วโลกได้มีการกำหนดค่าดัชนีคุณภาพอากาศเพื่อควบคุมค่าฝุ่นละอองขนาดเล็ก (Particle Matter หรือ PM) เอาไว้เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบสุขภาพของประชาชน ซึ่งฝุ่นละอองขนาดเล็กนี้ยังแบ่งได้เป็น 2 ขนาด คือ

  1. ฝุ่นละอองขนาดเล็กว่า 10 ไมครอน (PM10)
  2. และฝุ่นละอองทีมีขนาดเล็กว่า 2.5 ไมครอน (PM2.5)

_72046526_science_hair_graphic_624

ปัญหาคือ เจ้าฝุ่นละอองขนาดเล็กที่ว่านี้ กลไลป้องกันในระบบทางเดินหายใจ เช่น ขนจมูก ไม่สามารถที่จะกรองป้องกันไม่ให้เข้าไปในส่วนลึกของระบบทางเดินหายใจได้ แปลว่ามันสามารถทะลุทะลวงผ่านเข้าไปในระบบทางเดินหายใจได้ลึกจนถึงถุงลมในปอดได้สบายๆ ผลก็คือปอดทำงานหนักขึ้น เสี่ยงต่อภาวะปอดบวม ปอดเกิดพังผืด ภาวะหัวใจวาย โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยงได้แก่ เด็กๆ ผู้เฒ่าผู้แก่ และผู้ที่มีโรคระบบทางเดินหายใจ เช่นโรคภูมิแพ้ โรคหอบหืด

00114320db41137bdc9609
source: china.org.cn

ปัจจุบันรัฐบาลทั่วโลกมีการตื่นตัวและให้ความสำคัญกับค่าดัชนี PM2.5 เพราะมันส่งผลต่อสุขภาพเป็นอย่างมาก โดยสำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อมของสหรัฐ (EPA) กำหนดเกณฑ์มาตรฐานค่าเฉลี่ย PM2.5 ไม่ควรเกิน 35 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (การวัดค่า PM2.5 เพื่อคิดหาค่าดัชนีคุณภาพอากาศนั้น จะพิจารณาฝุ่นที่มีขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมครอนลงมาทั้งหมดที่อยู่ในอากาศปริมาตร 1 ลูกบาศก์เมตร จึงมีหน่วยวัดเป็น ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร)

รายละเอียดในเรื่องนี้ เยอะมากครับ หากใครสนใจผมขออนุญาตส่งต่อไปทำความเข้าใจเพิ่มที่เว็บไซต์ของ EPA นะครับ

เอาหล่ะ วกกลับมาเรื่องเครื่องฟอกอากาศกันต่อ…

เครื่องฟอกอากาศที่ผมกำลังสนใจอยู่นี้ คือเครื่องฟอกอากาศจากแบรนด์ Philips รุ่น AC3256 ที่เพิ่งเปิดตัวใหม่ล่าสุด และน่าจะเป็นรุ่นแรกที่มีมาพร้อมเทคโนโลยี AeraSense เซนเซอร์ตรวจวัดคุณภาพอากาศคุณภาพสูงที่ใช้ในวงการอุตสาหกรรม โดยจะแสดงปริมาณอนุภาคฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM 2.5) เป็นตัวเลขดิจิตอลแบบเรียลไทม์บนจอด้านบน อันนี้ถือว่าดีงาม เพราะเท่าที่ทราบ ขนาดหน่วยงานรัฐอย่าง กรมควบคุมมลพิษ ของบ้านเรายังรายงานแค่ค่า PM10 เท่านั้น เจ้าเครื่องนี้นี่วัด PM2.5 เลยนะเออ!

