2Photo 4-29-2559 BE, 8 31 58 AM

มีใครเลี้ยงลูกแล้วเค้าได้ดั่งใจไปหมดทุกเรื่องไหมครับ? มีใครไม่เคยปวดหัว หรืออารมณ์พุ่งปรี้ด เวลาที่ลูกกวนใจ? ทำไมลูกไม่เข้าใจสิ่งที่เราบอก ห้ามเท่าไหร่ก็ไม่ยอมฟัง? และอื่นๆ อีกมากมายเหนือจินตนาการและการคาดเดา … ปัญหาเหล่านี้จะบรรเทาลงได้ ด้วยการ ‘มองโลกจากมุมของลูก’ ซึ่งเป็นหัวข้อเสวนาที่ดีมากๆ ที่ผมได้มีโอกาสได้เข้าฟังนักจิตวิทยาคลินิกชื่อก้องอย่าง ‘ครูพบ’ ที่มาบอกเล่าและแบ่งปันประสบการณ์ร่วมกับคุณพ่อคุณแม่หลายสิบครอบครัว

บางคนอาจไม่เข้าใจว่าทำไมแค่เลี้ยงเด็กคนนึง จะต้องเรื่องมากขนาดนี้ ต้องไปอบรมเข้าคอร์สนู่นนั่นนี่ (โดยเฉพาะคุณปู่คุณย่า คุณตาคุณยาย ที่มักจะทำเสียงชิชะใส่) บอกเลยว่าเนื้อหาที่ได้ฟังในวันนั้นเป็นอะไรที่ ‘เหนือการคาดเดา’ บางอย่างเป็นเรื่องที่แสนจะธรรมดา แต่เพราะเราใช้มุมมองแบบ ‘ผู้ใหญ่’ มาคาดหวังให้ ‘เด็ก’ เป็นอย่างที่เราต้องการ ปัญหามันจึงเกิดฉะนั้นแล

โอกาสนี้ก็เลยขอสรุปประเด็นที่สามารถจดบันทึกไว้ทัน มาแบ่งปันกับพ่อแม่ทุกท่าน และถือเป็นโอกาสทบทวนตัวเองไปด้วย หวังว่าจะทำให้ทุกท่านเข้าใจพฤติกรรมของลูกมากขึ้นอีกนิด เพื่อที่จะนำพาให้เขาเติบโตขึ้นโดยมีพัฒนาการที่สมบูรณ์พร้อมทั้งร่างกายและจิตใจครับ

2DSC07207 (2)

Note: เนื้อหาต่อไปนี้เป็นการสรุปจากเลคเชอร์ในความเข้าใจของผมเอง อาจไม่ถูกต้องทั้งหมด อยากให้คุณพ่อคุณแม่อ่านเพื่อเอาไอเดียคอนเซ็ปต์คร่าวๆ ก่อนนะครับ ส่วนการนำไปปฏิบัติจริงนั้น บางเรื่องจำเป็นต้องเข้าคอร์สอบรบกับครูพบก่อนจึงจะเข้าใจอย่างลึกซึ้งและถูกวิธี… (สนใจแวะบ้านครูพบไปที่นี่ครับ http://kroopob.blogspot.com) เอาหล่ะ ถ้าโอเคตามนี้ ก็ไปอ่านกันเลยครับ

=======================

หัวข้อหลักครั้งนี้จะพูดถึงทฤษฎี ‘Theory-of-Mind’ ความสามารถในการเข้าใจคนอื่นในมุมของเค้า ไม่ใช่มุมของเรา เพื่อที่จะเข้าใจเหตุผลของพฤติกรรม สุภาษิตว่า ‘เอาใจเขามาใส่ใจเรา’

การที่เด็กไม่พูด แต่แสดงพฤติกรรมบางอย่างออกมาแทน อาจเกิดจากการที่เขามีคำศัพท์ไม่เพียงพอ วิธีการเติมคำศัพท์ให้เค้า ไม่ต้องอาศัยวิชาอะไรมาก แค่ใช้วิธี “พากษ์สถานการณ์” พูดสถานการณ์ต่างๆ ให้เด็กฟัง