DSC02762
ระบบกรองอากาศแบบไหลเวียนอากาศเข้าไปในแผ่นกรอง พร้อมเซนเซอร์ตรวจวัดคุณภาพอากาศแบบเรียลไทม์ที่มีความแม่นยำสูง

เซนเซอร์เทคโนโลยี AeraSense นี้สามารถตรวจจับอนุภาคขนาดเล็กที่มีขนาดระหว่าง PM1- PM2.5 (1-2.5 ไมครอน) ซึ่งครอบคลุม มลภาวะทางอากาศหลายชนิด ตั้งแต่ฝุ่นละเอียด ฝุ่นควัน ไอน้ํามัน สารก่อภูมิแพ้จากสัตว์ ไรฝุ่น ละอองเกสร และแบคทีเรียบางชนิด

ในขณะที่ระบบกรองอากาศ ใช้เทคโนโลยีที่เรียกว่า VitaShield IPS ที่ออกแบบการไหลเวียนอากาศตามหลักแอโรไดนามิกส์ และมาพร้อมฟิลเตอร์ 3 ชั้น

1. แผ่นกรองชั้นแรก Pre-filter ดักจับฝุ่นละออง ขนาดใหญ่ ถอดทําความสะอาดได้ ช่วยยืดอายุการใช้งานของฟิลเตอร์

2. ฟิลเตอร์นาโนโพรเทค แอคทีฟคาร์บอน นวัตกรรมแผ่นกรองแอคทีฟคาร์บอนที่เต็มไปด้วยรูพรุนระดับนาโน ให้พื้นที่ผิวสัมผัสอากาศรวมเทียบเท่าขนาดสนามฟุตบอล 3 สนาม เพื่อประสิทธิภาพในการกรองกลิ่นและก๊าซอันตรายต่างๆ เช่น ก๊าซฟอร์มาลดีไฮด์ โทลูอีน และสารระเหยอินทรีย์ (TVOCs)

3. ฟิลเตอร์นาโนโพรเทค True HEPA ประสิทธิภาพสูง สามารถกรองอนุภาคขนาดเล็กที่สุดถึง 0.02 ไมครอน หรือ 20 นาโนเมตร (ขนาดเล็กกว่าอนุภาค PM2.5 กว่า 100 เท่า) สามารถกำจัดสารก่อภูมิแพ้ในอากาศได้ 99.97%, แบคทีเรียได้ 99.9% และไวรัสบางชนิด เช่น H1N1 ซึ่งทั้งหมดนี้ไม่ได้โฆษณามั่วๆ เพราะมีมาตรฐานการทดสอบรับรองจากสถาบันที่เชื่อถือได้ ไม่ว่าจะเป็น AHAM, IUTA, Airmid Healthgroup

DSC02749 copy
ฟิลเตอร์ 3 ชั้นประกอบไปด้วยแผ่นกรองหยาบ (ล้างน้ำได้) ฟิลเตอร์แอคทีฟคาร์บอนกำจัดกลิ่น และฟิลเตอร์ True HEPA ขนาดใหญ่

มาตรวจสอบสเปคกันต่อ เรื่อง CADR หรืออัตราการเปลี่ยนถ่ายอากาศนั้น ก็ถือว่าผ่านเกณฑ์สบายๆ ด้วยอัตรา 216, 253 และ 235 CFM ตามลำดับ (Dust, Pollen, Smoke) โดยค่ามาตรฐานที่เครื่องฟอกอากาศควรทำได้ไม่ควรน้อยกว่า 125 CFM ที่เคยแนะนำไว้ในเรื่อง ‘เลือกเครื่องฟอกอากาศ ไม่ยากอย่างที่คิด’

โดยอัตรา CADR ระดับนี้สามารถรองรับการใช้งานในห้องขนาด 31 – 76 ตารางเมตร โดยมีอัตรา Air Changes per Hour หรืออัตราการเปลี่ยนถ่ายอากาศสะอาดให้กับห้องภายในหนึ่งชั่วโมงที่ 5 รอบ (ห้อง 31 ตร.ม.) และ 2 รอบ (ห้อง 76 ตร.ม.)