ไม่จำเป็นต้องเข้าใจลูก ในมุมอายุของลูก (ไม่ต้องพยายามลดอายุตัวเอง หรือคิดย้อนว่าตอนเราเป็นเด็กอายุเท่าลูก เราคิดอะไร) แต่ให้เข้าใจในมุมของลูกในฐานะที่เราเป็นผู้ใหญ่ก็พอ

ฝึกได้ยินเสียงตัวเองขณะพูด เพื่อที่จะได้ตระหนักว่า
– เรามีสติแค่ไหนในการพูด (นามธรรม) -> ถ้าคนฟังได้ยินแบบนี้ เขาจะคิดอย่างไร?
– เนื้อเสียงกำลังดีกับคนฟังหรือเปล่า (รูปธรรม) -> ไม่เบา ไม่ดังเกินไป เพื่อที่ผู้ฟังจะได้จับใจความได้ง่าย

วินาทีแรกที่เด็กเกิดมาบนโลกนี้ ก็เหมือนภาพยนตร์แนว ‘เรือแตกติดเกาะ’ สิ่งที่เด็กจะทำคือ
สำรวจ -> ทดลอง -> ทดสอบ ว่าโลกนี้ ‘อยู่ยังไง’ ผ่านความรู้สึกอยากรู้อยากเห็น

ช่วงที่เด็กชอบทดลองนี้ คือช่วงนักวิทยาศาสตร์น้อย การที่เด็กชอบปาของลงพื้น เพราะต้องการทดลองเรื่องแรงโน้มถ่วง โดยทดสอบปาของตกซ้ำๆ ผ่านอุปกรณ์สิ่งของที่อยู่รอบๆ ตัวเค้า (กฏฟิสิกส์ของโลก ที่เรียนรู้ได้โดยไม่ต้องออกเดินทางไปทั่วโลก)

เด็กวัย 10 เดือน – 2 ขวบ จะเล่นทุกอย่างที่อยู่รอบตัว ถ้วย ขวดนม จาน ชาม ไม่ต้องซื้อของเล่นก็ได้

เมื่อเด็กจับประเด็นได้แล้วก็จะเลิก และเล่นอย่างอื่นต่อ (โลกกายภาพ เด็กจะทดลองทดสอบไม่นานนัก เพราะผลลัพธ์มันมักจะเหมือนกัน)

แต่กฏสังคม โลกสังคมนั้น ผลลัพธ์มักจะไม่เหมือนกัน เช่น การห้ามของเรา บางครั้งห้ามจริงบ้าง ห้ามไม่จริงบ้าง  ถ้าเราไม่ชัดเจนในข้อห้าม เด็กก็จะทดลองไปเรื่อยๆ เพราะบางทีเค้าก็ทำได้ (ผิดที่เรา ห้ามไม่จริง -> เห็นลูกร้องไห้ ใจอ่อน) ถ้าเราห้ามจริงทุกครั้ง เด็กจะหยุดทำพฤติกรรมที่เราไม่พึงประสงค์นั้นๆ ไปแล้ว

ถ้าห้ามแล้วห้ามไม่จริง เราจะเสียเอกสิทธิ์ความเป็นพ่อแม่ แต่พ่อแม่ก็ต้องวางกรอบเดียวกัน การเป็นหนึ่งเดียวกันจะปกครองลูกได้ง่าย ไม่ควรขัดแย้งกันต่อหน้าลูก (เช่น เรื่องไหนพ่อไม่ห้าม แต่แม่ห้าม -> ไปตกลงกันหลังไมค์ให้ดี

เด็กจะดื้อ 3 ช่วงอายุ
1 . เนอสเซอรี่ -> เด็กอยากรู้อะไรกันแน่ที่ห้าม (ไม่ต้องให้เหตุผลใดๆ แค่ห้ามให้จริงจัง ก็พอแล้ว เช่น บอกว่า พ่อไม่ชอบ ด้วยท่าทีนิ่งๆ และจริงจัง)
2. เด็กโต ประถมต้น -> จะเริ่มๆอยากรู้ว่าห้ามเพราะอะไร
3. เด็กโต ประถมปลาย -> ต้องการเหตุผลที่ห้าม

2DSC02766

วิธีที่เด็กปฏิบัติต่อเรานั้นตรงไปตรงมาที่สุดแล้ว เช่น ถ้าเด็กต้องการกินขนม
ถ้าไม่ได้จากเรา เขาก็จะไปหาคนอื่น (เหมือนเวลาเราไปซื้อกาแฟ อาอึ้มชงอร่อยกว่าอาเจ็ก วันหลังเราก็อยากซื้อร้านอาอึ้ม) เด็กจะรู้ว่าใครจะให้ขนมกับเค้าโดยประเมินเหตุการณ์ที่เขาเจออย่างตรงไปตรงมา
แต่เราชอบเหน็บว่า ดูดิ เจ้าเล่ห์จริงๆ

เด็กเรียนรู้โลกนี้ผ่านเรา (โดยไม่ต้องไปเจอคนทั่วโลก)
เค้าจะรู้วิธีอยู่กับคนผ่านเรา ฉะนั้น จงรู้ตัวว่าเราสอนอะไรเค้าบ้าง

กรณีลูกของคนอื่น ถูกเลี้ยงมาไม่เหมือนเรา
เมื่อมีความขัดแย้งเกิดขึ้น (เช่น เราสอนว่าไม่เด็ดดอกไม้ แต่เด็กอีกคนเด็ดดอกไม้ต่อหน้าต่อตาเค้า)
เด็กจะมองหาผู้คุมกฏ เพราะเราตั้งกฏให้เค้า ถ้าเรามั่นใจไม่เปลี่ยนกฏ เด็กก็จะฟังเราต่อ จากนั้นให้เราย้ำว่า สิ่งที่เราสอนนั้น ถูกต้องแล้ว ชมเชยและให้กำลังใจเค้าว่าทำดีแล้ว

ใครๆ ทำ เราก็ทำได้‘ กับ ‘ไม่ว่าใครจะทำ เราจะไม่ทำแบบนั้น
เด็กจะเลือกทำอย่างไร ขึ้นอยู่กับว่าเราสอนเค้าแบบไหน?

พัฒนาการด้านจริยธรรมในเด็ก มี 3 ช่วง
1. ขั้นก่อนกฏเกณฑ์ ความถูก ดี เลว อยู่ที่การตัดสินของผู้ใหญ่
2. ขั้นกฏเกณฑ์ (เด็กประถม) ความถูก ดี เลว ขึ้นอยู่กับว่าทำถูกกฏหรือเปล่า
3. เหนือกฏเกณฑ์ (ประถมปลาย) บางอย่างผิดก็อาจทำได้ เพราะมีเงื่อนไขที่ซับซ้อนกว่า เช่น การใช้ปืนยิงคนตาย (ตำรวจยิงผู้ร้าย vs ผู้ร้ายยิงตำรวจ)

บางคนบอกเด็กเล็ก พูดเหตุผลก็เชื่อ จริงๆ แล้วเด็กไม่ได้ฟังเหตุผล แต่เค้าเชื่อในท่าทีที่สงบ (พลังงานที่สงบของเรา)

ทดลองได้โดยการลองบอกเหตุผลไร้สาระด้วยท่าทีที่สงบ
[Ex. พ่อไม่ชอบเลย อย่าทำอีกนะลูก เพราะท้องฟ้าเป็นสีฟ้า]
เด็กก็จะเชื่อคุณเช่นกัน

เพิ่มเติม กรณี แม่อนุญาต แต่พ่อไม่ (ลูกอ้างว่าแม่เคยบอกว่าให้)
เราต้องพูดด้วยท่าทีที่เป็นบวก
1. สงบอารมณ์ (สำคัญมาก!)
2. ชมเชยลูกว่าความจำดี และบอกว่าเดี๋ยวเราไปหาคำตอบกันใหม่

ตรงนี้สำคัญ ว่าเราวางบทบาทเวลาอยู่กับลูกอย่างไร? บังคับลูก = ผิด

การเป็นโค้ช โค้ชจะไม่พยายามเอาชนะนักกีฬาของตัวเอง ดังนั้น เราต้องไม่พยายามเอาชนะลูก
ไม่พยายามงัดแง้งความปรารถนาของลูก

ต้องเป็นทีมเดียวกับลูก เข้าใจอารมณ์เค้า เพื่อให้เค้าเปิดรับความคิดเห็นของเรา
ทำแบบนี้เด็กจะรู้สึกว่า เค้าได้รับการยอมรับ เค้าได้รับการรับฟัง