หลังจากสอบถามเรื่องการรับประกันและราคาแผ่นกรองเรียบร้อย จะรออะไร สอยกลับบ้านสิครับ! (@19/05/59 ราคาปกติ 24,990 ลดเหลือ 21,900 ที่เซ็นทรัลปิ่นเกล้า)

DSC02722_1

ยกมาตั้งในห้อง คุณลูกชายเห็นครั้งแรกร้องว้าว (พ่อโล่งอก) เดาว่าน่าจะชอบไฟวงกลมสีฟ้า ที่ดูละม้ายคล้าย Arc Reactor บนหน้าอกของ Iron Man แถมไฟที่ว่ายังเปลี่ยนสีได้ 4 สีเพื่อบอกถึงคุณภาพอากาศภายในห้อง ซึ่งไฟ AQI นี้ (Air Quality Indicator) จะสัมพันธ์กับค่า PM2.5 ที่เซนเซอร์ AeraSense วัดค่าได้ ไล่ตั้งแต่

สีฟ้า (PM2.5 ระหว่าง 0-35) = คุณภาพอากาศดี
สีฟ้าอมม่วง (PM2.5 ระหว่าง 36-75) = ปานกลาง
สีม่วงอมแดง  (PM2.5 ระหว่าง 76-115) = แย่
สีแดง (PM2.5 มากกว่า 115) = เป็นอันตรายต่อสุขภาพ

ส่วนตัวคิดว่าจอแสดงผล PM2.5 กับไฟ AQI นั้นมีประโยชน์มาก เพราะจริงๆ เราไม่สามารถวัดคุณภาพอากาศได้ด้วยตาเปล่า เราไม่มีทางรู้ได้เลยว่าอากาศในห้อง ณ ปัจจุบันเป็นอย่างไร ซึ่งจากการใช้งานพบว่า ตัวเลขนี้จะมีค่าสูงในตอนแรกที่เริ่มเปิดเครื่อง (ลองนำไปตั้งในห้องต่างๆ ค่าที่แสดงก็จะแตกต่างกันไป) แต่พอเปิดไว้สักพัก ค่านี้จะค่อยๆ ลดลงอย่างต่อเนื่อง (ในห้องนอนของน้องโมโม่ เริ่มที่ 10 พอตื่นเช้ามาค่านี้ลดลงเหลือแค่ 1 เท่านั้น) อย่างน้อยก็ทำให้เราสบายใจได้ว่ากำลังสูดอากาศที่มีคุณภาพจริงๆ อ้อ! ไฟนี้สามารถเลือกปิดได้เพื่อไม่ให้แสงรบกวนตอนนอนครับ 

DSC02687 copy
ปุ่มบนตัวเครื่องเป็นระบบสัมผัส ให้แสงสว่างนวลตา สามารถล็อกปุ่มกดป้องกันเด็กกดเล่น ตั้งเวลาการทำงาน และปิดไฟ AQI ได้ในตอนกลางคืน

สองเรื่องสุดท้ายที่คิดว่าสำคัญไม่แพ้กันคืออัตราการใช้พลังงานไฟฟ้า เพราะส่วนใหญ่แล้วเรามักจะเปิดเครื่องไว้ตลอดทั้งคืน หรือบางบ้านก็เปิด 24 ชั่วโมง จากการวัดโดยอุปกรณ์ Volcraft Energy Check 3000 เครื่องฟอกอากาศ Philips AC3256 รุ่นนี้กินไฟน้อยมากๆ เปิด Auto, พัดลมเบอร์ 1 (Sleep Mode) หรือ Al (Allergen Mode โหมดนี้คล้ายโหมด Auto แต่แตกต่างตรงที่เซนเซอร์จะ sensitive ต่อสารก่อภูมิแพ้ และปรับแรงลมให้เหมาะสมกับระดับสารก่อภูมิแพ้) พบว่าใช้ไฟแค่ไม่เกิน 10 วัตต์ ส่วนพัดลมเบอร์ 5 แรงสุด ก็กินไฟเพียง 50 วัตต์เท่านั้น (ส่วนตัวเปิดเบอร์ 3 ไว้ตลอด กินไฟเฉลี่ยประมาณ 20 วัตต์) ส่วนเรื่องเสียงพัดลมนั้นต้องบอกว่าเงียบมากในโหมดออโต้, Al, หรือพัดลมเบอร์ 1 พอจะได้ยินดังขึ้นมาหน่อยก็คือตอนที่เปิดพัดลมเบอร์ 3 แต่ก็ไม่รบกวนการนอนแต่อย่างใด