[Ex. อ๋อ แม่พูดอย่างนั้นหรอ พอดีวันนั้นพ่อไม่อยู่ เดี๋ยวเราไปถามแม่กันอีกทีนะ]

ประเด็นนี้คือ ต้องเคลียร์ให้ได้ว่าแท้จริงแล้ว ความปรารถนานี้จะเอาอย่างไร โดยนึกถึงความสำคัญของ
กระบวนการนำพาพัฒนาการของลูกอย่างแท้จริง ย้ำอีกที เน้นกระบวนการ ไม่เน้นผลลัพธ์

1. เรื่องไหนไม่เคยถูกฝึก ถูกสอน ก็จะทำสิ่งนั้นไม่เป็น
2. ถ้าสมองไม่มีวงจรมารองรับ ก็จะทำสิ่งนั้นไม่ได้ วิธีแก้คือ ทำซ้ำบ่อยๆ จะเชี่ยวชาญ มีทักษะ
3. สมองเด็กไม่มีพอร์ต USB จะทำได้ต้องลงมือ มีประสบการณ์ด้วยตัวเอง

พัฒนาการที่เกิดขึ้นต่อตัวเด็กจากกระบวนการนี้คือ  เด็กจะฟังและคิดตาม
-> ถ้าเราอยากให้เด็กฟังเรา เราต้องฟังเค้า
เพราะถ้าเรามักจะยั่วยุ (โดยไม่รู้ตัว) ให้เกิดการโต้เถียงบ่อยๆ เด็กก็จะชำนาญการโต้เถียง ไม่เชื่อฟังแทน!

2DSC05845 copy

จะเป็นโค้ชให้ลูก เราต้องสังเกตลูกให้มากขึ้น ไม่เช่นนั้นจะโค้ชนำให้เขาได้อย่างไร

หัวใจหลักของการเป็นโค้ชของลูกคือ
1. เน้นกระบวนการ (ให้เวลา โอกาส และประสบการณ์) ไม่เน้นผลลัพธ์
2. เติม ไม่ตัด … ข้อนี้สำคัญมาก! เรามักมีไอเดียที่จะตัด ไม่ให้ลูกทำนู่นนี่นั่น
แต่ถ้าอยากให้เด็กทำได้ ทางเดียวคือต้องเติมเท่านั้น

Ex 1. เด็กเล็กลากเก้าอี้เสียงดัง ปล่อยให้เค้าเล่นไปเรื่อยๆ จนชำนาญ จนเค้าสามารถบังคับกล้ามเนื้อให้ควบคุมการจับเก้าอี้ ไม่ให้เกิดเสียงดังได้

Ex 2. เด็กเล็กกินข้าวหก เราต้องเค้าใจและปล่อยผ่าน ไม่ถือสา เพราะลูกต้องใช้เวลาฝึกให้ชำนาญ จนเกิดเป็นทักษะ มีการเชื่อมต่อของวงจรในสมอง

เน้นกระบวนการ -> ให้เด็กดักกินเองซ้ำแล้วซ้ำอีก
ไม่ใช่เน้นผลลัพธ์ -> โต๊ะสะอาด ชุดไม่เลอะ กินเยอะ กินเร็ว

พ่อแม่ ต้องหาวิธีจัดการให้ลูกได้รับโอกาส ในวิถีทางที่เรายอมรับผลที่เสี่ยงได้ เช่น ปล่อยเด็กกินข้าวเอง -> โต๊ะเลอะ … เลอะก็เช็ด หรือหาหนังสือพิมพ์มารองพื้น

วิธีจัดการให้ลูกได้รับโอกาส ในวิถีทางที่เรายอมรับผลที่เสี่ยงได้ ในสถานการณ์ต่างๆ เกณฑ์วินิจฉัยของเรา อาจไม่ได้ขึ้นอยู่กับอายุของเด็กเสมอไป แต่ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ชีวิตของเค้า ตามที่เราให้โอกาส

Ex. เด็กนักเรียน ม.5 เลิกเรียนต้องกลับบ้านเอง ได้มั้ย? (สมมติรถคุณพ่อบังเอิญเสีย)
– กรณีที่เด็กคนนี้ มีพ่อขับรถไปส่งทุกวัน ไม่เคยนั่งรถเมล์มาก่อนเลยซักครั้ง?
– แต่ถ้าเด็กคนนี้ไปโรงเรียนเอง นั่งรถเมล์เอง ตั้งแต่ ม.1 หล่ะ?

อยากให้ลูกมีความสุขในชีวิต พ่อแม่อย่างเรา จะจัดเส้นทางแบบไหน
คำตอบโดยมาก แน่นอนว่าต้องจัดเต็มความสุข ให้ขนม ซื้อของเล่น

แต่โปรดพิจารณาข้อเท็จจริงของชีวิต ลองถามตัวเองว่า ความสุขอยู่กับเรานานแค่ไหน? ความทุกข์อยู่กับเรานานเพียงใด?
– ความสุขหนะประเดี๋ยวประด๋าว ความทุกข์สิของจริง
– หลังความสุขทุกความสุข จะตามมาด้วยความทุกข์เสมอ

ถ้าต้องการให้ลูกมีความสุข ต้องนำพาให้เค้าเดินออกจากทุกข์ได้ (ไม่ใช่ปรนเปรอความสุข)
โดยมี 2 ประตูที่ต้องพาเค้าข้ามผ่านไปให้ได้

ประตูที่ 1
มีทักษะแก้ปัญหาต้นเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์
อันได้แก่ความติดขัด ไม่สะดวก ความไม่เป็นไปดังใจหวังทั้งหลาย

Ex. รถติด ทุกข์ไหม ถ้าวันนี้เป็นวันหยุดอยู่บ้าน แล้วถ้าเป็นวันทำงาน มีนัดลูกค้า ประชุมสำคัญหล่ะ?
การนำพาให้ลูกมีความสามารถในการแก้ไขสิ่งที่ติดขัดนั้นได้ ทำได้โดยการทำให้ลูกมีประสบการณ์ “ด้วยตัวเอง” (สำคัญมาก)
–  ขนมตกพื้น หยิบไปล้างได้ -> ด้วยตัวเอง
–  ของเล่นตกแตก ซ่อมเองได้ -> ด้วยตัวเอง
–  เพราะถ้าไม่เช่นนั้น คุณห้ามตาย เพราะลูกจะทำอะไรเองไม่ได้ ขาดคุณไม่ได้

จำให้ขึ้นใจว่าสิ่งสำคัญคือ เราต้องเปิดโอกาสให้เค้า

แต่ทว่า ‘การเปิดโอกาส’ ก็ต้องสมดุลย์กันกับ ‘ขอบเขต’ ด้วย (นี่คือความลำบากใจของพ่อแม่ส่วนใหญ่)

ให้โอกาสลูกในขอบเขตที่เรายอมรับความเสี่ยงนั้นได้

ไม่มีที่ไหนปลอดภัย 100%
กลัวลูกประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ -> ไปปลูกบ้านกลางทุ่งนา?
ไม่อยากให้ลูกเป็นโรค -> เลี้ยงในชุดปลอดเชื้อ?

ความเสี่ยงไม่มี โอกาสที่จะเกิดประสบการณ์ ก็ไม่มีเช่นกัน (โอกาส = ประสบการณ์)

2IMG_8909

ประตูที่ 2
ขจัดความทุกข์ในใจได้

สมมติว่าถ้าเราเป็นผู้ที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลกนี้ การันตีไหมว่า ลูกของเราจะมีความสุข?
แน่ใจไหมว่าเราสามารถบงการทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ได้?
ลูกเรารักใคร คนนั้นต้องรักตอบ? ลูกอยากเห็นสายรุ้ง ตอนเที่ยงคืน?

ข้อเท็จจริงคือ เราไม่สามารถควบคุมทุกอย่างให้เป็นไปตามต้องการได้
ดังนั้น เราต้องมีวิธีที่ทำให้ลูก ‘จัดการใจ’ ให้ออกจากทุกข์นั้นได้

ข้อห้าม 3 ท.
1. อยากได้อะไร ได้ ‘ทันที’
2. อยากได้อะไร ได้ ‘ทุกที’
3. อยากได้อะไร ได้ ‘ทั้งหมด’

ลูกจะทุกข์แน่ 100% ถ้าผิดหวังไม่เป็น อดทนไม่ได้ รอคอยไม่เป็น

ทั้งหมดทั้งปวง เพื่อนำสู่ปลายทางคือ ลูกมีปัญญาในการมองเห็นต้นเหตุแห่งทุกข์
และออกจากทุกข์ตรงนั้นได้