DSC02761
ช่องปล่อยอากาศบริสุทธิ์ด้านหลังตัวเครื่องออกแบบให้มีขนาดใหญ่เพื่อ Airflow ที่ดี ด้านบนดีไซน์เป็นมือจับขนาดใหญ่ ขยับเคลื่อนย้ายได้สะดวกทีเดียว

สรุปปิดท้าย: เป็นเครื่องฟอกอากาศอีกรุ่นที่ให้ความรู้สึกที่แตกต่างระหว่างก่อนใช้กับหลังใช้ได้ชัดเจน ฟิลเตอร์นาโนโพรเทค True HEPA มีขนาดใหญ่และค่อนข้างหนา คาดว่าจะสามารถใช้งานได้นานกว่าที่เคยมี (จริงๆ แล้วอายุการใช้งานขึ้นอยู่กับสภาพการใช้งานและปริมาณฝุ่นสะสมของแต่ละบ้านครับ) ในขณะที่ฟิลเตอร์แอคทีฟคาร์บอน สามารถจัดการกลิ่นในห้องได้หมดจดมาก สามารถสัมผัสถึงกลิ่นสะอาดได้จริงๆ มีอยู่ครั้งนึงคุณภรรยาลืมต้มอาหารไว้บนเตาจนมีกลิ่นไหม้ ปรากฏว่าไฟ AQI ของเครื่องนี้เปลี่ยนเป็นสีฟ้าอมม่วงทันที พร้อมตัวเลขแสดงคุณภาพอากาศพุ่งขึ้นไปถึง 43 (แต่ใช้เวลาไม่เกิน 10 นาที ก็ลดกลับมาอยู่ในภาวะปกติพร้อมกับกลิ่นอาหารไหม้ที่หายไป) ส่วนปริมาณฝุ่นที่ตกลงบนขอบตู้เตียงไม่ถึงกับหายเกลี้ยง 100% แต่ลดลงจากเดิมชัดเจนสังเกตได้

DSC02780
การใช้พลังงานไฟฟ้าวัดค่าได้เฉลี่ย 10 วัตต์ในการเปิดโหมด AL (Allergen Mode) และพัดลมเบอร์ 1 ซึ่งเหมาะสำหรับการเปิดใช้งานตลอดทั่งคืนหรือ 24 ชั่วโมง หมดห่วงเรื่องค่าไฟบานปลาย

ตัวเครื่องส่วนตัวมองว่าดีไซน์ได้สวย ดูลงตัวในทุกๆ ห้อง ฝาเปิดหน้าเครื่องล็อกด้วยระบบแม่เหล็ก เปิดปิดง่ายไม่ต้องออกแรงงัด เพื่อการบำรุงรักษาที่สะดวกกว่า (จะได้ไม่ขี้เกียจถอดแผ่นกรองฝุ่นหยาบไปล้างบ่อยๆ ^^) มีระบบ Safety หากเปิดฝาตัวเครื่องขณะทำงาน จะตัดการทำงานทันที และที่ถือว่าเป็นโบนัสเลยก็คือ เฉพาะเครื่องฟอกอากาศ Philips รุ่น AC3256 นี้ทางฟิลิปส์ประเทศไทยเค้าขยายการรับประกันจาก 2 ปี เป็น 5 ปี (ใช้กันยาวๆ สบายใจ) ใครซื้อมาแล้วอย่าลืมแวะไปลงทะเบียนในเว็บไซต์ของ Philips เพื่อรับสิทธิ์กันด้วยนะครับ

[youtube https://www.youtube.com/watch?v=4zRwCOnFtgM&w=640&h=360]

 

 

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here