เน้นย้ำอีกที! เราต้องนำพาลูก เติมความสามารถต่างๆ ให้ (ฝึกช่วยเหลือตัวเอง)

ทำได้ง่ายๆ โดย
– มีกำลังใจให้เขา เข้าใจเขา
– ไม่รีบทำให้ ไม่รีบปรนปรอ

พ่อและแม่ จะต้องช้าลง (มากๆ) ให้เขามีโอกาสทำด้วยตัวเอง จนมีทักษะเหล่านั้น

ลูกหกล้ม เราประเมินความร้ายแรง ถ้าล้มเบาๆ แผลถลอกเล็กๆ ก็ทำงานอารมณ์ เข้าใจลูก
อย่าบอกว่า ‘ไม่เจ็บหรอกลูก’ (เพราะจริงๆ เค้าเจ็บถึงร้องไห้)
แต่ให้พูดว่า ‘โถ เจ็บเนอะ ตกใจเนอะ’ (อยู่กับความรู้สึกตรงนั้นกับลูกจนมันเบาลง) เดี๋ยวเราลุกไปทายากัน

คนเราไม่ได้เข้าใจคำศัพท์จากคำแปล แต่เข้าใจจากการประมวลว่า คอนเซ็ปต์นั้นๆ มีความหมายอย่างไร
ถ้าเราสอนเด็กจากมุมของเรา เด็กจะไม่เข้าใจ และจะเกิดการเรียนรู้แบบผิดๆ

พฤติกรรมที่ก่อความรำคาญ เกิดจากการสื่อสารที่ไม่มีคุณภาพเพียงพอ
เราต้องเปลี่ยนวิธีการสื่อสาร

ระดับที่ 1
การเชื่อมโยงคำศัพท์
1.1 เด็กมีคำศัพท์มากพอ (เรามักเติมให้เขาอยู่แล้ว แต่แบบไม่ค่อยถูกนัก -> ล้มเจ็บ บอกลูกไม่เจ็บ)
1.2 มีไอเดียของการสื่อสาร ว่าจะเล่าอะไร

มาสู่ปัญหา ทำไมลูกไม่ชอบเล่า? ถามว่าไปโรงเรียนเป็นยังไงบ้าง ก็ไม่ตอบ (ปัญหาหนักอกของพ่อแม่บางคนเลยหล่ะ)

คำศัพท์ไม่ใช่ประเด็น แต่เพราะการเล่าจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อ มี 3 องค์ประกอบนี้
1.2.1 เราเป็นคนที่เค้าอยากเล่าเรื่องให้เราฟัง -> สัมพันธภาพเรากับเค้าต้องดี เหมือนกับที่เราจะเล่าเรื่องให้เฉพาะเพื่อนสนิทฟัง
1.2.2 มีไอเดียว่าจะเล่าอะไร -> สร้างได้ด้วยการเล่นสมมติบ่อยๆ
1.2.3 มีคำศัพท์มากพอ

กลับกัน ถ้าเด็กชอบเล่าเรื่อง แต่เป็นเรื่องโกหก จะทำยังไง?
ลองดูตัวอย่างต่อไปนี้

เจ. เค. โรว์ลิง เป็นเด็กชอบโกหกหรือเปล่า … อีสปหล่ะ โกหกพกลมเก่งไหม?
ถามกลับตัวเอง ว่าเพราะอะไรถึงห้าม?
เด็กที่โตขึ้นมาแบบโกหกไม่เป็นเลย คนเป็นพ่อแม่ ควรดีใจ หรือทุกข์ใจ?

กรณีที่ต้องห้ามมีเพียงอย่างเดียว คือเมื่อพิจารณาแล้วว่าเรื่องโกหกนั้น ส่งผลเสีย หรือมีโอกาส(มากๆ) ที่จะส่งผลเสียให้คนอื่น

ไม่ต้องห้าม ถ้ามันส่งผลดีต่อคนอื่น เช่น ถ้าลูกบอกเพื่อนเรา มีคาถากันผี (ทำให้เพื่อนไม่กลัวผี)

จินตนาการของเด็ก เป็นองค์ประกอบสำคัญ ที่ทำให้เด็กเติบโตอย่างมีความสามารถ และประสบความสำเร็จ
จินตนาการของเด็ก แสดงออกเป็นนามธรรม ในรูปแบบของการเล่น การเล่าเรื่อง ‘ที่ไม่เป็นจริง’
จินตนาการเป็นพื้นฐานของการสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ
จินตนาการยังสำคัญมากๆ ต่อการเรียนรู้ (นึกตามคำพูดของครูพูดสอนหนังสือได้)
ความสามารถในการจินตนาการ นำมาซึ่ง ความสามารถในการใช้เหตุผล

เด็กเล็กจะใช้ไอเดีย 2 ไอเดียมารวมกันในหัว เช่น [ฝนตกลงมาจากฟ้า] + [ถนนเปียก] … พัฒนาการสู่การคิดเป็นตรรกกะ

ความสำคัญจึงอยู่ที่ว่า เรามีปฏิกิริยาอย่างไร ต่อจินตนาการของเด็ก ‘เติม’ หรือ ‘ตัด’ เติมก็ได้จินตนาการต่อ ตัดก็จบเท่านั้น

2DSC08812

มาต่อด้วยเรื่องของ Separation Anxiety ลูกติดพ่อติดแม่ รับมืออย่างไร?

ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่ามันเกิดจากอะไร เมื่อไหร่

ภาวะ Separation Anxiety หรือความวิตกกังวลเรื่องการแยกจาก เป็นกลไกที่ธรรมชาติสร้างขึ้น เริ่มเกิดตอนช่วงอายุ 8 เดือน พีคสุดตอน 2-3 ขวบ และจะหมดไปก่อน 5 ขวบ

เด็กช่วงอายุ 6 เดือน ลักษณะกายภาพทางร่างกายเปลี่ยนแปลง (เพิ่มขึ้น) 1 อย่าง -> ฟันน้ำนมขึ้น

แปลว่าเริ่มที่จะกินอาหารแข็งได้ (ถ้าเป็นกรณีสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ก็จะเป็นช่วงเวลาหย่านม)
อาหารแข็ง จะทำให้ท้องอิ่มกว่าอาหารเหลว 10 เท่า พ่อแม่จึงมีเวลาออกไปหาอาหารนานขึ้น
ธรรมชาติ จึงสร้างกลไก SA ให้เด็กมีความวิตกกังวล ส่งผลให้เกิดการกลัวคนแปลกหน้า (เพื่อความปลอดภัย)

เด็ก 8 เดือน -> เริ่มคลานได้ จะติดพ่อแม่มากเป็นพิเศษ

เพราะเป็นครั้งแรกในชีวิตที่ลูกจะออกห่างจากพ่อแม่ได้ด้วยตัวเอง
ธรรมชาติ จึงสร้าง SA เพื่อให้เด็กตระหนักนึกได้ว่าอาจมีอันตราย -> คลานกลับมาหาแม่

ช่วง 2-3 ขวบ SA จะพีคมากที่สุด เพราะช่วงวัยนี้ร่างกายเด็กมีความพร้อม วิ่งสองขาได้เร็วขึ้น มีความคล่องตัว
ธรรมชาติ จึงสร้าง SA เพื่อให้เด็กตระหนักนึกได้ว่าอาจมีอันตราย -> ไม่วิ่งไปจากแม่ไกลมากนัก

เมื่อมารวมกันกับการที่เค้ายังขาดความรู้ทางฟิสิกส์ 1 ข้อ คือ ‘Object Permanence’ วัตถุคงที่ แม้ไม่เห็นแต่สิ่งนั้นยังคงอยู่ จึงยิ่งทำให้ SA ทวีความหนักหน่วงมากขึ้นอีก

เพราะสำหรับเด็กเล็ก ไม่เห็น=ไม่มีอยู่ เค้ายังรับมือกับความรู้สึกนี้ไม่ได้

วิธีเตรียมความพร้อมให้เด็กรับมือเรื่องนี้ มี 2 วิธีคือ

1. ไม่เพิ่ม Separation Anxiety
“ห้าม” แอบหนีหาย เด็กจะตกใจ  = เพิ่มความกังวล และจะตามจ้องเรามากขึ้นกว่าเดิม
แต่ให้เดินออกไปด้วยท่าทีที่สงบ ไม่ห่วง ไม่กังวล

จำได้ไหมว่า เด็กจะประเมินโลกใบนี้ ด้วยท่าทีของเรา ถ้าเรามีท่าทีกังวล เด็กก็จะรู้สึกกังวลไปด้วย

1.2.ห้ามขู่เด็ก 3 อย่างนี้
ขู่ว่าจะ ‘ไม่รัก‘ (ทำแบบนี้พ่อไม่รักแล้ว)
ขู่ว่าจะ ‘ทอดทิ้ง‘ (ดื้อนักเดี๋ยวเอาไปทิ้งขยะซะเลย)
ขู่ว่าจะ ‘ตัดทิ้ง‘ (ห้ามวิ่งซน ไม่งั้นจะตัดขาทิ้ง)

เหล่านี้จะเพิ่มความกังวลให้เด็กโดยไม่รู้ตัว เด็กจะทดสอบความรักของคุณด้วยพฤติกรรมที่แย่ลง

เปรียบเทียบกับตัวเราเอง หรือผู้ใหญ่ที่มีวุฒิภาวะแล้ว เวลาผู้หญิงจะทดสอบผู้ชายว่ายังรักอยู่ไหม
มักจะทำเรื่องแย่ๆประชด … ไม่เคยมีใครทดสอบความรัก ด้วยการทำตัวดี

1.3 ไม่บอกว่า ลูกเป็นลูกคนอื่น ถูกเก็บมาเลี้ยง -> ห้ามเด็ดขาด เพราะจะเกิดแผลในใจ
ผู้ใหญ่พูดสนุกปาก แต่เด็กไม่สนุกด้วย (พ่อแม่ใครเคยพูดกับเราแบบนี้คงเข้าใจดีกว่ามันเจ็บแค่ไหน)

ถ้าบ้านไหนทำครบทั้ง 3 ข้อนี้ อย่าแปลกใจที่ลูกจะติดเราหนักขึ้น

10428414_10153443741264832_3131965912715712793_n copy

2. พัฒนาคอนเซ็ปต์ Object Permanence
ทำได้โดย การเล่นซ่อนแอบ, เล่นซ่อนของ -> สิ่งที่หายไป แท้จริงยังคงอยู่

ทุกครั้งที่เด็กหาเราเจอ เด็กจะดีใจมาก สนุกมาก (อย่าซ่อนยาก เล่นให้เด็กหาเจอนะครับ)

สังเกตได้จากเวลาเล่นซ่อนแอบกับเด็กเล็ก เค้าก็ไปแอบนะ แต่จะโผล่ออกมาเองเสมอ
เพราะความสนุก อยู่ที่ตอน “หากันเจอ” (เด็กโตขึ้นมาหน่อย จะพัฒนาต่อเป็น เล่นให้หาไม่เจอ)

การเตรียมเด็กไปเข้าโรงเรียนครั้งแรก ให้เด็กร้องไห้น้อยๆ สำคัญคือ
ต้องทำให้เขาพร้อมที่จะช่วยเหลือตัวเองได้ในระดับหนึ่ง

เมื่อพึ่งพาตัวเองได้ จะทำให้ความกังวลลดลง

เหมือนเวลาเราไปต่างประเทศครั้งแรก ถ้าเราพูดภาษาได้ เคยดูเส้นทางแผนที่ รู้วัฒนธรรมง่ายๆ เราก็จะไม่เครียด

สิ่งสำคัญที่พ่อแม่หลายคนพลาดคือ ไปรับเด็กไม่ตรงเวลา ไปรับเด็กช้า -> ทำให้ SA เพิ่มขึ้น และการไปโรงเรียนในวันต่อๆ ไปเด็กจะร้องไห้หนักขึ้น


ขอบคุณโรงเรียนอนุบาลบ้านพลอยภูมิ
ที่จัดหัวข้อเสวนาที่น่าสนใจสำหรับคุณพ่อคุณแม่อย่างต่อเนื่อง
ขอบคุณครูพบ ที่ทำให้ผม และพ่อแม่ของเด็กๆ หลายคน
มีโอกาสเข้าถึงหัวใจของเค้ามากกว่าเดิม….

2Photo 4-29-2559 BE, 9 01 46 AM copy

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here